เศรษฐกิจสหรัฐ : ดอกเบี้ย และ อัตราแลกเปลี่ยน

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ    กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  19  พฤษภาคม 2546

ผมสัญญาในสัปดาห์ที่แล้วว่า จะเขียนเรื่องบทบาท นโยบายเศรษฐกิจ ในกรอบของระบบตลาดเสรีต่อให้จบ

แต่ขอติดเอาไว้ก่อน เพราะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกในช่วง 1-2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา มีนัยสำคัญที่ควรเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบก่อน

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ธนาคารกลางสหรัฐแถลงผลการประชุมโดยสรุปว่า เศรษฐกิจสหรัฐนั้น มีโอกาสฟื้นตัวหรือชะลอตัวเท่าๆ กัน ซึ่งผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า เป็นการประเมินที่มองโลกในแง่บวกมากที่สุดแล้ว เพราะตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด

เช่น มีการปลดคนงานถึง 525,000 คน ในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ การแถลงว่า เศรษฐกิจสหรัฐ กำลังประสบความเสี่ยง จาก การลดลงอย่างมากของอัตราเงินเฟ้อ หมายความว่า ธนาคารกลางสหรัฐกำลังกลัวว่า

เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่สภาวะเงินฝืดก็ได้

ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า สภาวะเงินฝืดนั้น เป็นภัยอันตรายต่อเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะจะทำให้ธุรกิจทรุดตัวลง เนื่องจากราคาสินค้าลดลงเรื่อยๆ แต่ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะดอกเบี้ย จะลดลงตามไม่ทัน ทำให้กำไรลดลง ที่สำคัญ คือ สภาวะที่ราคาสินค้าลดลงเรื่อยๆ จะทำให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอยลง เพราะยิ่งรอสินค้าและบริการก็จะยิ่งถูกลง ทำให้เกิดวัฏจักรของความตกต่ำ เช่นที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นติดต่อกันมาเป็น 10 ปีแล้ว

ต่อมาไม่นาน รัฐมนตรีการคลังคนใหม่ของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า การอ่อนตัวของค่าเงินสหรัฐนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกของสหรัฐ ซึ่งเป็นการพูดถึงข้อเท็จจริง แต่ตลาดนำไปตีความว่า สหรัฐส่งสัญญาณแล้วว่า ต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง ไม่ได้ยึดถือนโยบายที่ต้องคงความแข็งแกร่งของเงินสหรัฐเช่นแต่ก่อน

ผลคือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง เมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินเยนอย่างเห็นได้ชัด เช่น หนึ่งดอลลาร์สหรัฐ เคยแลกได้หนึ่งยูโร แต่ขณะนี้ต้องใช้ถึง 1.15 ดอลลาร์สหรัฐ จึงจะแลกได้ 1 ยูโร เป็นต้น

เมอร์ริล ลินช์ มองว่า ค่าเงินสหรัฐอาจอ่อนตัวได้ถึง 1.31 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโร เพราะอัตราแลกเปลี่ยน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ (ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและการนำเข้าน้อยลง) ในยามที่อุปสงค์ภายในไม่ฟื้นตัว นอกจากนั้น ยังช่วยลดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐอีกด้วย กล่าวคือ ในขณะนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่า การอ่อนตัวของค่าเงินสหรัฐ เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างแน่นอน

นอกจากนั้น เมอร์ริล ลินช์ ก็ยังคาดการณ์อีกด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยระยะสั้น ลงอีก 0.25% ในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24-25 มิถุนายน นี้ และอาจลดดอกเบี้ยลง 0.50% ก็ได้ หากตัวเลขเศรษฐกิจยังย่ำแย่ต่อไป เราเชื่ออีกด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยอีก ในการประชุมครั้งต่อจากนั้นในวันที่ 12

สิงหาคม หมายความว่า ในอีกไม่ถึง 3 เดือน ดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐอาจจะลดลงจาก 1.25% เหลือเพียง 0.50%

แนวโน้มดังกล่าว ตอกย้ำความมั่นใจว่าค่าเงินสหรัฐ จะอ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจ และน่าแปลกใจ คือ การอ่อนตัวของค่าเงิน การลดดอกเบี้ยระยะสั้นนั้น มักจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาว เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะตลาดจะกลัวว่า อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

และการที่นักลงทุนถือพันธบัตรที่เป็นดอลลาร์นั้น นักลงทุนก็จะต้องหวังดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อทดแทนการอ่อนตัวของค่าเงิน ทั้งนี้ต่อมาเมื่อเงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยระยะสั้น ก็จะขยับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หมายความว่า โดยปกติแล้ว เมื่อค่าเงินอ่อนลงแล้วดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในขาขึ้นนั่นเอง

เราคงจะจำได้ว่า เมื่อค่าเงินบาท อ่อนตัวลงอย่างมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 1997-98 นั้น ไอเอ็มเอฟ ได้แนะนำให้ไทยลดสภาพคล่อง และตรึงดอกเบี้ยให้สูงเอาไว้ เพื่อมิให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ แต่ในกรณีของสหรัฐนั้น ผมเห็นว่า เขาควบคุมสถานการณ์ได้ดีเกินคาด

กล่าวคือ นอกจากจะปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลง และทำให้ตลาดคิดว่า ดอกเบี้ยระยะสั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้ดอกเบี้ยระยะยาว ลดลงอีกประมาณ 0.30% ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย เพราะตลาดเชื่อคำเตือน ของธนาคารกลางสหรัฐว่า มีความเสี่ยงของสภาวะเงินฝืด หมายความว่า สหรัฐกำลังได้ประโยชน์ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือ ค่าเงินอ่อนลง ดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง และ ดอกเบี้ยระยะยาวก็ยังลดลงอีกด้วย ซึ่งมักจะไม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

แต่ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าสภาวการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยุโรปประกาศตัวเลขจีดีพี ไตรมาสหนึ่งพบว่า เศรษฐกิจอ่อนแอต่ำกว่าคาดมาก คือ เยอรมนี เข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจยุโรป โดยรวมขยายตัวเพียง 0.2% (คือ แทบจะไม่ขยายตัวเลย) ซึ่งทำให้มีแรงกดดันให้ธนาคารกลางของยุโรป ลดดอกเบี้ยระยะสั้นลง จากระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับสหรัฐคือ 2.5% หากยุโรปลดดอกเบี้ย ค่าเงินยูโรก็จะอ่อนตัวลง

ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณแล้วว่า จะไม่ยอมให้ค่าเงินเยนแข็งมากไปกว่า 115 เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ขณะนี้อยู่ที่ 116 เยนต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนั้นแล้วประเทศอื่นๆ ในเอเชียต้องการจำกัด ไม่ให้ค่าเงินของตนแข็งเกินไป เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ หมายความว่า การทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนตัวลงนั้น จะไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะประเทศต่างๆ ก็หวังพึ่งตลาดส่งออกกันไม่มากก็น้อย จึงมีแนวโน้มจะปรับลดค่าเงินของตนตามไปด้วย

กล่าวโดยสรุป คือ ผมไม่ค่อยเชื่อว่าสหรัฐ จะประสบปัญหาเงินฝืด หากสหรัฐสามารถทำให้ค่าเงินของตน อ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ แต่หากประเทศหลักๆแข่งกันลดค่าเงินของตน (ไม่ยอมให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนตัว) แล้ว สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ สภาวะอุปสงค์ที่ต่ำ และปัญหาเงินฝืดที่จะลุกลามไปทั่ว ไม่ได้จำกัดอยู่ในสหรัฐ แต่เพียงประเทศเดียวครับ

 

กลับหน้าแรก