จุดบกพร่องของระบบทุนนิยม

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2544 และ 3 กันยายน 2544

ผมได้กล่าวถึงระบบทุนนิยมว่า โดยแก่นแท้แล้ว เป็นปรัชญาที่ให้สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ แก่ประชาชนทุกคนอย่างเต็มที่ เพราะอดัม สมิธ (Adam Smith) สรุปให้เห็นว่า การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของทุกคนในสังคมนั้น ส่งผลให้การเกื้อกูลให้สังคมดังกล่าว เจริญรุ่งเรือง และก้าวหน้าอย่างที่ระบบเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ระบบสังคมนิยม ไม่สามารถทาบติดได้

แต่ระบบทุนนิยม ก็มีจุดบกพร่องหลักๆ อยู่ 4 จุดที่ต้องอาศัยการเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาล แต่โดยหลักการแล้ว รัฐบาลควรมีบทบาทในการกำกับเศรษฐกิจของประเทศน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีบทบาทในการจัดการกับ

  1. การผูกขาด : การผูกขาด คือ การที่ผู้ผลิตรวมตัวกันได้ หรือมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะกำหนดราคาสินค้าได้ ความหมายทางวิชาการ คือผู้ที่มีอำนาจผูกขาด จะตั้งราคาที่สูงกว่าราคาที่กำหนดโดยตลาดเสรี และจะผลิตสินค้าในปริมาณที่ต่ำว่าที่ผลิตภายใต้ระบบตลาดเสรี ดังนั้น ผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ เพราะจะซื้อของได้น้อย และในราคาแพง โปรดสังเกตว่า การผูกขาดนั้น ควรวัดจากความสามารถที่จะกำหนดราคาสินค้า เพราะฉะนั้น การป้องกันการผูกขาดจึงมิใช่ การกำหนดส่วนแบ่งตลาดขั้นต่ำของผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะหากผู้ผลิต สามารถคบคิดร่วมกัน (Collusion) ก็จะสามารถผูกขาดได้ เช่น กรณีของโอเปคนั้น มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 31 % แต่สามารถกำหนดราคาตลาดได้อย่างที่เห็นกันอยู่
  2. ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการจำกัดอำนาจผูกขาดให้หมดไป ยกเว้นกรณีที่เป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติ (เช่น กรุงเทพ คงไม่จำเป็นต้องมีสนามบินนานาชาติเกินกว่า 2 แห่ง) ในกรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมราคาให้ต่ำลง

  3. สินค้าสาธารณะ (Public Goods) มีสินค้า และบริการบางชนิดที่ยากต่อการกีดกัน มิให้ผู้อื่นมาร่วมบริโภค เช่น การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ทั่วหน้ากัน แต่หากไปสอบถามแต่ละคนว่า พร้อมจะจ่ายเงิน (ภาษี) เท่าไร เพื่อให้ได้รับบริการดังกล่าว ทุกคนก็พยายามบอกปัดไป เนื่องจากคิดว่าตนควรจ่ายเพียงเล็กน้อย หรือไม่จ่ายเลย เพราะหากคนอื่นยอมจ่าย แต่เราไม่จ่าย เราก็ยังได้ประโยชน์จากความมั่นคงของชาติอยู่ดี กล่าวคือ เป็นปัญหาของคนที่ต้องการของฟรี (Free Rider) ทำให้การใช้จ่ายเพื่อป้องกันประเทศ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากปล่อยให้ผู้บริโภค “ซื้อ” บริการดังกล่าวโดยสมัครใจ หมายความว่า รัฐบาลต้องพยายามประเมินระดับการใช้จ่าย เพื่อป้องกันประเทศที่เหมาะสม แล้วบังคับเก็บภาษีจากประชาชน
  4. ความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) อันเกิดจากสินค้าสาธารณะนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับปัญหาที่ผมจะขอเรียกว่า ผลพลอยได้ทางบวก หรือทางลบ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์สร้างมลภาวะที่กระทบต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ทางออกคือ การเก็บภาษีผู้ใช้รถยนต์ แล้วนำรายได้มาชดเชยความเสียหาย ให้แก่ผู้ที่สุขภาพถูกกระทบ ปัญหาที่เกิดขึ้น พูดได้ว่ามักเป็นปัญหาของความไม่ชัดเจน ของการครองสิทธิ เช่น ผู้ขับรถยนต์ไม่ยอมจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เสียสุขภาพ เพราะไม่มีใครสามารถอ้างว่าตนเป็นเจ้าของอากาศบริเวณนั้น

    ปัญหาอีกอย่างหนี่ง คือ ความยากลำบากในการจัดตั้งตลาด เพื่อให้การซื้อ – ขายเกิดขึ้น เช่น เราต้องการจะเก็บภาษีพิเศษกับรถยนต์ที่เข้ามาสร้างมลภาวะ และสภาวะจราจรติดขัด เแต่ไม่รู้ว่าจะเก็บเงินดังกล่าวอย่างไร เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เทคโนโลยีหาทางออกให้เราได้ เช่น ในประเทศสิงคโปร์ ที่รถยนต์ติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเก็บเงินเจ้าของรถได้ทุกครั้ง ที่เขาขับรถเข้าไปในพื้นที่จราจรแออัด เป็นต้น ปัญหาที่ว่านี้ เป็นปัญหาของการสร้างตลาดไม่ได้ เพราะต้นทุนของการธุรกรรมซื้อ – ขาย สูงเกินไป (High Transaction Cost) แต่พัฒนาการของระบบอินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม ทำให้สามารถทำธุรกรรมใหม่ๆ ได้ เช่น การประมูลตั๋วเครื่องบินออนไลน์ เป็นต้น

    จุดบกพร่องของระบบทุนนิยมนั้น นอกจากการที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อป้องกันการผูกขาด และจัดการกับสินค้าสาธารณะแล้ว รัฐบาลยังมีบทบาทในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และการพัฒนาเศรษฐกิจอีกด้วย

  5. เศรษฐกิจมหภาค : ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สมัยก่อน ค.ศ.1936 นั้น มิได้คิดว่า รัฐบาลต้องมีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจมากนัก เว้นแต่การควบคุมนโยบายการเงิน ไม่ให้ปริมาณเงินขยายตัวมากเกินไปจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งประเทศต่างๆ ก็ได้ผูกค่าเงินของตน กับทองคำ (Gold Standard) เป็นหลัก ในส่วนภาคการผลิตจริง ก็จะยึดหลักว่าตลาดเสรี ย่อมปรับราคาเพื่อให้อุปสงค์เท่ากับอุปทน แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีวัฎจักร กล่าวคือ บางครั้งก็เฟื่องฟู บางครั้งก็ตกต่ำ แต่หากปล่อยให้ราคาสินค้า และเงินเดือน (ราคาของแรงงาน) สามารถปรับขึ้น – ลงได้โดยเสรี ก็จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
  6. ต่อมา John Maynard Keynes ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจมหภาค อาจจะตกอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่องได้ โดยกลไกตลาดเสรี จะไม่ผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวด้วยตัวเอง การลดดอกเบี้ย และราคาสินค้า อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับไปสู่ดุลภาพที่มีการจ้างงานเต็มกำลังได้ เพราะเศรษฐกิจนั้น ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนเอกชน ที่อาศัยสัญชาตญาน (Animal Instincts) และความมั่นใจ ซึ่งจะหวังไม่ได้ว่า จะมีความแกร่งกล้าพอที่จะผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ Keynes มองว่าเศรษฐกิจโดยรวมนั้น อุปสงค์มักจะไม่เพียงพอ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายขาดดุลเป็น “หัวเชื้อ” ในการฟื้นเศรษฐกิจ (Pump priming) ให้หลุดออกจากสภาวะชะงักงัน กล่าวคือ Keynes ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นมิให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะกลไกตลาดอาจฟื้นความมั่นใจได้อย่างเชื่องช้า

  7. การพัฒนาการเศรษฐกิจ : ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มักจะมีสมมติฐานว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการเมือง มีการพัฒนาไปถึงระดับที่กลไกตลาดเสรี สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว นอกจากนั้น เศรษฐศาสตร์มักจะกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ (ซึ่งรวมถึงการปรับโครงสร้าง และการสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ) ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่นั้น จะกล่าวถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่า

ประสบการณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่านโยบายที่อิงกับตลาดเสรี (คือ การไม่อาศัยการผูกขาด การกีดกันทางการค้า หรือการบิดเบือนราคา หรือดอกเบี้ย) จะเกื้อกูลการพัฒนาที่ยังยืน และต่อเนื่อง อันที่จริงแล้ว บทเรียนจากอดีตแสดงให้เห็นว่า การออมเพื่อนำไปลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนสูง (โดยเปิดให้มีความเสรี และโปร่งใสที่สุด) ประกอบกับการเปิดกว้าง เพื่อรับการลงทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาการศึกษา และประสิทธิภาพของแรงงาน คือปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง การนึกว่าจะต้องกีดกันต่างชาติ เพื่อรักษาอธิปไตย การรีบสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย แม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าประเทศอื่นๆ การแทรกแซงโดยการกำหนดราคาสินค้าขั้นต่ำ เช่นสินค้าเกษตร หรือการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น การที่รัฐบาลเข้าไปบงการเกี่ยวกับธุรกิจ และการลงทุน หรือเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง รวมทั้งการที่ธนาคารกลางเข้าไปแทรกแซงกดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำ ล้วนแต่เป็นนโยบายที่บั่นทอนการพัฒนาการเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งสิ้น แม้ว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม

โดยสรุปแล้วระบบนายทุน หรือตลาดเสรี ก็ยังเป็นระบบที่จัดสรรทรัพยากร (ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน วัตถุดิบ หรือเงินทุน) ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในเชิงของการทำให้เกิดผลผลิตมากที่สุดทั้งในปัจจุบัน และอนาคต โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้ามามีบทบาทมากนัก และยิ่งรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงน้อยเท่าไร เศรษฐกิจก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น

หนังสือพิมพ์ The Nation ได้ลงบทความของ ศาสตราจารย์ Jeffrey Sachs แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตำหนิการทำงานของไอเอ็มเอฟมาโดยตลอด และกล่าวถึงระบบตลาดทุนในยุคโลกาภิวัฒน์ว่า กำลังทำความผิดหวังให้กับชาติต่างๆ เพราะได้สร้างฟองสบู่ที่กำลังจะแตก และหากนักลงทุนเกิดความตื่นตะหนก ทำให้แย่งกันขายหุ้น และพันธบัตรที่ถืออยู่ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ แต่ Sachs ก็สรุปว่า “แม้ระบบตลาดทุน จะมีปัญหาดังกล่าว การอาศัยกลไกตลาด (เสรี) เพื่อจัดสรรเงินทุน ก็ยังดีกว่า (superior) การจัดสรรโดยรัฐบาล ซึ่งมีจุดอ่อน เพราะขาดความรู้ และข้อมูล (ignorance) และการตัดสินใจ จะถูกแทรกแซงจากปัจจัยทางการเมือง” ดังนั้น Sachs จึงแนะนำให้อาศัยกลไกตลาดเสรีต่อไป แต่ต้องปฏิรูปให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเพิ่มความเคร่งครัดเกี่ยวกับธรรมาภิบาลทั้งของบริษัทต่างๆ ตลอดจนจรรยาบรรณของนักวิเคราะห์อีกด้วย

 

กลับหน้าแรก