การละเมิดสิทธิมนุษยชนของบริษัทข้ามชาติ

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 26 มิถุนายน 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3491 (2691)

"ธง" ของการค้าเสรีที่เคยได้รับการชูอย่างสูงเด่นเป็นสง่าว่า สามารถนำไปสู่ความมั่งคั่งของประเทศ และทุกๆ คนอย่างทั่วถึง การจ้างงานเต็ม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ระดับมาตรฐานการดำรงชีพจะสูงขึ้น ประชากรโลกจะมีรายได้จริงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ การผลิต การค้าทั้งภาคสินค้าและภาคบริการจะขยายตัว ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ไปสนองความต้องการภายในประเทศ

แต่ข้ออ้างข้างต้นถูกปฏิเสธ และท้าทายจากนักสิทธิมนุษยชน จากทุกทวีปทั่วโลกจำนวน 350 คน จาก 40 ประเทศ ซึ่งมีทั้งองค์กรรากหญ้าจากทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง จีน และละตินอเมริกา ได้มาร่วมประชุมจัดตั้งเครือข่าย สิทธิทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม (ESCR-net) เพื่อเผชิญหน้ากับยุคครอบโลก หรือการค้าเสรีที่มีปัญหา

สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Forum-Asia) ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (ESCR-net) ได้ร่วมกันจัดประชุมระดับโลก เพื่อสร้างเครือข่ายในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 8-11 มิถุนายนศกนี้ที่เชียงใหม่ โดยเชิญนางแมรี่ โรบินสัน อดีตกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ และอดีตประธานาธิบดีของประเทศไอร์แลนด์ ได้รับเชิญมาเป็นเกียรติกล่าวปาฐกถานำในวันที่ 9 มิถุนายน

นางแมรี่ โรบินสัน มีเกียรติประวัติโดดเด่นมาก ในด้านการส่งเสริม และสนับสนุนสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยได้รับการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกติดต่อกันถึง 20 ปี ก่อนที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2540 หลังจากพ้นจากวาระการเป็นประธานาธิบดีไอร์แลนด์ นางแมรี่ได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้ไปดำรงตำแหน่งที่สำคัญ และมีเกียรติในตำแหน่งกรรมาธิการใหญ่ ด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540-2545 ในที่ประชุมได้สรุปประเด็นที่ท้าท้าย "ธง" การค้าเสรีออกมาเป็น 4 ด้านใหญ่ดังนี้คือ

1. การประกอบธุรกิจ และการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยบุคคลทั่วไปมองไม่เห็น โดยทำให้ความยากจน และช่องว่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศที่กำลังพัฒนาขยายตัวห่างกัน ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทุกฉบับ และรัฐบาลเกือบทุกประเทศในโลกนี้ ได้ให้สัตยาบันแล้วยอมรับร่วมกันว่า ความจนเป็นการช่วงชิงสิทธิในปัจจัยสี่ ซึ่งเป็นแก่นของสิทธิมนุษยชน ที่ติดตัวมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ โดยที่รัฐมีพันธกิจ และสัญญาประชาคมในการดำเนินการปกป้อง คุ้มครอง และทำให้เกิดตามกติการะหว่างประเทศที่ได้กำหนดไว้ แก่นของสิทธิมนุษยชนนี้ คือ สิทธิมีกิน สิทธิทำกิน สิทธิมีที่อยู่ สิทธิมีงาน สิทธิมีการศึกษา สิทธิมียาและหมอ

เมื่อประชาชนถูกทำให้จน โดยโครงสร้างสิทธิต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว จึงถูกช่วงชิงขโมยออกไปทั้งๆ ที่สิทธิเหล่านี้ติดตัวมา พร้อมกับความเป็นมนุษย์ เพราะว่าทรัพยากรในโลกนี้ มีเหลือเฟือสำหรับทุกๆ คน แต่ว่ามันถูกโครงสร้าง และกลไกทางการเมืองและเศรษฐกิจ ดูดไปอยู่ในความครอบครองของคน หรือบริษัทไม่ถึงร้อยละ 10 ในโลกนี้

2. การแพร่ระบาดของโรคเอชไอวีหรือเอดส์โดยอุตสาห กรรมผลิตยา และกติกาขององค์การการค้าโลก ได้ซ้ำเติมปัญหานี้ โดยใช้กติกาขององค์การการค้าโลก ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นเครื่องมือทำให้ประชาชนที่เป็นโรคเอดส์ หรือเอชไอวี จ่ายค่ายาไม่ไหว และล้มหายตายจากไปปีละเป็นจำนวนหลายล้านคน

