เปิดใจมหาธีร์..(1) : นโยบาย "ภูมิบุตรา" ล้มเหลว เพราะอะไรๆ ก็รัฐบาล

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 24  มิถุนายน พ.ศ. 2546

เปิดใจนายกฯ มหาธีร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย ก่อนที่จะอำลาเวทีการเมืองมา 22 ปี ก็จะเห็นว่า แกยอมรับว่า การเอาอกเอาใจ เพื่อ "อุ้ม" คนในสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาการที่ไม่มีเรี่ยวแรง ที่จะทำอะไรเป็นของตัวเอง

เรียกได้ว่าชุมชนไม่อาจจะเข้มแข็งได้ ถ้าหากรัฐคอยแต่จะไปปกป้องและอุ้มสม จนไม่ได้สอนให้ชาวบ้านทำอะไรเองได้

อาทิตย์ที่ผ่านมา มหาธีร์วัย 77 ก็ปราศรัยในฐานะประธานพรรคองค์กรสหชาติมาเลย์ หรือ UMNO เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะอำลาตำแหน่งสูงสุดของประเทศในอีก 4 เดือนข้างหน้า

มหาธีร์ให้สัมภาษณ์บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์ Utusan Malaysia ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษามาเลย์ และมียอดจำหน่ายสูงสุดวันก่อนว่า นโยบาย "ภูมิบุตรา" หรือ "ลูกหลานแห่งแผ่นดิน" อันหมายถึงคนมาเลย์เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคนอื่นๆ นั้น ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการตั้งแต่แรกเริ่ม

เขาเรียกมันว่าเป็น "นโยบายเศรษฐกิจใหม่" หรือ New Economic Policy (NEP) อันหมายถึง การให้สิทธิพิเศษแก่คนมาเลย์ตั้งแต่เกิด เพื่อให้มีโอกาสได้แข่งกับคนจีนในสังคมเดียวกัน

ตอนที่เปิดตัวนั้น มหาธีร์ถือว่าเป็นแนวทางที่โดดเด่น ไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยที่จะคิดทำอะไรอย่างนี้ได้ จะเรียกว่าเป็นนโยบาย "ประชานิยม" ลักษณะหนึ่งก็ได้ เพราะคนมาเลย์จะได้สิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเรียน, การทำงานและการได้โอกาสในสังคมอื่นๆ สูงกว่าคนเชื้อชาติอื่น

"แต่ผมยอมรับว่าหลังจากใช้นโยบายนี้มากว่า 30 ปี ภูมิบุตราส่วนใหญ่ก็ยังไม่อาจจะยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ บางคนอาจจะประสบความสำเร็จ แต่คนอีกจำนวนมากมายก็ยังไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวของตัวเองได้..." นายกฯ มาเลย์ที่กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งยอมรับอย่างหน้าชื่นอกตรม

ปัญหาคือ "พวกเขาต้องการได้งานจากรัฐบาล และต้องการจะขายให้รัฐบาลเท่านั้น ทุกอย่างต้องอาศัยรัฐบาล ถ้าไม่มีรัฐบาล พวกเขาก็ต้องล้มทีเดียวแหละ..."

อ้าวทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? มหาธีร์บอกว่า เพราะ "วัฒนธรรม" แห่งความพึ่งพา ชอบทำอะไรที่ง่าย ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทาย

"เมื่อเราคอยแสวงหาสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ เราก็ย่อมจะอ่อนแอ ผมพูดเสมอว่าถ้าเราเดินด้วยไม้เท้าตลอดเวลา ไม่ช้าไม่นานขาเราก็จะเป็นอัมพาต แต่พวกเขาชอบใช้ไม้เท้า เพราะมันง่ายกว่าการยืนอยู่บนขาของตัวเอง..." คือคำวิเคราะห์ของนายกฯ มหาธีร์ต่อประชาชนของตนเอง

มหาธีร์บอกว่าวัฒนธรรมเช่นนี้เอง ที่ทำให้คนมาเลย์ไม่ประสบความสำเร็จ แม้วันนี้ก็เถอะ ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยคนมาเลย์ พวกเขาก็จะล้มลง

ประวัติศาสตร์ของมาเลเซียก็มีปัญหาอย่างนี้ มหาธีร์บอกว่าในอดีตนั้นผู้ปกครองที่เป็นมาเลย์ ก็หาทางออกแบบง่ายๆ เหมือนกัน

เช่น ผู้ปกครองมาเลย์ยอมให้ "เถ้าแก่" จีนเก็บภาษีแทนรัฐบาล ไม่ช้าไม่นาน คนจีนก็ผูกขาดการเก็บภาษีแทนรัฐบาลหมด

การซื้อขายฝิ่นในอดีตก็เช่นกัน ผู้ปกครองมาเลย์ยกให้คนจีนเป็นทำกิจกรรมนี้ เพราะคนจีนเสนอเงินประกันต่ำสุดให้ ซึ่งสูงกว่าที่ผู้ปกครองมาเลย์เคยเก็บเองได้ ที่เก็บได้น้อย เพราะเจ้าหน้าที่มาเลย์รับสินบน

หลังจากนั้น คนอังกฤษก็เข้ามา และเสนอว่าจะจ่าย "บำเหน็จบำนาญ" ให้ โดยที่ผู้ปกครองมาเลย์ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องบริหารอะไร เพราะคนอังกฤษอาสาเข้ามาทำให้หมด

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ปกครองมาเลย์ก็ยอมยกอำนาจของการบริหารประเทศในด้านต่างๆ ให้กับคนอังกฤษอย่างง่ายดาย

มหาธีร์พยายามจะเปลี่ยนทัศนคติของคนมาเลย์ไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่สำเร็จล่ะ?

นายกฯ มาเลเซียบอกว่า "เพราะคนมาเลย์ค่อนข้างจะดื้อ เราบอกแล้วบอกเล่าเป็นร้อยครั้งว่าจะต้องเปลี่ยนความคิดและทัศนคติ แต่พวกเขาก็ยังทำและคิดเหมือนเดิม ผมบอกพวกเขาว่าผมไม่สามารถจะยื่นงานของรัฐบาลให้ ผมไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจให้สัญญาของรัฐบาลให้พวกเขา เพราะใครจะได้งานจากรัฐบาลต้องผ่านขั้นตอนการประเมินและต้องมีการแข่งขันกัน...แต่พวกเขาก็ยังเขียนจดหมายถึงผม ประหนึ่งว่าในฐานะนายกฯ ผมจะทำอะไรก็ได้ จะให้อะไรใครก็ได้..."

มหาธีร์บอกว่า ถ้าหากเขาทำอย่างนั้น รัฐบาลก็จะเสียหายเป็นอย่างยิ่ง

+++++++++++++++++

คำสารภาพของมหาธีร์ (2) : เมื่อรัฐทำให้ประชาชนเสียนิสัย...

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 25  มิถุนายน พ.ศ. 2546

เมื่อวานเขียนถึงนายกฯมาเลเซีย มหาธีร์คนดัง ที่เปิดใจเรื่องความล้มเหลว ในการสร้างศักยภาพของ "ภูมิบุตรา" (bumiputra) หรือคนมาเลย์ เพื่อแข่งขันกับคนจีน ทั้งๆ ที่ดำเนินนโยบาย New Economic Policy หรือ "นโยบายเศรษฐกิจใหม่" มากว่า 30 ปี

เพราะประชาชนหวังแต่จะพึ่งรัฐบาลจนทำอะไรเองไม่เป็นเสียแล้ว

ในการให้สัมภาษณ์บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์ Utusan Malaysia ที่ชื่อคาลิด โหมด อย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก (ก่อนที่จะก้าวลงเพื่อให้รองนายกฯ บัดดาวี ขึ้นมาแทน) มหาธีร์ ยอมรับอย่างไม่กลัวเสียหน้าว่า เพราะเขาทำให้คนมาเลย์เสียนิสัย จะทำอะไรก็ต้องคอยให้รัฐบาลช่วย ถ้ารัฐบาลไม่ยื่นมือเข้ามา พวกเขาก็ทำอะไรไม่เป็น ถือเป็นการสร้างระบบที่อ่อนแอ และประชาชนเอาแต่จะ "แบมือขอ" เท่านั้นเอง

ถามว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน?

มหาธีร์บอกว่า เพราะในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้น "เราต้องให้ประชาชนชอบเพื่อให้เขาเลือกเราเข้ามาเป็นรัฐบาล...ดังนั้น ถ้าเรากดดันคนมาเลย์มากเกินไป เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะผิดหวัง และจะไม่ยอมเลือกเรา และไม่เลือกพรรคเราเข้ามาเป็นรัฐบาล และเราก็จะเสียโอกาสที่จะเข้ามาทำหน้าที่ของเรา..."

ต้องถือว่ามหาธีร์ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าการเอาใจประชาชนชาวมาเลย์อย่างนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการเมืองประชานิยม เพื่อให้ชาวบ้านเลือกพรรคของตัวเองเข้ามาเป็นรัฐบาล

แกบอกว่า "มันถึงได้ยากเพราะอย่างนี้ ในระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น เราถูกผู้มีสิทธิออกเสียงกดดันเรา ประชาชนจะบอกว่าถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ พวกเขาจะไม่ลงคะแนนเสียงให้เรา เขาไม่สนใจว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นถูกต้องหรือไม่..."

นี่เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยหรือ?

มหาธีร์ยอมรับว่าจะโทษประชาธิปไตยเห็นจะไม่ได้ "เพราะประเทศอื่นที่เขามีระบอบประชาธิปไตย แต่เขาก็ประสบความสำเร็จ พวกเขาไม่พึ่งพาแต่รัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น เราจึงไม่อาจจะโทษระบอบประชาธิปไตยแต่เพียงอย่างเดียวหรอก..."

แกบอกว่าปัญหาอาจจะอยู่ที่ความเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยของคนมาเลย์เองก็ได้ "ความเข้าใจของคนของเราว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยค่อนข้างจะผิวเผิน เพราะประชาชนมักจะคิดว่าเมื่อพรรคการเมืองต้องการเสียงจากพวกเขา ก็ต้องทำสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาไม่คิดว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนควรจะต้องบอกกับนักการเมืองว่า ถ้าคุณต้องการเสียงของเรา คุณต้องปกครองประเทศให้ดี ต้องพัฒนาประเทศ และช่วยให้เกิดความก้าวหน้า..."

ถ้าอย่างนั้น ชาวบ้านเป็นฝ่ายผิดหรือ?

มหาธีร์พูดอย่างไม่เกรงใจ (เพราะไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนนิยมเขาอีกแล้ว) ว่า "พวกเขาไม่แคร์หรอก แม้ประเทศจะไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน ขอเพียงให้พวกเขาได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ พวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น..."

แล้วมีสูตรใหม่สำหรับการเมืองของประเทศหรือเปล่า?

มหาธีร์บอกว่า "ถ้าเราเป็นประชาธิปไตยน้อยลง ก็จะมีปัญหาอีกเหมือนกัน ผมสนับสนุนประชาธิปไตยเพราะระบบนี้ทำให้เราเปลี่ยนผู้นำได้โดยไม่ต้องมีการปฏิวัติ แต่เพราะข้อจำกัดของประชาธิปไตย การหาสูตรใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน...."

"ถ้าเราหาทางที่จะไม่ให้รัฐบาลถูกขับออกด้วยคะแนนเสียงอย่างเดียว รัฐบาลก็จะไม่ต้องกลัวคะแนนนิยมขนาดนี้ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่า ถ้ารัฐบาลไม่กลัวคะแนนเสียงประชาชน ก็มีแนวโน้มว่าเราจะได้รัฐบาลที่เลวก็ได้..."

ปรัชญาและแนวคิดการเมืองของท่านผู้เฒ่าที่กำลังจะสละอำนาจทางการเมืองนั้นน่าฟังยิ่งนัก ไม่เหมือนตอนที่ยังกุมบังเหียนเพราะขี่หลังเสือ

สมควรที่เราจะต้องฟังและวิเคราะห์ "แนวคิดที่ปรับเปลี่ยน" ของมหาธีร์ให้ครบถ้วน พรุ่งนี้ต้องว่าต่ออีกครับ

 

กลับหน้าแรก