เศรษฐศาสตร์การฟื้นฟูกิจการแบบไทย(1)

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ   มติชนรายวัน   วันที่ 19  มีนาคม 2546

โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ประเทศไทยเพิ่งจะมีกฎหมายล้มละลายในส่วนของการฟื้นฟูกิจการ ของนิติบุคคลในรูปของบริษัทเมื่อปี 2541 อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมองการฟื้นฟูกิจการว่า กิจกรรมที่สำคัญก็ยังเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้(จริงๆ ในหลักการมิติการฟื้นฟูกิจการมีมากกว่าเรื่องปรับโครงสร้างทางการเงิน) ที่ต้องตกลงกันให้ลงตัวระหว่างเจ้าหนี้ และลูกหนี้แล้ว การฟื้นฟูกิจการของบริษัท โดยไม่ใช้อำนาจศาลที่อิงกฎหมายเฉพาะก็คงมีอยู่แล้วมาตลอดในรูปแบบต่างๆ ที่ลูกหนี้เจ้าหนี้หาวิธีการที่เหมาะสมใช้ต้นทุนต่ำในการให้ธุรกิจดำรงอยู่ต่ำไป และเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืน คปน. หรือคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นตัวกลางก็เป็นกลไกนอกศาลอันหนึ่ง ในการที่จะเป็นเวทีให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ซึ่ง ธปท.กำกับดูแลอยู่ได้ข้อยุติทำสัญญาข้อตกลงกับลูกหนี้ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินได้นำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของทางเลือกใหม่ทางกฎกติกา หรือทางสถาบันในการแก้ปัญหาการที่ลูกหนี้ไม่ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ได้ ซึ่งได้แก่ การมีกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัท (ยังไม่รวมนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน) ที่มีเจ้าหนี้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

ข้อมูลของบริษัทในด้านจำนวนและมูลหนี้ที่เข้ามาสู่กระบวนการฟื้นฟูตั้งแต่กลางปี 2541 มีจำนวนเกือบ 240 บริษัท โดยมีมูลหนี้ตามคำร้องขอประมาณ 2 ล้านล้านเศษๆ จำนวนบริษัทที่ศาลอนุมัติแผนแล้วประมาณ 150 บริษัท จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับมูลหนี้ปรับโครงสร้างแล้วของสถาบันการเงินที่เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านล้าน จากประมาณ 5.5 แสนราย และหนี้ที่ปรับโครงสร้างของ คปน. ประมาณ 1 หมื่นราย มูลหนี้ 1.3 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2545 ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ บริษัทที่มาฟื้นฟูกิจการผ่านศาลนั้นมีขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ 13 บริษัทจาก 238 บริษัท ที่มีมูลหนี้ 2.5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของมูลหนี้รวม 1.6 ล้านล้านบาท

อะไรคือมูลเหตุที่เจ้าหนี้ลูกหนี้เลือกช่องทางเพื่อฟื้นฟูกิจการระหว่างมาที่ คปน. และมาที่ศาลล้มละลาย(ศาลล้ม) และวิธีไหนมีประสิทธิภาพกว่ากัน บทบาทของ คปน.และศาลล้มละลายมีทั้งเสริมและทดแทนกัน คปน.สามารถใช้เป็นที่ต่อรองเจรจาเบื้องต้นในการทำงาน ซึ่งบางกรณีอาจจบได้ที่ คปน. บางกรณีต้องไปจบที่ศาลล้มละลาย เป็นต้น คปน.ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกหนี้ และสัญญาข้อตกลงให้สาธารณชนทราบเหมือนกรณีการเปิดเผยข้อมูล ในแผนฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายก็ตาม เราพอสรุปได้ว่า นอกเหนือจากการที่มีเจ้าหนี้จำนวนมากราย ที่ไม่ใช่เจ้าหนี้สถาบันการเงินในการกำกับดูแลของ ธปท. เช่น เจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้ประเภทผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้บรรลุข้อตกลงระหว่าง เจ้าหนี้ทำได้ลำบากขึ้นแล้ว การฟื้นฟูกิจการผ่านศาลล้มละลาย มีผลบังคับตามกฎหมาย ซึ่งเหมาะแก่การแก้ปัญหา ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ของกิจการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโครงสร้างทางการเงิน เช่น การเพิ่มทุนหรือการมีผู้ลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องการกฎหมายรองรับและส่งเสริม ทุนใหม่ๆ อาจจำเป็นจากผู้ลงทุนใหม่เพื่อให้กิจการอยู่รอด กฎหมายฟื้นฟูกิจการจำเป็นต้องให้บุริมสิทธิ ในสิทธิของผู้ใส่เงินใหม่เหนือเจ้าหนี้เดิม เป็นต้น

รวมทั้งการให้อภิสิทธิ์บางอย่างแก่ลูกหนี้ และการจำกัดสิทธิเจ้าหนี้ในการฟ้องร้องลูกหนี้ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น ลูกหนี้มองช่องทางและกรอบกฎหมายที่จะใช้เป็นเวทีที่จะเลี่ยงการถูกฟ้องล้มละลาย เช่นเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่โอกาสที่จะได้เงินคืนคงมีน้อย เมื่อเทียบกับโอกาสการฟื้นฟูกิจการสำเร็จ โดยที่ทุกคนหวังว่าถ้าสำเร็จมูลค่าบริษัทจากการฟื้นฟูหรืออัตราผลตบแทนคงสูงกว่าถ้าบริษัทถูกปิดกิจการ

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิจัยพบว่า ในขณะที่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินของธปท. ใช้วิธียืดหนี้ ให้เวลาปลอดหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยถึงร้อยละ 60 ของมูลหนี้โดยลดเงินต้น และดอกเบี้ยค้างรับเพียงร้อยละ 6-9 และแปลงหนี้เป็นทุนเพียงร้อยละ 3-4 กรณีศึกษาของบริษัทใหญ่และขนาดกลางประมาณ 20 บริษัทที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มได้รับการลดหนี้ในขนาดที่สูงถึง 50-80% ของมูลหนี้(มีข้อยกเว้นเช่น TPI ทีพีไอไพลินที่ไม่ได้รับการลดหนี้) และมีการแปลงหนี้เป็นทุนในอัตราซึ่งสูงกว่าที่พบจากข้อมูลของ ธปท. สะท้อนความจริงที่ว่าในช่วง 4 ปีนี้ กิจการจำนวนมากที่มาที่ศาลล้มเป็นกิจการที่มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์มากคือ มีสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างรุนแรง หรือล้มละลายตามเงื่อนไขหรือเกณฑ์ทั้งในการให้กิจการล้มละลาย และให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อเทียบกับความสามารถในการหารายได้ และการได้มาซึ่งกระแสเงินสด บริษัทเหล่านี้มีภาระหนี้สูงมากขึ้นถ้าหากไม่ลดหนี้จำนวนมากยากที่จะฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ

กรอบของกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูเปรียบเสมือนเป็นเวทีให้ลูกหนี้และกลุ่มเจ้าหนี้ได้ต่อรองกันโดยศาลใช้ดุลพินิจ เมื่อเห็นว่าจำเป็นและกฎหมายเปิดโอกาสให้ ข้อตกลงที่เกิดขึ้นและดุลยภาพของผลลัพธ์มาจากความคาดคะเนอนาคตว่า การฟื้นฟูกิจการจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปิดกิจการโดยการฟ้องบริษัทให้ล้มละลาย(กฎหมายกำหนดว่าจำเป็นต้องสูงกว่า) เราพบจากการวิจัยแผนของบริษัท 128 บริษัท ซึ่งมีมูลหนี้รวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท พบว่าแม้มีการให้กิจการได้ฟื้นฟูในบริษัทซึ่งจะได้มูลหนี้มา 2% เมื่อเทียบกับ 1% ถ้าให้กิจการล้มละลายได้ ค่าเฉลี่ยในสัดส่วนการได้รับชำระมูลหนี้คืนของเจ้าหนี้คือ 49% กรณีฟื้นฟูกิจการ 17% กรณีล้มละลาย หรือมีผลต่างที่ 32% (ส่วนต่างนี้คือ 33% ของภาคอุตสาหกรรม 20% เป็นของภาคอสังหาริมทรัพย์)

คงต้องมีการประเมินว่า บริษัทที่ได้รับการฟื้นฟูเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และในระยะยาวมีผลการดำเนินงานและฐานะการเงินอย่างไร เท่าที่พิจารณาจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์(กระดาน Rehab หรือบริษัทฟื้นฟู) บริษัทเหล่านี้เริ่มมีกำไรและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น และมีหนี้ต่อทุนลดลง บริษัทที่ได้ลดหนี้จำนวนมาก และ/หรือมีการเพิ่มทุน มีพันธมิตรใหม่มาร่วมลงทุน เช่น ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สหวิริยาโอเอ ซิโนทัย อิตาเลียนไทย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ TT&T ไทยออยล์ เป็นต้น ล้วนมีหนี้ต่อทุน ผลการดำเนินการและกระแสเงินสดดีขึ้น ในขณะนี้คงต้องพูดว่า ในระดับหนึ่งบริษัทเหล่านี้มีสถานภาพดีขึ้น เพราะได้รับการแก้ไขด้านหนี้สินซึ่งอยู่ทางขวาของงบดุล ถ้าปัญหาหนี้สูงเกินไป เป็นปัญหาพื้นฐาน ไม่ใช่ปัญหาด้านสินทรัพย์ซ้ายมือของงบดุล ซึ่งอาจต้องการการแก้อีกแบบหนึ่ง ถ้าหากหลายบริษัทมีปัญหาทั้งทางด้านซ้าย & ขวาของงบดุล หรือปัญหาหนี้สูงไม่ได้รับการลดให้สมจริง การฟื้นฟูกิจการอาจมีปัญหาเรื้อรังในอนาคต

การประเมินประสิทธิผลของการฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นระบบเป็นเรื่องสำคัญในมิติของประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากร เพราะสังคมต้องใช้ทรัพยากรมากเพื่อให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้ มีค่าเสียโอกาสเมื่อเทียบกับการปิดกิจการที่สมควรถูกปิด การประเมินนี้จำเป็นต้องทำหลังแผนในช่วงที่บริษัทยังไม่ออกจากการฟื้นฟู และที่ออกจากการฟื้นฟูก่อนกำหนดซึ่งมีอยู่ประมาณสิบกว่าบริษัท

เรามักได้ยินเสมอว่าค่าใช้จ่ายในการทำแผนและการบริหารแผนสูงและสิ้นเปลืองเกินไป และเชื่อว่าเป็นเพราะการเข้ามามีบทบาทมากของบริษัทต่างชาติ จากแบบสอบถามผู้เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ยกเว้นที่ปรึกษาการเงินคิดว่าต้นทุนทางการเงินและเศรษฐกิจนั้นสูงเกินไป ไม่ง่ายที่จะฟันธงว่ากรณีใดค่าใช้จ่ายสูงต่ำเกินไป เพราะขึ้นอยู่ผลลัพธ์ของการฟื้นฟู การใช้จ่ายหลายสิบล้านหรือเป็นร้อยล้านสำหรับที่ปรึกษา การทำสัญญาการได้มาซึ่งแผน อาจดูสูงมากสำหรับกิจการที่กำลังมีปัญหาทางการเงิน การให้ตลาดของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนมีการแข่งขันเสรีน่าจะทำให้ตลาดนี้มีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยรัฐอาจกำหนดคุณสมบัติด้านความสามารถของผู้ทำแผน

ขณะนี้ข้อบังคับของเราเอียงมาทางให้ประโยชน์แก่ลูกหนี้ เช่น ถ้าลูกหนี้เสนอผู้ทำแผน ที่ประชุมเจ้าหนี้จะค้านจะต้องใช้เสียงข้างมากสองในสาม หรือการที่ผู้ทำแผน หรือผู้บริหารแผนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ต้องวางเงินค้ำประกัน แต่ถ้าเป็นลูกหนี้ทำจะได้รับยกเว้น ข้อมูลจากการวิจัยประมาณ 138 บริษัทที่ผู้ทำแผนพบว่า เกือบร้อยละ 80 ของแผนและผู้บริหารแผนเป็นของลูกหนี้ การที่ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้มีบทบาทในการทำแผน และบริหารแผนเป็นส่วนใหญ่นั้นเป็นข้อเท็จจริง  ซึ่งขัดกับความเชื่อที่ปรากฏในสื่อมวลชนว่าเจ้าหนี้มีบทบาทมาก ดังเช่น กรณีทีพีไอซึ่งดูจะเป็นข้อยกเว้นในจำนวนที่ไม่มากที่เจ้าหนี้ไม่ต้องการให้ลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน บริษัทต่างชาติใหญ่(7 ราย) ได้ทำแผนของบริษัทลูกหนี้ที่มีขนาดมูลหนี้ใหญ่กว่าบริษัทไทย ประมาณหนึ่งเท่าตัว แต่สัดส่วนของบริษัทและมูลหนี้ 70-85% ของลูกหนี้นั้นทำแผนโดยบริษัทไทย ข้อมูลรวมนี้พอจะให้ภาพว่า ลูกหนี้ที่มีปัญหาทางการเงินคงพยายามเต็มที่ที่จะแสวงหาวิธีการทำแผนที่ใช้ต้นทุนต่ำ

สิ่งที่พอจะยืนยันว่าลูกหนี้มีบทบาทมากกว่าที่คนทั่วไปคิดก็คือว่า ในระบบการเข้าฟื้นฟูกิจการของศาลของไทย การต่อสู้หรือคัดค้านกันในศาลแม้จะมีแต่ไม่มาก ลูกหนี้เจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ ตกลงกันมาในระดับหนึ่งในวิธีการฟื้นฟู ใครจะได้อะไร เท่าไร และจับมือกันมาที่ศาล กรณีของทีพีไอเป็นกรณีพิเศษ โดยทั่วไปเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้จำนวนมากบริหารแผนถ้าเขาไว้ใจ จะเห็นได้ว่าผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้นเป็นลูกหนี้ประมาณสองในสาม และถ้ารวมยื่นร่วมกันก็ประมาณสามในสี่ มีที่ยื่นโดยเจ้าหนี้มีประมาณร้อยละ 25

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏมิได้สะท้อนว่าลูกหนี้มีอำนาจต่อรองเหนือเจ้าหนี้ ผลลัพธ์การกระจายผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ และระหว่างเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลของโครงสร้างกฎหมาย อีกส่วนเป็นตัวแปรเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงินของเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งต้องการคำอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์การเมือง

หน้า 6

 เศรษฐศาสตร์การฟื้นฟูกิจการแบบไทย (2)

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยวินิจ มติชนรายวัน   วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 

โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

แนวคิดเรื่องล้มละลาย และฟื้นฟูกิจการของบริษัทนั้น ตรรกในทางกฎหมายและทางเศรษฐศาสตร์ ดูเหมือนว่าแนวคิดทั้งสองเรื่องนี้ สามารถจะอยู่ด้วยกัน หรือแยกจากกันก็ได้ แล้วแต่ว่าจะพิจารณาจากมุมมองของอะไร 

สมมุตว่าในสังคมหนึ่ง บริษัทซึ่งควรได้รับการฟื้นฟูนั้น กฎหมายกำหนด (นอกเหนือจากเกณฑ์อื่น ๆ ) ว่าต้องมีลักษณะที่ล้มละลายทางการเงิน (Financial insolvency) เป็นเงื่อนไขซึ่งจำเป็น ปัญหาคือว่า การล้มละลายดังกล่าว ควรกำหนดให้ได้ชัดเจนจากอะไร เกณฑ์หนึ่งคือมีหนี้สินสูงกว่าทรัพย์สิน (มีทุนหรือสินทรัพย์สุทธิติดลบ) และไม่สามารถชำระหนี้ที่ครบกำหนดได้ในขณะใดขณะหนึ่ง จนถือได้ว่ามีการผิดสัญญา 

กฎหมายไทยมองมิติฟื้นฟูกิจการในบริบทของการล้มละลาย และเกณฑ์หนึ่งที่ศาลพิจารณาว่า บุคคลหนึ่ง หรือองค์กรธุรกิจ ควรจะพิพากษาให้ล้มละลาย คือเมื่อมีหนี้สิน มากกว่าทรัพย์สิน ในกฎหมายเรียกว่ามี "หนี้สินล้นพ้นตัว" 

อย่างไรก็ตามในข้อเท็จจริง มีกิจการที่ชำระหนี้ได้เมื่อถึงกำหนด แต่ก็มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน ขณะเดียวกัน ก็มีกิจการที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เมื่อครบกำหนดแต่ก็มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน สองกิจการอาจมีปัญหาในลักษณะที่ต่างกัน เกณฑ์หนี้สินล้นพ้นตัว เป็นเกณฑ์หลักของกฎหมายไทย ในการกำหนดสถานภาพล้มละลาย และเป็นเกณฑ์ที่นำมาใช้กับเกณฑ์การฟื้นฟูกิจการ ในขณะที่เกณฑ์นี้มิได้สร้างปัญหา ในกรณีที่ใช้ กับการกำหนดสถานภาพล้มละลาย แต่สำหรับการฟื้นฟูกิจการนั้น 

ข้อสรุปเบื้องต้นจากการตีความการวินิจฉัยของศาลในคดีต่างๆ ถ้าลูกหนี้เจ้าหนี้รอมชอมกันได้ทั้งสองฝ่าย และประสงค์จะให้มีการฟื้นฟูกิจการ ศาลมักจะไม่ขัดข้อง โดยอาจตีความตามมาตรา 90/10 ว่า การพิจารณาในคดีฟื้นฟูกิจการ มีรูปแบบเป็นการขอในลักษณะ Motion ถ้าไม่มีผู้คัดค้าน ศาลสามารถงดไต่สวน (อ้างจากหนังสือ "การฟื้นฟูกิจการ" ของคุณวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ) 

เราพบว่าบางบริษัท เมื่อศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เช่น ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ มีทุนเป็นบวก บางบริษัท เช่น อิตาเลียนไทยฯ ทีทีแอนด์ที มีทุนติดลบค่อนข้างต่ำมาก จนถือว่าไม่มีความหมายเลย กรณีคาบลูกคาบดอกคงมีอีกมาก และถ้าหากมีการคัดค้าน หรือต่อสู้กันระหว่างลูกหนี้ กับเจ้าหนี้ หรือระหว่างเจ้าหนี้ด้วยกันเอง จนทำให้การฟื้นฟูอาจไม่ผ่าน รวมทั้งปัญหาอื่นที่อาจตามมา เช่น ความไม่คงเส้นคงวา ความไม่เสมอต้นเสมอปลาย ในเกณฑ์การวินิจฉัยของศาล ยังไม่ต้องพูดถึงต้นทุนทางธุรกรรม และต้นทุนทางสังคม จากการมีบทบัญญัติ ในกฎหมายที่ล้าสมัยไม่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้ปรากฏชัดเจนมากขึ้น จากคดี เช่น เมื่อฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหนี้ ต้องการให้กิจการหนึ่งให้รับการฟื้นฟู แต่อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ลูกหนี้คัดค้าน เช่นกรณี ทีพีไอ โรงแรมนิกโก้ บริษัทไทเคนเปเปอร์ เป็นต้น 

เนื่องจากระบบศาลไทย มีคดีล้นมืออยู่แล้วจะไม่ดีกว่าหรือ ที่จะแก้ไขเกณฑ์ฟื้นฟูให้เหมือนสากลโลก ซึ่งสามารถ หรือควรจะพิจารณาได้ ทั้งจากการดูงบดุลว่ามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินก็ได้ หรือจะดูเพียงแต่ความไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญา ก็น่าจะได้แล้ว ในประเด็นนี้งานวิจัยของเราพบว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่ากฎหมายที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งใช้เกณฑ์หนี้สินล้นพ้นตัว (กฎหมายไทยไม่ให้คำนิยามที่ชัดเจน) โดยพิจารณาจากเกณฑ์งบดุล น่าจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข

สมมุติว่าลูกหนี้และเจ้าหนี้  ต่างเต็มใจที่จะฟื้นฟูบริษัทลูกหนี้ และจูงมือกันมาบอกศาลเหมือนคนสองคนจะขอแต่งงานกัน (ซึ่งไม่ใช่กรณีของ ทีพีไอกับเจ้าหนี้แน่นอน) และศาลอนุมัติให้ฟื้นฟูกิจการได้ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกรอบกฎหมาย และปฎิสัมพันธ์ระหว่าง กระบวนการทางกฎหมาย และกระบวนการทางเศรษฐกิจของผู้มีส่วนได้เสีย กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ศาลเห็นชอบ กับคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการ การแต่งตั้งผู้ทำแผน จนถึงการที่ศาลเห็นชอบ กับแผนฟื้นฟูกิจการ และแต่งตั้งผู้บริหารแผน มีนัยสำคัญต่อสิทธิ และการเปลี่ยนแปลงในสิทธิ ของบริษัทลูกหนี้และเจ้าหนี้ 

เมื่อบริษัทลูกหนี้ อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ กล่าวโดยย่อกฎหมายล้มละลายของไทย ในส่วนของการฟื้นฟูกิจการ ของบริษัทนั้น อำนาจของคณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้บริหารของบริษัทลูกหนี้จะเปลี่ยนไป เป็นของผู้ทำแผน ซึ่งจะเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว และเมื่อแผนได้รับการอนุมัตจากศาล อำนาจดังกล่าวจะเปลี่ยนไป เป็นของผู้บริหารแผน ในระหว่างการบริหารแผน กฎหมายสร้างกลไกการกำกับดูแลตรวจสอบ เป็นไปอย่างหลวมๆ ให้มีการรายงาน จพท. เป็นประจำ กรรมการเจ้าหนี้ในฐานะตัวแทนที่ประชุมเจ้าหนี้ ไม่ได้มีอำนาจในการควบคุม แต่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ผู้บริหารลูกหนี้ก็เช่นกัน ผู้มีส่วนได้เสียนี้รวมทั้ง จพท. สามารถร้องเรียนต่อศาลได้ ถ้าผู้บริหารแผนทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 90/67 เช่น ไม่ปฏิบัติตามแผน หรือทุจริต หรือมีสาเหตุอื่นๆ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้ 

คำสั่งศาลเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 ที่ให้บริษัท Effective Planner พ้นจากผู้บริหารแผน ก็เป็นดุลพินิจของศาล และเป็นรายแรก ที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีการฟื้นฟูกิจการ

