|
จากโบกอร์ถึงกรุงเทพฯ
เอเปค : โดย ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 การประชุมของเอเปค เป็นที่รู้จักกันดีในการให้ภาพแห่งการสมานฉันท์ ของบรรดาประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมผู้นำเอเปค ที่จัดขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ครั้งแรก ที่ประธานาธิบดีคลินตันเป็นเจ้าภาพ ที่เมืองซีแอตเติลในปี พ.ศ.2536 จนกระทั่งในปีนี้ที่การประชุมของเอเปค ได้เวียนมาถึงประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่สอง เอเปคเป็นเวทีการปรึกษาหารือ ที่ออสเตรเลียได้ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2532 ด้วยความกังวลว่า ออสเตรเลียจะถูกละเลยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เอเปคมิได้จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ ที่จะให้เป็นกลุ่มการค้าเหมือนอย่างประชาคมยุโรป หากทว่าเพื่อปรึกษาหารือ และสนับสนุนการเจรจาทางการค้าแบบพหุภาคีของแกตต์ หรือที่เรียกในเวลาต่อมาว่าองค์การการค้าโลก การประชุมโบกอร์ที่อินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ.2537 เป็นก้าวที่สำคัญยิ่งเพราะได้มีการเปลี่ยนทิศทาง จากเวทีจากปรึกษาหารือในเชิงงานการทูต มาเป็นเวทีการเจรจาทางการค้ามากขึ้น ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออก ได้รับแรงกดดันให้ยอมรับแนวทางการเปิดการค้าเสรีในเอเปค โดยประเทศพัฒนาแล้ว ต้องเปิดเสรีภายในปี ค.ศ.2010 และประเทศกำลังพัฒนาเปิดเสรีภายในปี ค.ศ.2020 สหรัฐอเมริกานั้นได้เคลื่อนไหวอย่างหนัก ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น โดยมีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และประเทศเจ้าภาพคืออินโดนีเซียเป็นกำลังสำคัญ ในการประชุมครั้งนั้นนับว่าสหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จในข้อเสนอของตน ถึงแม้ว่าประเทศจำนวนมาก ในเอเชียตะวันออกจะไม่เห็นด้วย จากนั้นก็ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการในปีต่อมา ที่นครโอซากา และกรุงมนิลา ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ของการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนที่กำหนดไว้ในปฏิญญาโบกอร์ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น สหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์อย่างมากเวทีเอเปค เนื่องจากสหรัฐ ไม่จำเป็นต้องค้ำจุนเอเปค ในทางการเงินแต่สามารถขยายตลาด ซึ่งมีขนาดการค้ารวมกันสูงถึงร้อยละ 45 ของมูลค่าการค้าโลก อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้ข้อตกลงที่ตนเองผิดหวัง ในเวทีการค้าพหุภาคีสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เช่น การเปิดเสรีการค้าภาคบริการ และข้อตกลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างน้อยที่สุดสหรัฐก็อบอุ่นมากขึ้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก มิอาจจัดตั้งกลุ่มการค้าขึ้น ตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี มหาธีร์หรือไม่สามารถเข้าร่วมกับยุโรปตะวันตกได้โดยง่าย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยง หรือรวมตัวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเชื่อมั่นว่า การขยายตัวทางการค้านั้น จะนำไปสู่ความเจริญร่วมกัน ดังนั้นจึงให้ความสนับสนุนเวทีเอเปคอย่างจริงจังมาโดยตลอด เอเชียตะวันออกโดยพื้นฐานแล้ว ประกอบด้วยประเทศที่มีกำแพงภาษีศุลกากรที่สูง การเปิดเสรีในเอเปค จึงให้ประโยชน์แก่ประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีภาษีศุลกากรที่ต่ำ และไม่ต้องเปิดตลาดให้เท่าใดนัก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ยิ่งกรณีของสิงคโปร์ด้วยแล้ว ยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่มีภาษีศุลกากร ในแง่ของการเจรจาต่อรองภาษีศุลกากรแล้ว จึงนับได้ว่าประเทศเหล่านี้เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง ในขณะที่ประเทศที่มีภาษีศุลกากรสูง ต้องเปิดตลาดให้มากกว่า รวมทั้งต้องรับภาระต้นทุน จากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ที่จะต้องเกิดขึ้นตามมา ที่จริงแล้วเวทีเอเปค มิได้ดำเนินการทางด้านการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนเท่านั้น แต่การดำเนินการยังรวมไปถึง การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า และกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น ความร่วมมือด้านทรัพยากรมนุษย์ การคมนาคมขนส่ง และวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเป็นอย่างมาก แต่โครงการเหล่านี้ มักไม่ได้รับความสนใจจากประเทศพัฒนาแล้ว นับแต่การประชุมผู้นำเศรษฐกิจที่โบกอร์ แม้ว่าเราจะเห็นวาระมากมาย ที่ทำให้รู้สึกว่าเวทีแห่งนี้มีผลงานอยู่ตลอดทุกปี แต่ก็เป็นวาระย่อยๆ ที่มิได้อำนวยผลได้มากมาย เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่บางประเทศได้รับ จากการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนตามปฏิญญาโบกอร์ เวทีเอเปคก็มิได้แสดงพลังที่ชัดเจน ในการผลักดันกติกาการค้าโลกให้เข้มแข็ง และก็ไม่เคยตั้งคำถาม ถึงผลกระทบที่ประเทศจำนวนมาก ได้รับจากมาตรการทางการค้าฝ่ายเดียวของประเทศมหาอำนาจ เมื่อเอเชียตะวันออกเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเอเปคก็มิได้แสดงบทบาทช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิก ที่เผชิญกับภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะในทางการเงิน หรือในทางเทคนิค ซึ่งนับว่าแตกต่างจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างยากที่จะเปรียบเทียบ สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว เอเปคดูเหมือนจะมีส่วนทำให้เขตการค้าเสรี หรืออาฟต้าอ่อนกำลัง และมีความหมายลดลงเป็นลำดับ ที่สำคัญก็คือทั้งอาเซียน และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก อาจจะต้องเผชิญกับพัฒนาการที่อ่อนล้ามากยิ่งขึ้นในอนาคต เนื่องจากสหรัฐอเมริกา เริ่มขยายแนวทางทวีภาคีเข้าสู่ภูมิภาคส่วนนี้ เพิ่มเติมจากแนวทางการค้า และการลงทุนเสรีในเอเปค ในด้านหนึ่งสหรัฐ กำลังขยายกลุ่มอเมริกาเหนือเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กำลังจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีทวีภาคี กับสิงคโปร์ และออสเตรเลีย นี่ย่อมมีผลสะเทือน ต่อประเทศในเอเชียตะวันออก และในกลุ่มอาเซียนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง คำถามก็คือว่าเอเชียตะวันออก จะได้รับการคัดค้านมิให้จัดทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นกลุ่มย่อย เฉกเช่นเดียวกันหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำประเทศในเอเชียตะวันออกบางส่วน จะเริ่มต้นจัดตั้งกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มพูนปริมาณการค้า และสร้างน้ำหนักบนเวทีการค้าโลก ตลอดจนให้แรงสนับสนุนแนวทางพหุภาคีตามสปิริตดั้งเดิมของเอเปค ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แนวคิดในการจัดตั้งกลุ่มเอเชียตะวันออก ถูกทางการสหรัฐมองไปทางลบ เพราะอาจเห็นว่า จะพัฒนาเป็นขั้วที่สาม ที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐโดยตรง ในขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออก ก็มิได้เห็นว่าการรวมกลุ่มทางการค้ามีความสำคัญมาก ถึงขั้นต้องเสียความสัมพันธ์ ที่มีกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้าในเอเปคแล้ว และสหรัฐอเมริกาเอง ก็กำลังเริ่มต้นสร้างกลุ่มย่อยขึ้นร่วมกับ สิงค์โปร์และออสเตรเลีย เหตุผลที่จะคัดค้านประเทศสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มเอเปคมิให้จัดทำข้อตกลงทางการค้าเสรีก็ย่อมมีน้อยลง นอกจากนี้แล้วเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ก็มิได้มีพลวัตที่น่าหวั่นเกรง เหมือนช่วงก่อนวิกฤตการณ์แต่ประการใด ดังนั้นการประชุมผู้นำเอเปคที่กรุงเทพฯ ในปีนี้จึงเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญยิ่ง ที่รัฐบาลจะหันมาให้ความสนใจ ในปัญหายุทธศาสตร์มากกว่า โครงการย่อยๆ ที่มีอยู่มากมายอย่างที่เคยกระทำกันมา เพราะเอเชียตะวันออก ต้องทบทวนแนวทางเศรษฐกิจของตน ที่ขาดวิสัยทัศน์ร่วม และเต็มไปด้วยข้อเสนอที่ไร้ซึ่งเอกภาพ กลุ่มเอเปคซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกถึง 21 ประเทศ และครอบคลุมภูมิภาคที่ห่างไกลกันมาก อาจต้องยอมรับให้สมาชิกบางส่วน สามารถพิจารณาความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างกัน ตราบใดก็ตามที่ไม่ขัดต่อแนวปฏิบัติขององค์การการค้าโลก ผู้นำประเทศในเอเปคควรยอมรับความจริงในความหลากหลายต่างๆ รวมทั้งการเริ่มต้นขึ้นแล้ว ของกลุ่มย่อยที่มิใช่กลุ่มดั้งเดิมอย่าง อาเซียนหรือนาฟต้า รัฐบาลไทยซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ ก็ควรมีส่วนผลักดันให้ภูมิภาคส่วนนี้ สามารถก้าวต่อไปได้อย่างแท้จริง และนี่ยังเป็นการคิดใหม่ หลังจากที่นายกฯทักษิณ เคยสนับสนุนการเปิดเสรีเอเปคอย่างเต็มที่เมื่อ 9 ปี ก่อนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |