|
เกษตรกรรมล้ำยุค
ทนุสิทธิ์ สกุณวัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน 2546 ในยุคเศรษฐกิจใหม่ มีศัพท์อยู่คำหนึ่ง คือคำว่า Digital Divide คำนี้ได้นำไปสู่ความวิตกกังวล ตลอดจนนำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบ หรือความแตกแยกทางสังคมระหว่างกลุ่มคน ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่อยู่ในรูป Digital กับกลุ่มคนซึ่งสามารถเลือกสรรข้อมูลจาก Internet ได้อย่างสะดวกสบาย ความวิตกกังวลดังกล่าว ทำให้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ สร้าง Web site ชื่อ digitaldivide.com ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์รวมความคิดในการแก้ไขปัญหา Digital Divide ดังกล่าว และภายใน Web site นี้ ปรากฏบทความที่น่าสนใจชื่อว่า Precision Agriculture เขียนโดย Marc Vanacht จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยขอแปลความว่า เกษตรกรรมล้ำยุค เราต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า สหรัฐมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งภาคเกษตรกรรมเขายังนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ อาจเป็นเพราะค่าจ้างแรงงานที่สูง พื้นที่และภูมิอากาศที่จำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการผลผลิตทางการเกษตร แรงกดดันในด้านต้นทุนการผลิตตลอดจนถึงต้นทุนในการรักษา และควบคุมสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด ทำให้การทำเกษตรกรรมของอเมริกาต้องมีประสิทธิภาพสูง และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ตัวอย่างของการตระหนักถึงสภาพแวดล้อม เช่น การใช้ปุ๋ยที่มากเกินไปในแถบลุ่มน้ำ Mississippi ปุ๋ยส่วนเกินนี้เองทำให้สาหร่ายทะเลในอ่าวเม็กซิโกเจริญเติบโตมากผิดปกติ และใช้ออกซิเจนจากทะเลจนหมด สิ่งมีชีวิตทั้งเล็กใหญ่ในบริเวณดังกล่าวต้องตายไป พื้นที่แถบนั้นจึงกลายเป็นแดนมรณะ (Dead Zone) แผ่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางหลายพันไมล์ เป็นต้น ส่วนการทำเกษตรกรรมของประเทศกำลังพัฒนา (อย่างไทย) ยังไม่ต้องคิดมากเท่ากับอเมริกาก็ได้ หากแต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น ดินเสื่อมสภาพ พื้นที่ป่าไม้ที่ลดลง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่แปรปรวนจากการทำลายธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้งของเรา จะกลับกลายมาเป็นต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ของไทยในอนาคตอย่างแน่นอน อยู่ที่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ความหมายของเกษตรกรรมล้ำยุค (Precision Agriculture) คือระบบเกษตรกรรมที่มีกระบวนการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ และใช้น้อยที่สุดเท่าที่พืชต้องการเท่านั้น โดยจะต้องให้ปัจจัยการผลิตจำพวกปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำ แก่พืชให้ตรงเวลา ในปริมาณที่พอเหมาะ และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีที่สุด มีต้นทุนต่ำที่สุด โดยอาศัยอุปกรณ์หลากหลาย เช่น ตัววัดและตรวจจับข้อมูลของปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกออกผล เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณแร่ธาตุชนิดต่างๆ ในดิน อุปกรณ์ควบคุมปัจจัยการผลิตเพื่อควบคุมการจ่ายน้ำ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ให้แก่พืชอย่างแม่นยำ อุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงระบบข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการเชื่อมโยงอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกัน ระบบการหาตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Global Positioning System -GPS) ตลอดจนหน่วยประมวลผลหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะประกอบขึ้นเป็นระบบอัตโนมัติสำหรับควบคุมดูแลพื้นที่เกษตรกรรมหนึ่งๆ หรือเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายการเกษตรกรรมระดับใหญ่เป็นภูมิภาคก็ได้ กล่าวกันว่าในการประยุกต์ใช้ระบบเกษตรกรรมล้ำยุคนี้ อาจจะส่งผลต่อแนวคิดในวงจรห่วงโซ่อุปทานอาหารของชาวอเมริกัน ตั้งแต่การคัดสรรพันธุกรรมของพืช ซึ่งก้าวหน้าทันสมัยถึงขั้นการตัดต่อยีน ชนิดผลผลิตที่จะเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การขนส่งไปจนสิ้นสุดที่ร้านค้าปลีกเลยทีเดียว ประเด็นที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมล้ำยุคก็คือ การให้ปัจจัยการผลิตทุกชนิดแก่พืช เช่น ปุ๋ย น้ำ และยาปราบศัตรูพืชตามจำนวนที่พืชต้องการ ณ จุดที่ต้องการ ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ความแม่นยำที่ใช้วัดหรือใช้ควบคุม หากดูจากหน่วยวัดแล้วก็จะแคบลง เช่น ขนาดของพื้นที่ที่เดิมวัดเป็นเอเคอร์ (ประมาณ 2.5 ไร่) ก็จะเล็กลงเป็นหน่วยย่อยถึงระดับวัดกันเป็นตารางฟุต ระบบนี้จะทำให้ชาวนาชาวไร่ของอเมริกาสามารถควบคุมดูแลพื้นที่เพาะปลูกกันเป็นแต่ละตารางฟุตได้ ตัวควบคุมปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืชบนรถแทรกเตอร์ หรือวาล์วเปิดปิดท่อส่งน้ำ ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบ GPS สามารถปรับปริมาณน้ำ ปริมาณปุ๋ยและยาให้ตรงกับความต้องการของพืชที่ได้วิเคราะห์และวางแผนไว้แล้วได้อย่างแม่นยำ ตัวตรวจวัดและอุปกรณ์อื่นๆ จะสามารถคัดเลือกพืชผลตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ซึ่งมาจากผลการวิเคราะห์ทางการตลาด การวิเคราะห์ลูกค้าประเภทต่างๆ ถึงขั้นเลือกตัดอ้อยตามความหวาน เลือกเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองตามปริมาณน้ำมันในเมล็ด แม้กระทั่งเลือกเก็บหัวมันสดตามขนาดที่ตลาดต้องการได้อย่างแม่นยำ ในอนาคตเขาวาดภาพเอาไว้ว่า ระบบจะสามารถดูแลพืชเป็นรายชนิด รายพันธุ์ ตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป ระบบจะต้องสามารถควบคุมการผลิตให้ได้ระดับคุณภาพและความปลอดภัย ตลอดจนควบคุมรสชาติที่สนองตอบต่อตลาดขนาดย่อยได้ด้วย ประมาณกันว่า มีพื้นที่เพาะปลูกในอเมริกาเพียง 4% เท่านั้น ที่ใช้ระบบเกษตรกรรมล้ำยุคนี้ ส่วนในยุโรปจะยิ่งน้อยลงไป หากเป็นประเทศในเอเชียแล้วคงไม่ต้องพูดถึงกัน จากจุดนี้เองที่รัฐบาลสหรัฐมองถึงประเด็นของ Digital Divide เพราะในการขยายพื้นที่เพาะปลูกในระบบเกษตรกรรมล้ำยุคนั้น ระบบจะนำไปสู่ความจำเป็นในการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมเข้าไปสู่พื้นที่ชนบทมากขึ้น ความพยายามในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร ผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกับผู้ผลิตปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ไปจนถึงลูกค้า ดังนั้นในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมล้ำยุคนี้ จะเผชิญความท้าทาย 3 ประการที่ผู้พัฒนาระบบจะต้องเอาชนะ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง พื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ ระบบจะต้องมีการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล ชาวนาชาวไร่ของอเมริกาจะไม่สามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวในการประมวลผลได้อีกต่อไป การสร้างโปรแกรมประมวลผลก็จะต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กันระหว่างนักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และมันสมองของผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตร ประการที่สอง พื้นที่เพาะปลูกขนาดย่อม ชาวนาชาวไร่อาจจะเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมืออย่างง่ายๆ หรือกระทั่งการจดบันทึกด้วยมือก็เพียงพอ โดยหมู่บ้านหนึ่งๆ อาจมีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวที่ใช้งานร่วมกันทั้งหมู่บ้านก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตชาวนาชาวไร่ก็จะต้องแปรเปลี่ยนไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะการรับรู้ถึงสภาพตลาดของผลิตผลทางการเกษตรที่ตัวเองผลิตอยู่หรือสภาพตลาดโลกโดยรวมเป็นสิ่งจำเป็น ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ประการที่สาม เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะพัฒนาขึ้นมาใช้ในระบบเกษตรกรรมล้ำยุคนี้ จะต้องสามารถปรับลดหรือขยายระบบได้อย่างสะดวกและง่าย โดยมีต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างคงที่ แปรผันไปตามพื้นที่ที่จะทำเกษตรกรรม และพื้นที่ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ก็จะต้องสามารถทำงานต่อเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายกันได้ จนถึงระดับภูมิภาค เรายังคงไม่สามารถคาดคะเนได้ว่า ชาวนาชาวไร่ของสหรัฐจะปลูกพืชพรรณธัญญาหารอะไรได้ในต้นทุนระดับไหน หากเริ่มนำระบบเกษตรกรรมล้ำยุคนี้มาใช้กันมากขึ้น ที่เราต้องติดตามต่อไปก็คือ หากเขาสามารถผลิตได้เหลือกินเหลือใช้ และมีต้นทุนรวมค่าขนส่งที่ต่ำกว่าของเราแล้ว ตลาดที่เราครอบครองอยู่อาจถูกกลืนกินไปได้ในที่สุด วันนี้เราจะเริ่มต้นปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเราในทุกๆ ด้านได้หรือยัง
|
| กลับหน้าแรก |