|
ใครจ่ายต้นทุนในการทำสงครามอิรัก
ดุลยภาพ ดุลยพินิจ : นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2546 ขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่าสงครามในอิรักจะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มเชื่อว่าสงครามจะไม่สิ้นสุดลงโดยเร็ว ไม่ว่าสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรจะสามารถยึดกรุงแบกแดดได้เร็วหรือช้าก็ตาม และถ้าสงครามยิ่งยืดเยื้อมากเท่าไร ผลกระทบของสงครามก็จะยิ่งรุนแรงมากเพียงนั้น ต้นทุนของสงคราม ช่วงปลายปีที่แล้ว ได้มีการประเมินต้นทุนที่จะเกิดขึ้นหากว่าสหรัฐอเมริกาบุกอิรัก โดย นายลอว์เรนส์ ลินด์ซีย์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจคนแรก ได้กล่าวว่า ต้นทุนของสงครามน่าจะสูงถึง 1-2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1-2 ของ GDP ของสหรัฐอเมริกา แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนอื่นๆ ว่าไม่น่าจะสูงถึงเพียงนี้ ขณะเดียวกันสำนักงบประมาณแห่งรัฐสภาอเมริกันได้ทำการประเมินต้นทุนของการดำเนินสงคราม โดยเชื่อว่าสงครามน่าจะสิ้นสุดเร็ว จึงมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 50 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าต้นทุนของสงครามอ่าวเปอร์เซียเสียอีก ศาสตราจารย์วิลเลียม นอร์ดอส แห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้ประมาณการต้นทุนของสงครามโดยรวม (1) ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหาร (2) ต้นทุนในการรักษาความสงบในอิรัก (3) ต้นทุนในการฟื้นฟูบูรณะประเทศอิรัก และ (4) ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมกับประชาชนอิรัก รวมกันน่าจะสูงถึงประมาณ 1.6-7.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ การประเมินครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 10 ปี กล่าวคือ ถึงแม้ว่าปฏิบัติการทางทหารจะสามารถดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วได้ แต่การรักษาความสงบในการยึดครองประเทศจากกลุ่มต่อต้านจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าปฏิบัติการทางทหารเบื้องต้น และมีต้นทุนที่สูงกว่ามากนอกจากนี้การฟื้นฟูบูรณะประเทศให้เหมือนเดิมก็ต้องใช้เวลาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมเงินที่สหรัฐอเมริกาต้องใช้เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากนานาประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติงบประมาณในการทำสงครามไปแล้วในวงเงินเกือบ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นต้นทุนปฏิบัติทางการทหารประมาณ 62,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลือเป็นเงินช่วยเหลือที่ให้กับอุตสาหกรรมสายการบิน เงินช่วยเหลือและการค้ำประกันเงินกู้กับประเทศที่ให้การสนับสนุนสหรัฐในการก่อสงครามครั้งนี้ เช่น ตุรกี อียิปต์ และอิสราเอล การอนุมัติในครั้งนี้มีผลให้ฐานะทางการคลังของสหรัฐติดลบหนักขึ้นไปอีก ใครจ่าย ในสงครามอ่าวเปอร์เซียซึ่งสหรัฐอเมริกาได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติในการทำสงคราม และมีมิตรประเทศมากมายให้ความร่วมมือ ต้นทุนของสงครามครั้งนั้นตกประมาณ 61.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีมิตรประเทศช่วยจ่ายประมาณร้อยละ 88 หรือจ่ายให้ 53.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เหลือส่วนที่สหรัฐต้องจ่ายเองประมาณ ร้อยละ 12 หรือประมาณ 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ในการบุกยึดอิรักในครั้งนี้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างกันมาก หลายคนเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นการรุกรานเนื่องจากเป็นสงครามที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติ ประชาชนหลายสิบล้านคนทั่วโลกออกมาชุมนุมประท้วงและประณามการก่อสงคราม จึงเป็นการยากมากที่สหรัฐอเมริกาจะได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศอื่นๆ แต่ถึงที่สุดแล้วสหรัฐคงต้องพยายามที่จะผลักภาระนี้ไปให้ประเทศอื่นช่วยจ่าย ผลประโยชน์ที่สหรัฐอเมริกาคาดว่าจะได้รับจากการยึดครองอิรักเกี่ยวข้องกับการควบคุมตลาดน้ำมัน และการครอบครองผลประโยชน์ในธุรกิจน้ำมันในอิรัก ตลอดจนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูบูรณะประเทศอิรัก ทั้งหมดนี้อาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาได้ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยมีปริมาณการใช้ต่อคนสูงที่สุดในโลก ดังนั้น ต้นทุนราคาน้ำมันจึงมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างมาก การยึดอิรักได้จะทำให้สหรัฐเข้าไปมีบทบาทในการควบคุมราคาน้ำมันได้เพิ่มมากขึ้น ก่อนเกิดสงครามความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบของอิรักอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปริมาณการใช้น้ำมันของโลกอยู่ที่ประมาณ 62 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นการผลิตจากกลุ่มประเทศโอเปครวมกันประมาณ 29 ล้านบาร์เรล ก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียอิรักเคยผลิตสูงสุดที่ประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังจากนั้นอิรักก็ถูกควบคุมการผลิต โดยปัจจุบันมีโควตาการผลิตอยู่ที่ 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อสิ้นสุดสงครามคาดว่าน่าจะมีความเสียหายกับบ่อน้ำมันในอิรัก ดังนั้น การจะเพิ่มผลผลิตในระยะเวลาสั้นๆ คงทำได้ลำบาก ผลประโยชน์ที่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบจะได้จากราคาที่จะลดลงจากราคาก่อนที่จะเกิดภาวะสงครามคงมีไม่มากเช่นกัน แต่เนื่องจากว่าอิรักเป็นแหล่งสำรองน้ำมันดิบใหญ่เป็นอันดับสองรองจากซาอุดีอาระเบีย การควบคุมอิรักได้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกาได้ในระยะยาว โครงการฟื้นฟูบูรณะอิรักก็เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งขณะนี้แม้ว่าสงครามยังไม่สิ้นสุดก็เริ่มมีข่าวการแบ่งปันผลประโยชน์ในโครงการฟื้นฟูบูรณะอิรักออกมาแล้ว โดยสหรัฐใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการต่อรองและกีดกันประเทศที่ไม่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการก่อสงคราม นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การยึดครองอิรักจะทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถควบคุมยุทธศาสตร์ทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ต่อการเสริมสร้างอิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากสงครามจะจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่นอุตสาหกรรมน้ำมัน อาวุธ และก่อสร้าง แต่ต้นทุนการก่อสงครามจะเป็นภาระที่ตกอยู่กับคนอเมริกันทั้งประเทศ และยิ่งไปกว่านั้นกระแสต่อต้านสงครามที่กระจายไปทั่วโลก ก่อให้เกิดการบอยคอตสินค้าอเมริกันมากยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจของสหรัฐ นักวิเคราะห์บางท่านเชื่อว่า จะมีความพยายามในการผลักภาระต้นทุนของสงครามไปให้สหประชาชาติและนานาชาติช่วยกันจ่าย หรืออาจจะให้ประชาชนอิรักเป็นคนจ่ายเองโดยผ่านทรัพยากรน้ำมัน ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องมีการจับตามองต่อไป ต้นทุนที่ประเมินไม่ได้ ขณะที่การวิเคราะห์ต้นทุนของสงครามเป็นการวิเคราะห์ที่ต้องการให้มีการตระหนักถึงภาระที่จะเกิดขึ้น การวิเคราะห์ดังกล่าวก็มีข้อจำกัดยิ่ง เนื่องจากมีต้นทุนที่เกิดขึ้นอีกจำนวนมากที่ยากจะประเมินออกมาเป็นมูลค่าได้อย่างชัดเจน และรับภาระโดยประชาคมโลก การก่อสงครามรุกรานโดยอาศัยอำนาจเป็นธรรม ก่อให้เกิดการทำลายระบบกฎหมายระหว่างประเทศ และสันติภาพที่นานาประเทศ พยายามช่วยกันสร้างขึ้นมา เป็นเวลาหลายสิบปี มีคำถามเกิดขึ้นว่า ต่อจากนี้ไปเราจะใช้อะไรเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะสิ่งที่นานาชาติ สร้างไว้ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ระบบและกติกาต่างๆ ที่ประเทศยึดถือร่วมกันถือเป็นทุนทางสังคม(Social capital)ที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นทุนที่ต้องใช้เวลาในการสร้าง อาจารย์เขียน ธีรวิทย์ และ อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้กล่าวไว้ในงานประชุมทางวิชาการเรื่อง "การรุกรานประเทศอิรัก : นัยยะสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศไทย" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2546 ว่าสิ่งที่จะเห็นใหม่ ไม่ใช่ new world order แต่เป็น new world disorder และจะต้องใช้เวลาอีกนานในการจะสร้างระเบียบโลกขึ้นใหม่ เพราะขณะนี้ได้เกิดคำถามขึ้นแล้วว่า ใครจะเป็นประเทศต่อไปที่ถูกรุกราน สหรัฐอเมริกาอ้างในการก่อสงครามครั้งนี้ว่า เพื่อยุติภัยคุกคามและการก่อการร้ายลง แต่สิ่งที่ผู้คนจำนวนมากเชื่อก็คือ ความรุนแรงไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความรุนแรงได้ โดยเฉพาะการก่อความรุนแรงที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นน่าจะเป็นตรงกันข้าม นั่นคือ การก่อการร้ายจะมีมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น คนอเมริกันคงยากที่จะมีชีวิตที่เป็นสุขภายหลังจากนี้ไปซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็อาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนอเมริกันเท่านั้น แต่คงจะกระทบต่อผู้คนบริสุทธิ์ทั่วโลก ขณะที่เขียนบทความฉบับนี้มีรายงานข่าวว่า ทหารสหรัฐเสียชีวิตไปแล้ว 53 ราย สูญหายอีก 12 ราย ทหารอังกฤษเสียชีวิตแล้ว 23 ราย ทหารอิรักคาดว่าจะเสียชีวิตแล้วนับพันคน ส่วนประชาชนเสียชีวิตมากกว่า 600 คน บาดเจ็บอีก 5,000-6,000 คน และมีครอบครัวที่ล่มสลาย อดอยากอีกนับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้สงครามยังทำให้คนแบ่งกลุ่ม และต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกว่าความตายของฝ่ายตรงข้ามเป็นเรื่องน่ายินดี สังคมจะปกติสุขได้อย่างไร เมื่อผู้คนเห็นการฆ่ากัน การทำร้ายซึ่งกันและกันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่ออำนาจเป็นธรรม เราอาจจะไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงอย่างที่เกิดขึ้นจริง แต่อีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ประวัติศาสตร์คงจะได้บันทึกอย่างชัดเจนว่าใครคือ อาชญากรสงครามที่แท้จริง หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |