|
โลกาภิวัตน์
ความเสี่ยงในตลาดแรงงาน
กับระบบประกันสังคมของไทย
โดย นิพนธ์ พัวพงศกร มติชนรายวัน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2546 หมายเหตุ: บทความนี้ เป็นบทคัดย่อของบทความหัวข้อเดียวกัน ซึ่งจะมีการนำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2546 ของคณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เรื่องระบบประกันสังคมและคุณภาพชีวิตของไทย : ภาพสะท้อนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 มิถุนายน 2546 ณ หอประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ ระบบประกันสังคมไทยมีลักษณะเป็นร่ม 3 ชั้น คือ ร่มชั้นแรก เป็นการคุ้มครองแบบสังคมสงเคราะห์หรือให้เปล่าโดยงบประมาณแผ่นดิน ร่มชั้นที่สอง เป็นระบบประกันภาคบังคับที่ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐจ่ายเงินสมทบร่วมกัน ร่มที่สาม เป็นการประกันแบบสมัครใจ ข้อดีของระบบผสม คือ บริการประกันโดยเอกชนมีบทบาทเสริมการประกันภาคบังคับ ทั้งผู้ให้บริการเอกชนก็ได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ แม้ผู้ที่อยู่ในภาคนอกระบบ จะประสบปัญหาในการเข้าสู่การประกันภาคบังคับ แต่ยังได้ประโยชน์โดยตรง จากการช่วยเหลือด้วยงบประมาณแผ่นดิน กองทุนประกันสังคม อยู่ภายในการควบคุมของคณะกรรมการไตรภาคี ในขณะที่การบริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็มีสมาชิกกองทุนเข้าเป็นกรรมการร่วมกับฝ่ายนายจ้าง ลักษณะไตรภาคีช่วยให้นักบริหารภาครัฐ เข้ามาร่วมจัดการให้การดำเนินงาน มีความมั่นคง ตลอดจนมีข้อมูลสารสนเทศ เพื่อพัฒนากติกา และกฎระเบียบที่เหมาะสม ทรัพยากรการเงินที่พอเพียงของกองทุน ยังเอื้อให้มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เข้ามาช่วยงาน ลักษณะไตรภาคียังเป็นการถ่วงดุลกันให้การบริหารเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างตามกติกา แต่ระบบไตรภาคีก็มีจุดอ่อนคือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทำได้ยาก และล่าช้า กองทุนยังขาดข้อมูลสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลเชิงคณิตศาสตร์ประกันภัย มีหน่วยราชการหลายหน่วยบริหารกองทุนแบบอิสระจากกัน ทำให้นโยบายประกันสังคมขาดเอกภาพ ท้ายที่สุดคือ สิทธิประโยชน์ของกองทุนต่างๆ ก็แตกต่างกัน ตลอดจนมีลักษณะการจ่ายที่ต่างกัน การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย ทำให้ความเสี่ยงในสังคมเปลี่ยนแปลงไป อันตรายจากโรคติดต่อ และโรคที่เกิดจากความยากจนลดลง แต่โรคไม่ติดต่อ โรคจากการใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ อุบัติเหตุรถยนต์ โรคจากการประกอบอาชีพ และการประสบอันตรายจากการทำงานในภาคอุตสาหกรรม เหล่านี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยา และสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากชราภาพ เมื่อมีสัดส่วนคนชราในโครงสร้างประชากรเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนของประชากรวัยทำงานลดลง อีกทั้งแหล่งเงินสนับสนุนการยังชีพของคนชรา และการลดลงของการจ้างงานในภาคเกษตร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของความยากจนในวัยชราอีกด้วย ระบบประกันสังคมในกรณีต่างๆ ยังมีความเสี่ยงในเสถียรภาพระยะยาว เนื่องจากมีการขยายสิทธิประโยชน์ ครอบคลุมมากขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงของการเจ็บป่วย ชราภาพ และว่างงานตลอดจนค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลก็สูงขึ้น อีกทั้งมีแรงกดดันทางการเมือง ให้นำกองทุนไปใช้วัตถุประสงค์อื่น หรือให้นำเงินไปลงทุนเพื่อสนองนโยบายอื่นๆ เช่น พยุงตลาดหลักทรัพย์ และฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ กฎระเบียบของกองทุนก็เปลี่ยนแปลงได้ยาก ทำให้กองทุนมีการปรับตัวเข้ากับปัญหาใหม่ได้ช้า และสนองความต้องการของผู้ประกันตนได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งยังมีปัญหา moral hazard เมื่อสถานพยาบาลคิดค่าพยาบาลเกินจริง และผู้ประกันตนใช้บริการมากเกินไปหรือแพงเกินจำเป็น นอกจากนี้ยังมีปัญหาการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ ไปสู่พื้นที่ที่ไม่เจริญ ทำให้การให้บริการไม่ทั่วถึงแก่ผู้ที่อยู่ห่างไกล ความเสี่ยงในอนาคตของการประกันสังคมไทยคือ ปัญหาฐานะการคลังของรัฐที่จะต้องจุนเจือกองทุนต่างๆ มากขึ้น ประชากรจำนวนมากในภาคนอกระบบยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ตลอดจนสถานประกอบการขนาดเล็กจำนวนมาก ก็ยังไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม และผู้ประกันตนส่วนใหญ่ ยังมีหลักประกันไม่เพียงพอ รัฐจะต้องยกเครื่องระบบประกันสังคม และสร้างโครงข่ายการคุ้มครองทางสังคมกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ในการนี้ รัฐบาลจำต้องจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น รัฐบาลยังควรส่งเสริมให้ชุมชนสร้างระบบกองทุนสวัสดิการ เพื่อคนยากจนในหมู่บ้านโดยรัฐ จ่ายเงินสมทบกองทุนตามผลงาน ในส่วนกองทุนประกันสังคม ก็ต้องเพิ่มความมั่นคงทางการเงินของกองทุน ด้วยการเพิ่มอัตราเงินสมทบควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเบี้ยบำนาญชราภาพให้ผู้ชรายังชีพอยู่เหนือเส้นความยากจนให้ได้ นอกจากนี้ ยังต้องจัดสรรงบประมาณ และทรัพยากร เพื่อกระจายบุคลากรทางการแพทย์ ไปสู่พื้นที่ที่ไม่เจริญเพิ่มมากขึ้น หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |