|
ก๊าซหุงต้ม:
เชื้อเพลิงคนจนจริงหรือ
ทัศนะ : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และสุวพร ศิริคุณ มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2546 หากรัฐชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม ด้วยการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จากน้ำมันเบนซินและดีเซล นั่นย่อมหมายถึง รัฐได้ให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ อุดหนุนครัวเรือนส่วนน้อย และผู้รับภาระส่วนใหญ่ เป็นครัวเรือนในภูมิภาค ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับการตรึงราคาน้ำมันและชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของกองทุนน้ำมันคือการชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม ไม่ใช่ราคาน้ำมัน ทั้งนี้เพราะภาษีที่รัฐจัดเก็บจากน้ำมันยังมากกว่าเงินชดเชยจากกองทุน แต่ในกรณีของก๊าซหุงต้ม เงินชดเชยสูงกว่าภาษีมาก ดังนั้นรัฐจึงควรเพิ่มราคาขายปลีกก๊าซฯ หุงต้มทันที อย่างน้อยในระดับที่ทำให้ราคาขายปลีกไม่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง ในขณะนี้ความไม่แน่นอนหลายเรื่องได้ผ่านไปแล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงลดลง และมีผลทำให้การชดเชยราคาน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลหมดไป ยังคงมีเพียงปัญหาการเก็บเงินเข้ากองทุน เพื่อใช้หนี้จากการตรึงราคาน้ำมันจำนวนประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ก๊าซหุงต้มยังคงเป็นปัญหาอยู่ เพราะการชดเชยจากกองทุนยังอยู่ในระดับ 5.25 บาทต่อกิโลกรัม หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาก๊าซฯ ที่ประกาศโดยปิโตรมินน่าจะลดลงจากระดับปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การชดเชยจากกองทุนลดลงเหลือ 1.70-2.50 บาทต่อกิโลกรัม ฉะนั้นหากจะให้มีการใช้หนี้บริษัทน้ำมันที่รัฐสัญญาว่าจะจ่ายคืนไตรมาสละ 1,200 ล้านบาท ก็หนีไม่พ้น ที่จะต้องมีการเก็บเงินจากน้ำมันเบนซิน และดีเซลมาอุดหนุน ยกเว้นว่า รัฐจะเพิ่มราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มอีกสักครั้ง การนำเงินกองทุนที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และดีเซลมาอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซฯ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องในหลักการ และไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันด้วย โดยเฉพาะราคาขายปลีกก๊าซฯ ยังต่ำกว่าราคาน้ำมันมาก คือเท่ากับ 8.13 บาทต่อลิตรเท่านั้น ในขณะที่ราคาดีเซลอยู่ในระดับ 14.79 บาทต่อลิตร หลายคนเชื่อว่าก๊าซฯ เป็นสินค้าของคนจน ในขณะที่น้ำมันเป็นสินค้าของคนรวย และความเชื่อนี้คือ เหตุผลที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่ค่อยกล้าที่จะปรับราคาก๊าซฯ ยกเว้นรัฐบาลชุดนี้กล้าพอที่จะเพิ่มราคาก๊าซฯ มาแล้วถึงสามครั้ง แต่หากพิจารณาจากข้อมูลการใช้พลังงานแล้วจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ผลการสำรวจการใช้พลังงานของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติประจำปี 2543 พบว่า จากครัวเรือนทั่วประเทศจำนวน 17.2 ล้านครัวเรือน มีครัวเรือนที่ใช้น้ำมันเบนซินพิเศษ 3.2 ล้านครัวเรือน (ร้อยละ 19) ใช้น้ำมันเบนซินธรรมดาสูงถึง 7.8 ล้านครัวเรือน (ร้อยละ 46) ใช้น้ำมันดีเซล 1.9 ล้านครัวเรือน (ร้อยละ 11) ในขณะที่ก๊าซหุงต้มมีการใช้เพียง 4.7 ล้านครัวเรือน (ร้อยละ 28) และหากเปรียบเทียบการใช้น้ำมันของครัวเรือนระหว่างภูมิภาคแล้วจะพบว่า น้ำมันเบนซินธรรมดา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายที่สุดนั้น ในเขต กทม.และปริมณฑล มีการใช้น้ำมันเบนซินธรรมดา ในร้อยละ 10 ของครัวเรือนทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ สัดส่วนของครัวเรือนที่ใช้น้ำมันเบนซินธรรมดา อยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 45-66 ส่วนทางด้านก๊าซหุงต้มนั้นมีการใช้ในร้อยละ 22 ของครัวเรือนในภาคอีสานเท่านั้น ทั้งนั้นเพราะกว่าร้อยละ 46 ของครัวเรือนใช้ฟืนหรือถ่านในการหุงต้ม เมื่อพิจารณาลึกลงไปถึงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนจะพบว่า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานรวมทุกประเภทในปี 2543 อยู่ในระดับ 826 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 8.4 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครัวเรือน โดยค่า ไฟฟ้าจะมีสัดส่วนสูงสุดคือร้อยละ 2.6 