|
ข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการสูบบุหรี่
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 สมาชิกองค์การอนามัยโลก (World Health Organization = WHO) มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 รับข้อตกลงการต่อต้านบุหรี่ระหว่างประเทศ (Anti-Smoking Treaty) หลังจากมีการเจรจาในการทำข้อตกลงนี้ยาวนานถึง 4 ขวบปี) ข้อตกลงการต่อต้านบุหรี่ระหว่างประเทศมีชื่อทางการว่า Framework Convention on Tobacco Control (FCTC) มีเป้าประสงค์ในการลดการสูบบุหรี่ในมนุษยพิภพ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญแห่งมรณกรรมของมนุษย์ ในปัจจุบันมีคนตายเนื่องจากการสูบบุหรี่ประมาณปีละ 4.9 ล้านคน แต่จะเพิ่มเป็นปีละ 10 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 ประมาณ 70% อยู่ในประเทศด้อยพัฒนา องค์การอนามัยโลกประมวลผลการศึกษาวิจัยต่างๆ และพบว่า การสูบบุหรี่เป็นต้นตอของโรคภัยไข้เจ็บอย่างน้อย 25 โรค และบั่นทอนสุขภาพอนามัยของพลโลกอย่างสำคัญ ด้วยเหตุนี้ จึงมีเหตุอันควรในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่ แต่การณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่มิอาจเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะต้องเผชิญการตอบโต้จากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมบุหรี่ บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูง และรัฐบาลมักให้ความเกรงใจ ประเทศผู้ส่งออกบุหรี่ที่สำคัญประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา มีบทบาทสำคัญในการเตะถ่วง การเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการสูบบุหรี่ อันเป็นเหตุให้การบรรลุข้อตกลงเป็นไปอย่างเชื่องช้า มากกว่าที่ควร ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการเตะถ่วง การบรรลุข้อตกลง FCTC นั้นเอง World Medical Association (WMA) ซึ่งมีสมาชิก 117 ประเทศ และเป็นตัวแทนของแพทย์ประมาณ 10 ล้านคน ในขอบข่ายทั่วโลก เรียกร้องให้องค์การอนามัยโลก เร่งดำเนินการให้บรรลุข้อตกลง FCTC ซึ่งควรมีหลักการพื้นฐานสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ อันได้ (1) การติดฉลากเตือนภัยจากการสูบบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพบนซองบุหรี่ (2) การทำลายความเชื่อและการโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า บุหรี่บางประเภทหรือบางยี่ห้อ ปลอดภัย มากกว่าประเภทอื่นหรือยี่ห้ออื่น (3) การปกป้องสุขภาพของผู้ที่มิได้สูบบุหรี่จากควันบุหรี่ (4) การห้ามโฆษณาบุหรี่ ในขณะเดียวกัน ขบวนการรณรงค์เรื่องสุขภาพในสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกัน ถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลง การต่อต้านบุหรี่ระหว่างประเทศ ทั้ง American Cancer Society และ American Lung Association ต่างชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบุช จูเนียร์ กำลังทำให้ประชาชนชาวอเมริกันขายหน้า เพราะแทนที่รัฐบาลอเมริกันจะเจราจาการทำข้อตกลง เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์ กลับทำตัวเป็นหน้าม้าของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ โดยเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทบุหรี่มากกว่าประโยชน์สุขของมนุษยพิภพ องค์การอนามัยโลกมีสมาชิก 192 ประเทศ สมาชิกที่เป็นประเทศด้อยพัฒนา ต้องการเห็นข้อตกลงการต่อต้านการสูบบุหรี่ ที่เข้มงวดและขึงขัง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมบุหรี่ อันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ ต้องการลดทอนความขึงขังของข้อตกลงนี้ ประเด็นที่มีข้อขัดแย้งมากที่สุด ก็คือ การห้ามโฆษณาบุหรี่ เพราะการโฆษณายังผลให้จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น การรณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่จะไร้ประสิทธิผล หากบริษัทบุหรี่ยังสามารถโฆษณา เพื่อส่งเสริมการสูบบุหรี่ต่อไป ผู้แทนรัฐบาลอเมริกันไม่ยอมรับมาตรการนี้ โดยอ้างว่า การห้ามโฆษณา (ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการใด) ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของชนชาวอเมริกัน ท้ายที่สุด มีการประนีประนอมว่า ภาคีข้อตกลงจะดำเนินการห้ามการโฆษณาบุหรี่ เพียงเท่าที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญของตน การประนีประนอมดังกล่าวนี้ ทำให้การต่อต้านการสูบบุหรี่อ่อนปวกเปียกลงไปเป็นอันมาก รัฐบาลบุช จูเนียร์ ในฐานะ ทาส ของบริษัทบุหรี่ พยายามตีรวนการทำข้อตกลง FCTC สำนักข่าว Inter Press Service รายงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ว่า รัฐบาลอเมริกันผลักดันให้มีข้อตกลงใน FCTC ว่า ภาคีข้อตกลงนี้สามารถถอนตัว จากข้อตกลงข้อหนึ่งข้อใดได้ หากมีบทบัญญัติเช่นนี้ใน FCTC ย่อมเปิดช่องให้บริษัทบุหรี่ สามารถเจรจาทำข้อตกลงกับภาคี เป็นรายประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ FCTC ไร้ความหมาย รัฐบาลอเมริกันพยายามกดดันรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เป็น บริวาร รวมทั้งประเทศไทย แต่ไร้ผล กระนั้นก็ตาม การบรรลุข้อตกลง FCTC นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะสามารถตกลงประเด็นสำคัญได้หลายเรื่อง อาทิ การปิดฉลากเตือนภัยบนพื้นที่หนึ่งในสามของซองบุหรี่ รวมทั้งภาพปอดชำรุดด้วยบุหรี่ การตกลงหลักการสำคัญที่ว่า สุขภาพแห่งสาธารณชนมีความสำคัญ เหนือกว่าผลประโยชน์อันเกิดจากการค้าระหว่างประเทศ หากการนำเข้าบุหรี่ทำลายสุขภาพของประชาชน ภาคีข้อตกลงอาจประกาศใช้มาตรการการห้ามนำเข้าบุหรี่ได้ นอกจากนี้ ภาคีสมาชิกยังตกลงที่จะจัดสรรงบประมาณ สำหรับการต่อต้านการสูบบุหรี่ รวมทั้งการเก็บภาษีและการขึ้นราคาบุหรี่ เพื่อลดการสูบบุหรี่อีกด้วย Framework Convention on Tobacco Control จะต้องส่งให้ภาคีสมาชิกองค์การอนามัยโลกให้สัตยาบัน และต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 40 ประเทศให้การรับรอง จึงจะมีผลบังคับใช้ หลังจากนั้น จึงจะมีการประชุม เพื่อนำข้อตกลงที่ปรากฏใน FCTC มาดำเนินการในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่า รัฐบาลอเมริกัน อาจไม่ยอมให้สัตยาบัน เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Philip Morris ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง FCTC นอกจากจะเป็นความสำเร็จของขบวนการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่แล้ว ยังเป็นความสำเร็จของนางโกร ฮาร์เล็ม บรันต์แลนด์ (Gro Harlem Brundtland) ผู้อำนวยการ WHO ซึ่งกำลังพ้นจากตำแหน่งอีกด้วย ข้อตกลง FCTC มิได้มีความหมายเฉพาะการต่อต้านการสูบบุหรี่ หากยังเป็นปะทุสำคัญของการทำข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ที่ข้องเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล แอลกอฮอล์ กาเฟอีน และเนื้อสัตว์ที่เติบโตด้วยสารเร่งฮอร์โมน หมายเหตุ 1. โทษของการสูบบุหรี่ค้นข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกได้ดู www.who.org 2. ข้อตกลงเบื้องต้นว่าด้วยการต่อต้านการสูบบุหรี่ โปรดอ่าน Immogen Foulkes, Anti-Tobacco Treaty Agreed, BBC News (March 1, 2003) 3. มติขององค์การอนามัยโลกในการรับข้อตกลงการต่อต้านการสูบบุหรี่ โปรดอ่านรายงานข่าว Key Anti-Smoking Treaty Adopted, BBC News (May 21, 2003) 4. รายงานข่าว World Medical Association เรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกขับเคลื่อนการทำข้อตกลง FCTC โปรดอ่าน World Doctors Get Tough on Tobacco, BBC News (October 21, 2002) 5. รายงานข่าวขบวนการสุขภาพอนามัยเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันถอนตัวจากการเจรจาทำข้อตกลง FCTC โปรดอ่าน Us Should Quit Tobacco Talks, BBC News (February 25, 2003) 6. รายงานข่าวรัฐบาลอเมริกันพยายามทำลายประสิทธิผลของข้อตกลง FCTC โปรดอ่าน Marwaan Macan-Makar, Thailand Resists U.S. Smokescreen on Anti-Tobacco Pact, Inter Press Service (May 14, 2003)
|
| กลับหน้าแรก |