 ในระบบของอังกฤษนั้น เจ้าหนี้สามารถหาบุคคลภายนอก ซึ่งจะเป็นตัวแทนของศาลในการบริหารแผน หรือบริหารกิจการ ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู ในสหรัฐฯ ฝ่ายจัดการบริษัทลูกหนี้ (ฝ่ายจัดการกับผู้ถือหุ้น อาจแยกจากกันชัดเจน ซึ่งต่างกับของไทย) จะได้สิทธิโดยเฉพาะในช่วงหกเดือนแรก ในการทำแผนฟื้นฟูและบริหารแผน ถ้าที่ประชุมเจ้าหนี้เห็นชอบ ในส่วนของการเห็นชอบ กับแผนนั้น เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น ต่างมีบทบาท ซึ่งต่างกับในระบบของไทย เข้าใจว่าแนวคิดที่ตัดผู้ถือหุ้นออกไป จากระบบการฟื้นฟูกิจการของเรา น่าจะมาจากการที่ ต้องการเห็นความรวดเร็ว และจากข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทของไทย ยังมีลักษณะการถือครองหุ้น ที่กระจุกตัวโดยบุคคล มากกว่าโดยสถาบัน และยังมีลักษณะเป็นครอบครัว ผู้บริหารลูกหนี้ คือตัวแทนของลูกหนี้ มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้ ณ วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ 

ทำไมกฎหมายไทยไม่เลือกระบบของสหรัฐ ที่ให้โอกาสลูกหนี้บริหารแผนก่อน เมื่อมีการแก้กฎหมายล้มละลายในปี 2541 คนกลุ่มหนึ่งคิดว่า ไอเอ็มเอฟ ซึ่งเข้าข้างเจ้าหนี้คือสาเหตุสำคัญ ความคิดหนึ่งคิดว่าระบบราชการไทย และการเมืองไทย ยังเอนเอียงที่จะให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ ผมคิดว่านักกฎหมายในระบบราชการ และนักวิชาการด้านกฎหมายของไทย น่าจะมีบทบาทที่จะเลือกระบบกลาง ๆ ท่ามกลางกลุ่มผลประโยชน์ทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ โดยเปิดโอกาสให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ สามารถมีบทบาทในการบริหารแผน โดยความเห็นชอบของที่ประชุมเจ้าหนี้ ขณะเดียวกันก็ให้ดุลยพินิจของศาล เป็นที่พึ่งสุดท้าย 

ความสำคัญของที่ประชุมเจ้าหนี้ ในระบบการฟื้นฟูกิจการของไทย สะท้อนให้เห็นถึง แนวความคิดเรื่องสิทธิของเจ้าหนี้ ในการควบคุมกิจการของบริษัท เมื่อลูกหนี้นอกจากผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้อยู่ในสถานภาพล้มละลายทางการเงิน คือมีทุนติดลบ ลูกหนี้จะได้บริหารแผน ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้จากที่ประชุมเจ้าหนี้โอน หรือมอบสิทธินี้ให้แก่ลูกหนี้

เป้าหมายของการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มิได้อยู่ที่การเพิ่มความมั่งคั่ง หรือการคงอำนาจ หรือการถือครองหุ้น ให้แก่ผู้บริหารของลูกหนี้ การฟื้นฟูกิจการ มีเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท ให้เกิดมูลค่าสูงสุด และจัดสรรมูลค่าดังกล่าว ให้แก่เจ้าหนี้ตามสิทธิที่พึงมีจนหมด แล้วจึงจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น 

เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการ เกิดขึ้นได้และนำมาซึ่งการเพิ่มค่าของบริษัทลูกหนี้ ระบบการฟื้นฟูกิจการของไทย ผ่านความเห็นชอบ ของศาลล้มละลายกลาง เป็นระบบที่ศาลอำนวยความสะดวก ให้เกิดข้อตกลง จากกระบวนการการต่อรอง ของผู้มีส่วนได้เสีย คือกลุ่มเจ้าหนี้ และลูกหนี้ (โดยเฉพาะผู้บริหารของลูกหนี้) และทำให้ข้อตกลงนั้นมีผลบังคับทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในหนี้ เจ้าหนี้จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับศาล จะไม่ฟ้อง หรือบังคับคดีลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้บริษัทลูกหนี้ สามารถระดมหาทุนใหม่ได้ เจ้าหนี้รายใหม่จะมีบุริมสิทธิ์เหนือเจ้าหนี้รายเก่า 

