|
การเมืองหลังสงครามปล้นชาติอิรัก
(2)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 28 เมษายน 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3474 (2674) การทำความเข้าใจกับการเมืองหลังสงครามปล้นชาติอิรัก จำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองของอิรักด้วยว่า ได้ผ่านการถูกหลอก ถูกปล้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ความผิดอย่างเดียวของอิรัก คือ การเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันที่มีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับหนึ่งหรือสองของโลก น้ำมันคือเลือดที่หล่อเลี้ยงโลกอุตสาหกรรม หล่อเลี้ยงมาตร ฐานการดำรงชีวิตอันสุขสบายของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งบริโภคทรัพยากรและพลังงานกว่าร้อยละ 40 ของโลก ทั้งๆ ที่มีประชากรไม่ถึงร้อยละ 10 ของโลก การเมืองในตะวันออกกลางมีความเข้มข้นขึ้นหลังจากการขุดพบน้ำมันจำนวนมหาศาล ในปี 1953 หรือ พ.ศ.2496 เมื่อนายกรัฐมนตรีโมซาเดก ผู้มีอุดมการณ์ชาตินิยมได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในประเทศอิหร่าน รัฐบาลอังกฤษและซีไอเอของสหรัฐก็ได้ร่วมมือกันสนับสนุน ให้มีการก่อการรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แล้วรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันล้าสมัยขึ้นมาแทนที่ โดยการแต่งตั้งชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาลาวี ขึ้นมาเป็นกษัตริย์หุ่นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของโลกตะวันตก ในแผนการนี้ซีไอเอได้สร้างสถานการณ์โดยการให้เครือข่ายบริษัทน้ำมันยักษ์ (Seven Sisters) ไม่รับซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยตรง ทำให้อังกฤษสูญเสียตำแหน่งการผูกขาดน้ำมันโลก หลังจากนั้นอเมริกาก็จัดตั้งสมาคมรับซื้อน้ำมันนานาชาติที่ประกอบด้วยอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ลงนามสัญญาผูกขาดซื้อน้ำมันในราคาถูกเป็นเวลา 40 ปีกับชาห์แห่งอิหร่าน โดยอเมริกาถือหุ้นร้อยละ 40 ในสมาคมนี้ อเมริกาได้ฝึกอบรมหน่วยปราบปรามซาวักอันโหดเหี้ยมเพื่อกำจัดชาวอิหร่านผู้ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถปราบขบวนการประชาชนลงได้ และชาห์ถูกขับออกนอกประเทศในปี 1979 โดยการลุกฮือของประชาชน และเชิญผู้นำศาสนาโคไมนีซึ่งลี้ภัยอยู่นอกประเทศกลับเข้ามาเป็นผู้นำ ในขณะเดียวกันพรรคบาทของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ก็ได้อำนาจในปี 1978 และเขาได้ใช้รายได้อันมหาศาลจากน้ำมันมาพัฒนาประเทศในด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน ระบบรัฐสวัสดิการและการศึกษารวมทั้งกองทัพด้วย ทำให้ประชาชนชาวอิรักอยู่ดีกินดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ความมั่งคั่งของอิรักบวกกับนิกายอิสลามที่แตกต่างกับของอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะห์ แต่พรรคบาทนับถือนิกายซุนนี่ โลกตะวันตกจึงติดอาวุธให้กับซัดดัมอย่างเต็มที่ รวมทั้งการตั้งโรงงานผลิตอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และอาวุธนิวเคลียร์ด้วย เพื่อยืมมือไปปราบโคไมนี สงครามสิบปีกับอิหร่านทำให้เศรษฐกิจของอิรักอ่อนปวกเปียกและเป็นหนี้สินต่างประเทศ รวมทั้งเป็นหนี้คูเวตจำนวนมหาศาล คูเวตนั้นเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบาสราในอาณาจักรออตโตมาน แต่เนื่องจากมีน้ำมันมากและมีพื้นที่ติดทะเล เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษจึงแยกออกมาเป็นอีกประเทศหนึ่งต่างหาก โดยที่บาสราเป็นเมืองหนึ่งของอิรัก ดังนั้น อิรักจึงไม่ยอมรับว่าคูเวตเป็นอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของอิรัก ในปี 1990 อิรักได้รับไฟเขียวจากทูตอเมริกันในอิรักว่าจะไม่แทรกแซงความขัดแย้งทางพรมแดน ซัดดัมตีความว่า อเมริกาไม่ขัดข้องให้ซัดดัมซึ่งเป็นมิตรสนิทกับประธานาธิบดีผู้พ่อในการร่วมมือกันทำสงครามกับอิหร่าน โดยหารู้ไม่ว่าเป็นแผนการในการปลดอาวุธและเขี้ยวเล็บของซัดดัมซึ่งมีกองทัพและอาวุธติดอันดับ 4 ของโลก หลังจากหมดประโยชน์แล้ว เมื่อซัดดัมบุกคูเวตจึงถูกอเมริกาซึ่งเป็นมิตรสนิทก่อสงครามพายุทะเลทรายในปี 1991 ถล่มจนย่อยยับและปิดกั้นทางการค้าทุกอย่าง รวมทั้งบังคับให้ทำลายอาวุธหนักและห้ามสะสมและพัฒนาอาวุธทุกอย่าง การปิดกั้นทางการค้าทำให้อิรักขาดแคลนยารักษาโรคและวัคซีน รวมทั้งอาหาร รายงานของยูนิเซฟกล่าวว่า ระหว่างปี 1990-1998 เด็กชาวอิรักจำนวนไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคนได้ตายไปเพราะขาดแคลนอาหารและยา เมื่อสถานการณ์สุกงอมจึงสร้างเรื่องว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้างมนุษยชาติร้ายแรงไว้ในครอบครอง แล้วส่งกำลังเข้ายึดครองเพื่อยึดแหล่งน้ำมัน โดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อนำมาจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและฟื้นฟูจ้างบริษัทพรรคพวกของบุชมาบูรณะประเทศใหม่ หลังจากที่อเมริกาเป็นผู้ทำลายจนย่อยยับกับมือ เมื่ออเมริกายึดกรุงแบกแดดได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ไม่พบอาวุธอย่างที่กล่าวหาเลย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ประโคมข่าวไว้ก่อนที่จะบุก บันได 3 ขั้นของการยึดครอง สหรัฐและอังกฤษได้ทำข้อตกลงกันไว้ว่า จะแบ่งขั้นตอนการยึดครองอิรักเป็น 3 ขั้น คือ 1. การปกครองด้วยกำลังทางทหารของอเมริกาและอังกฤษ ส่วนจะใช้เวลายาวนานแค่ไหนขึ้นกับแรงต่อต้านของชาวอิรัก ถ้ากระแสแรงก็ต้องอยู่นานเพื่อควบคุมสถานการณ์ 2. จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐ อังกฤษ และชาวอิรักที่เป็นคนในความควบคุมของตน 3. จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของชาวอิรัก ข้อตกลงนี้ได้รับการคัดค้านจากประธานาธิบดีชีรักของฝรั่งเศสทันที โดยกล่าวว่าหมดยุคที่ประเทศหนึ่ง หรือสองประเทศจะเข้าไปปกครองอีกประเทศหนึ่งเหมือนในยุคล่าอาณานิคมแล้ว ในขณะเดียวกันรัสเซียและจีนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติเป็นผู้ดูแลอิรักแทนอเมริกาและอังกฤษ ทั้งนี้ เพราะซัดดัมได้ทำสัญญาให้ฝรั่งเศสและรัสเซียเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำมันเป็นเงินหลายพันล้านเหรียญ และฝรั่งเศสและรัสเซียเกรงว่าสัญญาของตนจะถูกยกเลิก ส่วนจีนก็ไม่ต้องการให้อเมริกาผูกขาดน้ำมันของโลกทั้งหมด ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งกำลังไปได้สวย ในด้านอเมริกา นายวูลฟ์ ฟอวิตส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงกลาโหมอเมริกันได้จัดตั้งหน่วยงานชื่อว่า หน่วยงานฟื้นฟูบูรณะและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Office of Reconstruction and Humanitarian Assistance-ORHA) โดยมีอดีตนายพลเจย์ การ์เนอร์ เป็นหัวหน้า นายพลการ์เนอร์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ ส.ส.ของสภาคองเกรสที่สนับสนุนอิสราเอล และเป็นสมาชิกของสถาบันกิจการความมั่นคงของยิว เขาเป็นหนึ่งในนายทหารอเมริกันจำนวน 26 คนที่เดินทางไปเยี่ยมอิสราเอล และออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า "ความเข้มแข็งทางการทหารของอิสราเอล คือ สิ่งที่นักการทหารอเมริกันและนักการเมืองอเมริกันสามารถพึ่งพาได้" หน้าที่หลักของนายพลการ์เนอร์ คือ การนำเอาระบบทุนนิยมเข้ามาแทนที่ระบบสังคมนิยมในอิรัก โดยมีอดีตนายพลบั๊ก วอลเตอร์ ดูแลกำกับภาคใต้ของอิรัก อดีตนายพลบรูซ มัวร์ ดูแลกำกับภาคเหนือ และอดีตนางบาร์บารา โบดิน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเยเมน เป็นผู้กำกับดูแลส่วนกลาง หน่วยงาน ORHA จะเป็นผู้ดูแลตัดสินใจอนาคตของอิรักทั้งหมด โดยได้คัดเลือกบริษัทอเมริกันจำนวน 5 บริษัทเข้าไปรับงานบูรณะฟื้นฟูอิรัก โดยใช้งบฯจากการขายน้ำมันของอิรัก มาจ่ายให้กับบริษัทอเมริกันเหล่านี้ อันได้แก่บริษัท Halliburton ของรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนนี และบริษัท Bechtel บริษัท Bechtel เป็นหนึ่งในหกบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา เป็นผู้สร้างเขื่อนฮูเวอร์ ขุดอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินในแถบอ่าวซานฟรานซิสโก เป็นผู้ดับไฟบ่อน้ำมันของคูเวตหลังสงคราม 1991 นอกจากนี้ ยังเป็นผู้วางท่อก๊าซและน้ำมันยาวกว่า 5 หมื่นไมล์ทั่วโลก และสร้างถนนยาวกว่า 1 หมื่น 7 พันไมล์ทั่วโลกใน 140 ประเทศ กรรมการบริหารคนสำคัญของ Bechtel คือ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจอร์จ ชุลส์ ในสมัยประธานา ธิบดีเรแกนและบุชผู้พ่อ ในปีเลือกตั้ง 1999 บริษัทนี้ได้บริจาคเงินเป็นจำนวน 2.8 ล้านเหรียญให้กับประธานาธิบดีบุชผู้ลูก มูลค่าที่บริษัท Bechtel ได้รับในการบูรณะอิรักในขณะนี้ คือ 900 ล้านเหรียญ และอีก 2 หมื่น 5 พันล้านถึง 1 แสนล้านตามมา ส่วนบริษัทของฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย จีน และซีเรีย ล้วนถูกกีดกันออกจากรายชื่อกลุ่มบริษัทที่จะได้รับสิทธิในการเข้าไปประมูลงานในอิรักจากหน่วยงาน ORHA อย่างไรก็ตาม คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักสำหรับอเมริกาและอังกฤษในการกินรวบผลประโยชน์ในอิรัก เพราะความไม่ชอบธรรมในการละเลยมติขององค์การสหประชาชาติจึงทำให้ขาดความชอบธรรมแต่แรก ในขณะที่ฝรั่งเศส รัสเซีย และเยอรมนี มีผลประโยชน์มากมายจากสัญญาที่ได้ลงนามไปแล้วกับประธานาธิบดีซัดดัม มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญ ก็ย่อมต้องงัดกลเม็ดและกลยุทธ์ทุกประการ รวมทั้งการอ้างความชอบธรรมให้องค์การสหประชาชาติเข้าไปเป็นผู้ดูแลจัดสรรการบูรณะประเทศให้กับประเทศต่างๆ อย่างเป็นธรรมมาแทนหน่วยงาน ORHA ของสหรัฐ สงครามแบ่งก้อนเค้กคงจะไม่จบลงอย่างง่าย ดายเหมือนกับสงครามทางทหารที่กินเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนครับ
|
| กลับหน้าแรก |