|
ศักราชใหม่ในบราซิล
?
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2546 10 สัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะบ่งว่า การเปลี่ยนนโยบายของประเทศแบบถอนรากถอนโคน และการแก้ปัญหาของประเทศนั้น ไม่ง่ายดังที่นักการเมืองคิดหรือกล่าวในขณะหาเสียง เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา บราซิล ได้ประธานาธิบดีใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้ชาวบราซิลแต่ส่งความกังวลไปให้บรรดาธนาคารต่างประเทศ หลุย อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (ลูลา) ลูกชาวนายากจน เรียนหนังสือเพียงชั้นประถมและอดีตกรรมกรโรงงาน ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ตอนหาเสียงลูลาสัญญาว่าจะเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมแบบถอนรากถอนโคน โดยเฉพาะจะดูแลเรื่องปากท้องของชาวบราซิลก่อนที่จะชำระหนี้ต่างประเทศ เขาเคยลงสมัครมาก่อน 3 ครั้ง ฉะนั้นนโยบายแนวสังคมนิยมของเขาจึงไม่ใช่ของใหม่ แต่เขาได้รับเลือกตั้งครั้งนี้เพราะชาวบราซิลเอือมระอากับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเต็มทน บราซิลเป็น "โรคละตินอเมริกา" เรื้อรัง (กรุณาอ่านเกี่ยวกับโรคละตินอเมริกาใน กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 5 มีนาคม 2546) ลูลาต้องเผชิญกับอาการหลักของโรคนั้นทันทีเมื่อเข้ารับตำแหน่ง บราซิลมีหนี้สินต่างประเทศมากที่สุดในโลก หรือราว 235,000 ล้านดอลลาร์ เพราะรัฐบาลใช้เงินเกินตัวมานาน หนี้มัดมือรัฐบาลจนไม่มีเงินเหลือเพื่ออย่างอื่นมากนัก ทุกครั้งที่น้ำมันขึ้นราคาหรืออากาศหนาวจัดทำให้ไร่กาแฟล่ม บราซิลมักจะล้มละลาย ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด บราซิลล้มละลายครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2530 ต้องพักชำระหนี้อยู่ 1 ปี เมื่อปีที่แล้วก็เกือบจะต้องเผชิญกับภาวะนั้น แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศให้ยืมเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์เสียก่อน นอกจากหนี้สิน บราซิลยังมีปัญหาเงินเฟ้อยืดเยื้อมาหลายสิบปี บางทีของขึ้นราคาทุกวัน ปีหนึ่งอาจขึ้นถึง 2,500% ทำให้ผู้ที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อยากจนลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลัก ได้แก่ การใช้เงินเกินตัวของรัฐ ทั้งในระหว่างการปกครองของทหารและของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารสร้างกองทัพไว้ใหญ่โต ส่วนรัฐบาลพลเรือนจ้างข้าราชการพลเรือนแทบไม่อั้น จนปัจจุบันราวครึ่งหนึ่งของข้าราชการไม่มีอะไรทำ ทั้งทหารและข้าราชการพลเรือนมีเงินเดือนและสวัสดิการสูง เป็นภาระหนักอึ้งให้รัฐ เมื่อไม่มีงบจ่ายรัฐบาลก็มักใช้วิธีพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม บราซิลมีคนยากจนจำนวนมาก ทั้งที่โดยเฉลี่ยประชาชนมีรายได้สูงกว่าของคนไทยราว 50% เพราะรายได้ส่วนมากตกอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ ทำให้การกระจายรายได้เหลื่อมล้ำกันมากที่สุดในโลก สาเหตุหลัก ได้แก่ นโยบายของรัฐบาลทหารซึ่งกดค่าแรงไว้ให้ต่ำ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการส่งออก นโยบายนั้นได้รับความสำเร็จสูงในด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ผลของการขยายตัวตกอยู่ในมือของนายทุนเกือบทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นชนชั้นกรรมกรและผู้ที่มีรายได้ตายตัวยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะเงินเฟ้อ ทำให้จำนวนคนจนและแหล่งเสื่อมโทรมแผ่ขยายไปทั่ว เป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมร้ายแรงสารพัด อาการทั้ง 3 อย่างนั้น เป็นผลของความผิดพลาดและความฉ้อฉลทางนโยบาย ซ้ำเติมด้วยความฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการและนักการเมือง การสำรวจขององค์กร Transparency International บ่งว่าบราซิลไม่ต่างกับเมืองไทยนัก ลูลายอมรับว่า มันเป็นปัญหาใหญ่และการปราบปรามความฉ้อราษฎร์ เป็น 1 ในนโยบายหลักของเขา หลังจาก 10 สัปดาห์ ลูลาทำอะไรซึ่งบ่งว่าเขาจะเปลี่ยนนโยบายแบบถอนรากถอนโคน ? คำตอบคือ ยังไม่มีอะไรมาก ทางด้านเศรษฐกิจ การแต่งตั้งคณะทำงานบ่งว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้หรือการกระโดดเข้าไปควบคุมธุรกิจ เพราะรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารชาติ ซึ่งเป็นหัวจักรด้านนี้ไม่มีแนวความคิดเช่นนั้น ทั้งที่หัวใจของเขาฝักใฝ่ในสังคมนิยม แต่ลูลาไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม เพราะ (1) เขาเข้าใจดีว่า บราซิลต้องค้าขายกับต่างประเทศ การพักชำระหนี้ในอดีตแก้ปัญหาไม่ได้อย่างถาวร อาร์เจนตินากำลังอยู่ในระหว่างพักชำระหนี้ แต่วิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้ลดลง ตรงข้ามมันกลับทวีขึ้น และ (2) เขารู้ว่านโยบายสังคมนิยมแบบสุดโต่งไม่ใช่ทางเลือก ความล่มสลายของคิวบาเป็นตัวอย่างที่ดี ทางด้านสังคม นโยบายหลักของลูลา ได้แก่ การแจกบัตรอาหารให้แก่คนจน เพื่อขจัดความหิวโหย นโยบายแนวประชานิยมนี้ยังไม่มีรายละเอียด และยังไม่แน่นอนว่าจะต้องการงบประมาณเท่าไร บราซิลมีคนจนราว 50 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด รัฐบาลคงต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากจะแจกอาหารแก่คนจนอย่างทั่วถึงและพอเพียง เมื่อเข้าบริหารประเทศ ลูลาต้องประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังทันที ต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายเพื่อจะนำเงินมาใช้ในโครงการขจัดความหิวโหย เขาไม่สามารถไล่ข้าราชการส่วนเกินออกได้ เพราะข้าราชการได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ จึงมุ่งไปที่การลดค่าใช้จ่าย 2 ด้านคือ การซื้ออาวุธและสวัสดิการข้าราชการ แต่ทั้ง 2 ด้านได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายเสียประโยชน์ ซึ่งมีทั้งกำลังคนและกำลังอาวุธ ก่อให้เกิดความสงสัยว่าเขาจะลดค่าใช้จ่ายได้ไม่มากพอ แม้การชนะเลือกตั้งของลูลาจะสร้างความตื่นเต้นให้ชาวบราซิลส่วนใหญ่ และความกังวลให้แก่เจ้าหนี้ แต่ความตื่นเต้นและความกังวลดูจะหายไปหมดแล้ว ชาวบราซิลส่วนหนึ่งอาจจะได้รับประโยชน์อย่างทันตาเห็น แต่ผลประโยชน์คงไม่กระจายไปถึงคนจนทั้ง 50 ล้านคน บราซิลจะยังมีหนี้สินหนักต่อไป พร้อมๆ กับความเหลื่อมล้ำต่ำสูงแบบสุดๆ และปัญหาสังคมร้ายแรง สำหรับด้านความฉ้อฉล ปัญหานี้ยังไม่มีใครปราบได้อย่างรวดเร็ว ลูลาก็ไม่น่าจะทำได้มากนัก ขณะนี้ ยังไม่มีอะไรส่อว่ารัฐบาลของเขาจะใช้เงินเกินตัวและพิมพ์ธนบัตรเพื่อปิดงบประมาณ ฉะนั้นบราซิลอาจจะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเหมือนในสมัยก่อน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ปีนี้จะเป็นปีที่บราซิลเริ่มศักราชใหม่ ลูลาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 10 สัปดาห์ จึงยากที่จะกลั่นบทเรียนออกมาจากนโยบายของเขา กระนั้นก็ตาม 10 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะบ่งว่า การเปลี่ยนนโยบายของประเทศแบบถอนรากถอนโคน และการแก้ปัญหาของประเทศนั้น ไม่ง่ายดังที่นักการเมืองคิดหรือกล่าวในขณะหาเสียง หรือมองในด้านกลับกันไม่มีนักการเมืองคนไหนทำได้ตามสัญญา บราซิลไม่เคยมีชื่อเสียงในการใช้นโยบายประชานิยม แต่นโยบายหลายอย่างเป็นประชานิยมอย่างแจ้งชัด ไม่ว่าการสร้างกองทัพเกินความจำเป็นหรือการเพิ่มตำแหน่งข้าราชการเพื่อรองรับผู้สนับสนุน การแจกอาหารของรัฐบาลใหม่ก็เช่นกัน นโยบายประชานิยมมีส่วนสร้างปัญหาระดับชาติยากที่จะเรียกคืน เมื่อปัญหาเกิดขึ้นก็เสมือนครกตกเขา ยากที่จะผลักกลับ ฉะนั้นภาษิตโบราณที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" ยังทันสมัย
|
| กลับหน้าแรก |