ในขณะที่เจ้าหนี้มีประกันมีมูลค่าหลักประกันเป็นตัวคุ้มครอง มูลหนี้ที่จะได้ชำระ อย่างไรก็ตาม ในระบบการฟื้นฟูกิจการของไทย กฎหมายไทยยังไม่มีความชัดเจน เรื่องสิทธิที่ได้รับจากการจัดสรรมูลค่าสินทรัพย์บริษัทที่ฟื้นฟู ระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เช่น ผู้ถือหุ้นควรจะได้สิทธิในส่วนแบ่งของบริษัทหรือไม่ ในขณะที่หรือตราบใดที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน 

นอกจากนี้ แม้กฎหมายไทยจะมีกรอบรักษาสิทธิที่พึงมีในลำดับความอวุโสของหนี้ที่เกิดขึ้น ก่อนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการคงสิทธินี้เมื่อบริษัทมีการฟื้นฟูกิจการก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ในที่สุดสถานภาพของเจ้าหนี้แต่ละกลุ่มที่จะได้รับการจัดสรรหนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับ อำนาจการต่อรอง และสถานภาพทุนทรัพย์ของเจ้าหนี้ เช่น ราคาหนี้ที่มีการซื้อขายกัน ราคาหุ้นเมื่อมีการแปลงหนี้เป็นทุน ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทน ที่ให้แก่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม ระบบการต่อรองไม่สามารถประกันว่าเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน จะได้รับการชำระหนี้ตามสิทธิที่พึงมี รวมทั้งการคงอยู่ของระดับอาวุโสของหนี้ที่กำหนดไว้ ก่อนบริษัทลูกหนี้เข้าฟื้นฟูกิจการ 

การใช้มติเสียงข้างมากของที่ประชุมเจ้าหนี้รวมเพียงเกินกึ่งหนึ่งของมูลหนี้รวม และมติพิเศษเพียงหนึ่งกลุ่ม ( ? ของมูลหนี้ในกลุ่มนั้น) เพื่อให้แผนผ่านนั้น เป็นไปได้ว่าแผนในการจัดสรรการชำระหนี้ อาจไม่เป็นธรรมระหว่างกลุ่ม ในหลักการจึงเป็นไปได้ว่า แม้เจ้าหนี้และลูกหนี้บางกลุ่ม จะร่วมมือกันและมีเสียงเกิน 50% เพื่อฟื้นฟูกิจการ และศาลเห็นชอบในแผนโดย หรือค่อนข้างง่าย ระบบการออกเสียง และระบบการต่อรอง อาจนำมาซึ่งความไม่เป็นธรรม ในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ จากการศึกษาของเรา การที่เราพบว่าโดยเฉลี่ย การออกเสียงของเจ้าหนี้ โดยเฉลี่ยมีอัตราการออกเสียงถึง 80% ของมูลหนี้ทั้งหมด หลายบริษัทใหญ่ ๆ การออกเสียงของเจ้าหนี้เกิน 90% โดยทั่วไปเปอร์เซ็นต์ที่สูงนี้ สะท้อนว่าส่วนที่ไม่มีการออกเสียง ย่อมมีจำนวนน้อย สัดส่วนของกลุ่มเจ้าหนี้ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ก็น่าจะต้องน้อยลงไปด้วย ข้อสรุปนี้แม้จะเป็นไปได้แต่เราต้องไม่ลืมว่าสถิติ 80% นั้นเป็นค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมีสูงจากค่าเฉลี่ยในกลุ่มต่างๆ ของกลุ่มเจ้าหนี้ก็คงยังมีอยู่ หรือแม้เราจะยึดค่าเฉลี่ย 80% 20% ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ก็สามารถอาจที่จะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เราพบว่าเจ้าหนี้การค้าได้รับชำระหนี้คืนเร็ว และมากกว่าเจ้าหนี้สถาบันการเงินจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุเป็นเพราะลูกหนี้จำเป็นต้องพึ่งเจ้าหนี้การค้า หรือเจ้าหนี้รับเหมาช่วงเพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้ เจ้าหนี้ประเภทนี้ต้องได้รับการชำระหนี้คืนในสัดส่วนที่สูงและเร็ว ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่เจ้าหนี้กลุ่มนี้จะได้รับการปฏิบัติที่ดีจากลูกหนี้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือหรือกลุ่มเดียวกัน เป็นต้น จากการสัมภาษณ์เจ้าหนี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหมือนกัน แต่อยู่คนละกลุ่มของเจ้าหนี้มีประกันก็ได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้น และแน่นอนว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีประกันโดยเฉพาะเจ้าหนี้ต่างประเทศจากสถาบันการเงินของสหรัฐเป็นกลุ่มที่เต็มใจตัดหนี้ให้มากที่สุด และที่น่าสงสารที่สุดน่าจะเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นผู้บริโภค แต่ละรายอาจจะมีมูลหนี้เป็นเจ้าหนี้น้อยแต่อาจมีจำนวนมาก เช่น ผู้ซื้อบ้านแล้ววางมัดจำไว้ บ้านสร้างไม่เสร็จ กฎหมายไทยยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองกับเจ้าหนี้ในกลุ่มเหล่านี้ดีพอ โดยเฉพาะในเรื่องของลำดับความอาวุโสของเจ้าหนี้ กลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้จะเป็นพวกที่อยู่ลำดับท้ายๆ ซึ่งต่างกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือกลุ่มอื่นๆ ที่มีบุริมสิทธิ