3. บทบาทของธนาคารโลก ในการผลักดันให้ทุกประเทศแปลงการให้บริการสาธารณูปโภค รวมทั้งระบบการศึกษาของรัฐ ให้เป็นเชิงพาณิชย์ สิทธิทางการศึกษาที่ถูกผลักดันออกไปสู่เชิงพาณิชย์ หรือนอกระบบของรัฐ (ซึ่งสามารถหามืออาชีพ มาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพได้)

เมื่อสิทธิมีการศึกษาถูกดึงออกไป ถูกทำให้แพง ปัญหาสังคมจึงตามมาอย่างนับไม่ถ้วน และเป็นภาระต่อรัฐ เช่น ปัญหายาเสพย์ติด โจรผู้ร้าย อาชญากรรม โสเภณี การค้าเด็ก การใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น

4. ผลกระทบจากหนี้ต่างประเทศต่อสิทธิทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม แต่ก่อนนี้ไม่มีประเทศไหน มีหนี้ระหว่างประเทศ แต่การค้าเสรีทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีหนี้สินล้นพ้นตัวดังนี้

งบประมาณที่ต้องเจียดจากงบฯ พัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนในชาติมาจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย ทำให้เด็กๆ ในหลายๆ ประเทศข้างต้น อดอยากขาดอาหาร ขาดแคลนน้ำสะอาดดื่มและใช้ ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ขาดแคลนห้องน้ำห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น

รายงานของ The United Nations Development Program (UNDP) ปี 2002 ตอกย้ำคำวิพากษ์ขององค์กร สิทธิมนุษยชนจากทั่วโลกว่า เป็นความจริงดังนี้คือ ร้อยละ 20 ของผู้มีรายได้สูงของประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้รวมกันคิดเป็นร้อยละ 82.7 ของรายได้ทั้งหมดในโลก

ส่วนคนจนทั่วโลก รวมทั้งคนจนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เหลือ ร้อยละ 80 ของโลก รับเศษที่เหลือของรายได้ของโลก เพียงร้อยละ 17.3 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าประชากรร้อยละ 80 ของโลก ได้เสพความมั่งคั่งจากผลผลิตทั้งหมดของโลก เพียงร้อยละ 17.3 เท่านั้น

ในรายงานฉบับเดียวกันนี้ได้รายงานต่อไปว่า ประชากรร้อยละ 20 ในกลุ่มประเทศจนที่สุด มีส่วนแบ่งในรายได้ของโลก เพียงร้อยละ 1.4 ของตัวเลขข้างต้นเท่านั้น

จากรายงานนี้ได้สะท้อนข้อเท็จจริงว่า การค้าเสรีที่องค์การการค้าโลกอ้างนักอ้างหนาว่า กติกาของตนจะช่วยให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการค้านั้น เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วองค์กรนี้ก็ไร้น้ำยา และไร้ประสิทธิภาพเพราะกำหนดเป้าหมายไว้อย่างสวยหรู แต่ผลกลับออกมาตรงกันชนิดขาวเป็นดำ

นอกจากนี้ กฎระเบียบและธรรมนูญขององค์การการค้าโลก ให้ประโยชน์เฉพาะกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และบริษัทข้ามชาติ จึงได้มีข้อพิพาทมากมาย ที่เอ่ยมาแล้วและก่อให้เกิดผลตามรายงานของยูเอ็นดีพี

ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ในขณะนี้มีสัญญาการค้าแบบทวิภาคีในโลกอยู่ถึง 300 สัญญา เพื่อหลีกเลี่ยงกฎขององค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อีกประการหนึ่งว่า กฎระเบียบ และธรรมนูญขององค์การการค้าโลกนั้น ไม่เอื้อต่อการค้าที่เป็นธรรม กฎระเบียบมักมีการเลือกปฏิบัติ โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว มักสร้างมาตรการหลบเลี่ยงเสมอๆ เช่น การกีดกันการค้าในรูปแบบต่างๆ เช่น การอ้างถึงความปลอดภัยอย่างไร้เหตุผล หรือมาตรฐานสินค้าไม่ถึง หรือแม้กระทั่งการยกเอาปัญหาสิทธิมนุษยชน มาเป็นเครื่องมืออ้างเพื่อกีดกันการค้า โดยไม่มีความจริงใจ ต่อตัวปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีการใช้มาตรฐาน 2 หน้า เช่น การที่อเมริกาออกกฎหมาย Farm Acts หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Farm Security and Rural Investment Act of 2002 ซึ่งจัดสรรเงินอุดหนุนเกษตรกรเป็นเงินถึง 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ใน 10 ปีข้างหน้า และ Common Agricultural Policy (CAP) ของอียูซึ่งจ่ายเงินอุดหนุนการเลี้ยงวัวเฉลี่ยตัวละ 2 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ประชากรในโลก 2 ใน 3 มีรายได้ต่ำกว่า 1 เหรียญ หรือน้อยกว่าวัวของกลุ่มประเทศอียูครึ่งหนึ่ง การอุดหนุนนี้ขัดกับหลักการขององค์การการค้าโลก นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ถึงความหน้าไหว้หลังหลอก ของประเทศที่พัฒนาแล้วอีกประการหนึ่ง

เรื่องสิทธิบัตรยาที่คุ้มครองถึง 20 ปี และลิขสิทธิ์ที่คุ้มครองถึง 50 ปี โดยบริษัทข้ามชาติ สามารถคิดราคาตามชอบใจ และตามมาตรฐานรายได้ของประเทศของตน ที่ค่าของเงินนั้นต่างกับค่าของเงินในประเทศกำลังพัฒนา 5-10 เท่า ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาพยายามหยิบยกขึ้นมาแก้ไข ก็ถูกบ่ายเบี่ยงหรือเบนประเด็น

เป้าหมายของการจัดตั้งเครือข่ายสิทธิทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม (ESCR-net) คือ การเสนอทางเลือก จากกระบวนการรากหญ้าจาก "ล่างขึ้นบน" เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางโครงสร้าง และนโยบายเบื้องบน ให้รัฐทุกรัฐ บริษัทข้ามชาติ รวมทั้งองค์กรโลกบาล เช่น ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก ปฏิบัติตามพันธกิจกติการะหว่างประเทศ ด้านสิทธิมนุษยชนทุกฉบับ ต้องมีการบริหารที่โปร่งใส และรับผิดต่อการค้า และการลงทุนของตน ยุติการกดดันให้แปลงพันธกิจของรัฐ ในการให้บริการด้านสาธารณูปโภค ให้เป็นเชิงพาณิชย์ รวมทั้งต้องรับผิด (accountable) ต่อความเสียหายจากการลงทุนของตน ที่มีผลกระทบต่อชุมชน และการประกอบอาชีพ โดยการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ไม่เป็นมลพิษ

ในขณะเดียวกัน องค์กรเครือข่ายรากหญ้าไทยจากทั่วประเทศจำนวน 200 คนก็ได้จัดประชุมล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 5-7 เพื่อสรุปปัญหามาเสนอในเวทีสากลนี้ โดยมีปัญหาต่างๆ ที่นำมาเสนอตั้งแต่เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูด-บ่อนอก การสร้างท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย การให้กรรมสิทธิ์เหมืองโพแทช การสร้างเขื่อนปากมูล เขื่อนแก่งเสือเต้น การประกาศเขตอุทยานฯทับที่ชาวบ้าน และการทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก ถูกกระทบจากเครื่องมือประมงพาณิชย์ เป็นต้น

ในการประชุมนี้จะมีการเสนอตัวชี้วัด และวิธีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ ของรัฐและบริษัทข้ามชาติ รวมทั้งการจัดตั้งเครือข่าย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการรณรงค์ร่วมกัน ในระดับโลกใน 4 หัวข้อใหญ่ข้างต้น

นับวัน "ธง การค้าเสรี" เริ่มใช้กล่อมคนทั่วโลกที่มีภูมิปัญญาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นับวันความตะกละตะกลามของบริษัทข้ามชาติ จะถูกเปิดโปง และกดดันให้ต้อง "รับผิด" มากขึ้นทุกที

หวังว่าจะมีนักวิชาการไทยที่มีจิตสำนึก จะกระโดดเข้าร่วมในเวทีความคิด และเข้าร่วมเครือข่ายทางสากลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

กลับหน้าแรก