ของค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือน น้ำมันเบนซินและดีเซลมีสัดส่วนร้อยละ 4.7 ในขณะที่ก๊าซหุงต้มมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 และหากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายพลังงานของครัวเรือนในภูมิภาคต่างๆ แล้วจะพบว่า ในเขต กทม. และปริมณฑล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวม 1,480 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน มีค่าใช้จ่ายของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเท่ากับร้อยละ 3.9 ของค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือน ในขณะที่ก๊าซหุงต้มมีสัดส่วนร้อยละ 0.2 ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่า มีการใช้รถส่วนตัวต่อครัวเรือนสูงสุดในบริเวณ กทม.และปริมณฑล สำหรับในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ค่าใช้จ่ายพลังงานรวมอยู่ในระดับ 558 - 945 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน โดยในภูมิภาคเหล่านี้ น้ำมันเบนซินธรรมดาจะเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงสุด คือ 134-253 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ในขณะที่ก๊าซหุงต้มมีการใช้ในระดับ 37-57 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนเท่านั้น นอกจากผลการสำรวจการใช้พลังงานของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติแล้ว ข้อมูลที่น่าสนใจอีกแหล่งคือข้อมูลการสำรวจการบริโภคพลังงานในตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ โดยโครงการการพลังงานยั่งยืน สมาคมเทคโนโลยีเพื่อความเหมาะสม ซึ่งพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวจำนวน 1,041 ครัวเรือน มีครัวเรือนที่ใช้น้ำมันเบนซินพิเศษ เบนซินธรรมดา และดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 3.8, 47.6 และ 38.0 ตามลำดับ ในขณะที่ครัวเรือนที่ใช้ก๊าซหุงต้มมีร้อยละ 35 โดยค่าใช้จ่ายพลังงานต่อครัวเรือนของน้ำมันเบนซินและดีเซลอยู่ที่ 2,323 บาท/เดือน/ครัวเรือน หรือร้อยละ 67.7 ของค่าใช้จ่ายพลังงานทั้งหมด ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของก๊าซหุงต้มอยู่ในระดับ 173 บาท/เดือน/ครัวเรือน หรือร้อยละ 15 เท่านั้น จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนจำนวนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงราคาก๊าซหุงต้ม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันเบนซินธรรมดา จะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนในเขตนอก กทม. และปริมณฑลค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลจากการที่มีการใช้รถจักรยานยนต์อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อีกทั้งเครื่องจักรกลทางการเกษตร จะใช้น้ำมันเบนซินธรรมดาหรือดีเซลเป็นหลัก ดังนั้น หากรัฐชดเชยราคาก๊าซหุงต้มด้วยการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากน้ำมันเบนซินและดีเซล นั่นย่อมหมายถึงรัฐได้ให้ครัวเรือนส่วนใหญ่อุดหนุนครัวเรือนส่วนน้อยและผู้รับภาระส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานซึ่งมีรายได้ต่อหัวต่ำสุด เป็นผู้แบกภาระแทนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มซึ่งเป็นประชาชนส่วนน้อยของประเทศ การตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวหรือปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง ก็ทำให้เกิดการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เกิดการประหยัด โดยทำให้การบริโภคกลับเพิ่มสูงขึ้นและทำให้เกิดภาระการชดเชยราคาก๊าซหุงต้มสูงขึ้นไปอีก ดังเช่นในปี 2543 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 30 ปรากฏว่าการบริโภคน้ำมันเบนซิน และดีเซลปรับตัวลดลงร้อยละ 3.7 และ 1.8 ในขณะที่ก๊าซหุงต้มซึ่งรัฐบาลตรึงราคาขายปลีกในประเทศ การบริโภคกลับขยายตัวถึงร้อยละ 13.3 การอุดหนุนและตรึงราคาก๊าซหุงต้ม โดยการเก็บเงินอุดหนุนจากน้ำมันเบนซิน และดีเซล เป็นมาตรการที่ไม่มีความเหมาะสมในเชิงเศรษฐศาสตร์ และไม่เป็นธรรมต่อครัวเรือนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และดีเซล รัฐบาลน่าจะแก้ไขปัญหาก๊าซหุงต้มอย่างถาวร โดยการเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันเบนซินและดีเซล ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั้งสองชนิดลดลง และไปเพิ่มราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มให้สะท้อนต้นทุนที่แท้
|
| กลับหน้าแรก |