ปัญหาพื้นฐานที่เกิดจากการฟื้นฟูกิจการก็คือการตีมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทลูกหนี้ ซึ่งมักจะแตกต่างกันระหว่างเจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ลูกหนี้หรือผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ การฟื้นฟูกิจการนั้นลึก ๆ แล้วก็คือการที่เจ้าหนี้ สมมติ (ไม่มีการซื้อจริง) ซื้อบริษัทลูกหนี้โดยจ่ายเป็นหนี้ที่เป็นเงินต้นและดอกเบี้ย และรับแลกมาใหม่เป็นสิทธิในหนี้อันใหม่หรือหุ้นในบริษัท เนื่องจากสินทรัพย์ของบริษัทไม่มีการขายจริงเหมือนกรณีปิดกิจการชำระบัญชี การหามูลค่าที่แท้จริงในระบบการต่อรองจึงอาจไม่ได้มาซึ่งค่าที่ถูกต้องดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ในต่างประเทศจึงมีผู้เสนอว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งมูลค่าของสินทรัพย์ของบริษัทลูกหนี้ ซึ่งสะท้อนความจริงในตลาดควรใช้ระบบประมูล (Auction) สินทรัพย์บางส่วน หรือทั้งหมด ข้อเสนอนี้คงไม่ง่ายสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตทั้งระบบเงินทุนขาดแคลน สินทรัพย์ล้นตลาด เป็นต้น

ระบบผสมของไทยนี้ ประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ประสพความสำเร็จ ถ้าดูจากจำนวนบริษัทที่เข้ามาฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2542 และปี 2543 ซึ่งมีจำนวนสูงมาก แม้จะมีบริษัทที่มีขนาดใหญ่ และขนาดกลางมาก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของจำนวนมาก จริงอยู่บริษัทจำนวนมาก ยังต้องการเวลา ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว แต่แผนหรือข้อตกลง ที่ลงตัวระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาที่รุนแรง และสำคัญที่สุด คือปัญหามีหนี้สินล้นพ้นตัวทุนติดลบ การหาทุนใหม่ เพื่อให้ได้โครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสม อย่างน้อยกว่าครึ่ง มีโครงสร้างทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และมีผลประกอบการดีขึ้น และที่น่าสนใจ ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว ผลลัพธ์ของระบบการฟื้นฟูของไทยคือ รูปแบบที่ผลิต Chapter 11 แนวคิด Debtor in Possession ออกมาเกือบ 80% ของบริษัทที่เข้าฟื้นฟู ซึ่งหมายความว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ (โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 80%) คำนึงถึงผลได้ผลเสียแล้วเลือกผู้บริหารของบริษัทของลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน และบริหารแผน คงต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงผลลัพธ์ และเปรียบเทียบบริษัทที่บริหารโดยลูกหนี้และเจ้าหนี้ในมิติต่าง ๆ ที่เปรียบเทียบกันได้อย่างเป็นวัตถุวิสัย 

เราไม่อาจสรุปจากการศึกษาว่า ปัญหาของทีพีไอมาจากการที่ผู้บริหารของบริษัทลูกหนี้ มิได้เป็นผู้บริหารของบริษัท ซึ่งคงเป็นการง่ายเกินไป ที่จะสรุปเช่นนั้น เราอาจพบความจริงว่าความสำเร็จ ความล้มเหลว และปัญหาการบริหารแผนที่มีการฟื้นฟูกิจการ เกิดขึ้นทั้งในองค์กรที่มีทั้งลูกหนี้และทั้งเจ้าหนี้ อาจมีที่มาจากปัจจัยที่อธิบายได้อย่างเป็นระบบ ดังกล่าวสังคมน่าจะใช้สติ และปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ ถึงปัญหาที่แท้จริงของ ทีพีไอ โดยเฉพาะคำถามที่ว่าอะไรคือปัญหาของ ทีพีไอ แล้วแก้ปัญหาให้ตรงจุดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก