|
ตลาดหลักทรัพย์
และการแปรรูปกิจการไฟฟ้า
ทัศนะ : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ หากมีการดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อไป ตามนโยบาย ซึ่งรัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อสองปีมาแล้ว จะเป็นก้าวสำคัญ ในการกระตุ้นการลงทุน ในตลาดหลักทรัพย์ ในประเทศไทย เมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานมันนี่ เอ็กซโป 2003 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีการแสดงนิทรรศการ เกี่ยวกับการลงทุน และการออมโดยสถาบันการเงินต่างๆ หลายแห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันภัย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีกทั้งยังมีการสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับการออม และการลงทุน ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้มีเงินฝากธนาคาร คงมีความวิตกกังวลไม่น้อย เพราะดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในปัจจุบัน อยู่ในระดับต่ำมาก และมีโอกาสที่จะลดต่ำลงไปอีก การลงทุนรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยหลายบริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารมาก ผู้ลงทุนอาจลงทุนโดยตรงก็ได้ หรืออาจลงทุนผ่านกองทุนรวม ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวม คือเราไม่ต้องศึกษาและติดตามสภาพตลาดเงินตลาดทุนอย่างใกล้ชิด โดยทิ้งให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน การลงทุนจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะกองทุนอยู่ในสถานะที่ดีกว่า ในการกระจายความเสี่ยง โดยการซื้อหุ้น ของหลายบริษัท และมีลักษณะของกองทุน ให้เราเลือกได้อย่างหลากหลาย หากผู้ลงทุนต้องการความเสี่ยงน้อย อาจเลือกกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เท่านั้น แต่ผลตอบแทนก็อาจจะต่ำ หากยอมรับความเสี่ยงได้มากก็อาจลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ในกรณีนี้ความเสี่ยงจะมากกว่าแต่ก็มีโอกาสได้กำไรมากเช่นกัน หรือผู้ลงทุนอาจเลือกกองทุนผสมก็ได้ คือกองทุนที่ลงทุนในทั้งหุ้น และตราสารหนี้ ธุรกิจกองทุนรวมในประเทศไทยนั้น ยังนับว่าเล็กมาก ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เรามีเงินฝากธนาคารถึง 5 ล้านล้านบาท แต่มีการลงทุนในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล เพียงแปดแสนล้านบาท ในขณะที่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ มีมูลค่าพอๆ กับเงินฝากธนาคาร นอกจากนั้นทางเลือกในการลงทุนในประเทศไทย ก็ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นแหล่งสำคัญ ในการระดมทุน ในปัจจุบันมีมูลค่ารวม ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียง 2 ล้านล้านบาท และเมื่อพิจารณาลึกลงไปจะพบว่า บริษัทที่มีความมั่นคงและการซื้อขายหุ้นมีสภาพคล่องสูง (Liquidity) มีไม่ถึงหนึ่งร้อยบริษัท จากจำนวนสี่ร้อยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนสถาบัน มักจะลงทุนในหุ้นประมาณ 50-70 บริษัทเท่านั้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยทำให้มีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เพราะจะทำให้มีหุ้นที่มีคุณภาพดีเข้ามาซื้อขายในตลาด อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้แก่รัฐด้วย เพราะรัฐมักยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในรัฐวิสาหกิจที่มีการแปรรูป จึงได้ประโยชน์จากราคาหุ้นที่สูงขึ้น หลังการจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ กิจการของรัฐทางด้านพลังงาน ที่มีการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน ได้กลายเป็นส่วนสำคัญ ของตลาดหลักทรัพย์ และทรัพย์สินที่ถือโดยผู้ลงทุนสถาบัน หากมีการดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อไปตามนโยบาย ซึ่งรัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อสองปีมาแล้ว จะเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทย เพราะในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีเพียงอินเตอร์เนทไทยแลนด์ และ ปตท.ที่ได้มีการแปรรูป โดยการขายหุ้นให้ประชาชนในตลาดหลักทรัพย์ การไฟฟ้าทั้งสามแห่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในข่ายต้องแปรรูป แต่ในขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะกำหนดการได้ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่า รัฐจะเลือกรูปแบบที่มีปัญหากับพนักงานการไฟฟ้าน้อยที่สุด คือ การแปรรูปทั้งองค์กร โดยยังคงระบบการผูกขาดในกิจการไฟฟ้า แต่เป็นรูปแบบที่อาจไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้า และอาจทำให้รัฐไม่ได้รับเงิน จากการแปรรูปมากเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลต้องการแปรรูปกิจการไฟฟ้าทั้งองค์กรจริงๆ ก็ควรดำเนินการในลักษณะที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ และประสบความสำเร็จสูงสุด ปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อความสำเร็จของนโยบายการแปรรูปทั้งองค์กร คือ ความชัดเจนของโครงสร้าง กิจการไฟฟ้าในอนาคต และการกำกับดูแล โดยการกำกับดูแลค่าไฟฟ้า น่าจะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญที่สุด สำหรับทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ลงทุน หากรัฐไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าและในการเปลี่ยนแปลงค่าไฟฟ้าแล้ว ผู้ลงทุนจะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า รายได้และผลตอบแทนการลงทุนของกิจการไฟฟ้าจะเป็นเท่าใด ทำให้การลงทุนในหุ้นของกิจการไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูง ในกรณีที่หลักเกณฑ์ที่วางไว้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยการแทรกแซงทางการเมือง ผู้ลงทุนก็จะหักความเสี่ยงนี้ออกจากราคาหุ้น ทำให้รัฐขายหุ้นได้ในราคาที่ต่ำลง ในการแปรรูป ปตท. เมื่อปลายปี 2544 ประเด็นเรื่องการกำกับดูแลเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติที่ค่อนข้างชัดเจน ผู้ลงทุนจึงค่อนข้างมีความสบายใจในระดับหนึ่ง แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมิใช่องค์กรอิสระ รัฐจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างง่าย ทำให้ผู้ลงทุนอีกจำนวนหนึ่งไม่สบายใจและหักความเสี่ยงนี้ออกจากราคาหุ้น ในกรณีของกิจการไฟฟ้า ความชัดเจนเรื่องการกำกับดูแลยิ่งมีความสำคัญ เพราะโครงสร้างระบบไฟฟ้าในประเทศไทย มีความสลับซับซ้อนกว่ากิจการก๊าซฯ หลายสิบเท่าตัว การมีองค์กรกำกับดูแลอิสระจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น จะมีการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการแข่งขันหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นรูปแบบใดและจะมีกระบวนการในการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างไร การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร กฟผ.จะเป็นผู้รับผิดชอบการขยายกำลังการผลิตแต่เพียงผู้เดียว หรือจะเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันได้ด้วยในรูปของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) การกำหนดโครงสร้างองค์กร ที่มีความชัดเจนในรูปแบบที่ส่งเสริม การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกปัจจัยที่จะจูงใจให้มีการลงทุนในหุ้นกิจการไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟด้วย นอกจากนั้น รัฐจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ ในการกำกับดูแลในลักษณะที่จะสร้างแรงจูงใจให้การไฟฟ้า แต่ละแห่ง ปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการดำเนินงาน (เช่นกติกา CPI-X) และการไฟฟ้าแต่ละแห่ง จะต้องมีมาตรการที่ชัดเจน ที่แสดงถึงความตั้งใจ ของผู้บริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการประกอบกิจการ หากมีการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ข้างต้นแล้ว การแปรรูปการไฟฟ้าทั้งองค์กรน่าจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ผมก็ยังเชื่อว่า วิธีการแปรรูปที่ดีที่สุดสำหรับรัฐและประชาชนก็คือการเพิ่มการแข่งขัน โดยในที่สุดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายมีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้าจากผู้ค้าปลีกหลายราย (Retail Competition) ซึ่งคือวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพของกิจการไฟฟ้าที่ได้ผลที่สุด
|
| กลับหน้าแรก |