การเมืองหลังสงครามปล้นชาติอิรัก (1)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 24 เมษายน 2546

ภาพโฆษณาชวนเชื่อถ่ายทอดสดโดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในวันที่ทหารอเมริกันป่ายปีนขึ้นไปบนอนุสาวรีย์รูปปั้น องประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แล้วกระทำการจาบจ้วงต่างๆ นานา แล้วนำเอาธงชาติอเมริกามาคลุมหน้า พร้อมทั้งเอาลวดสะลิงพันแล้วใช้รถถังลากลงจากแท่น หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่ปรากฏสัญชาติ เชื้อชาติ หรือนับถือศาสนาลัทธิใดจำนวนไม่ถึง 30 คน ได้ร่วมทำลายรูปปั้นที่ถูกลากลงมา พร้อมทั้งแสดงอาการโห่ฮิ้วสนุกสนาน

คนที่ไม่คิดอะไรมากเมื่อดูรายการถ่ายทอดนี้แล้ว ก็อาจจะคิดว่ากลุ่มคน 30 คนนี้คือตัวแทนชาวอิรักทั้งหมด แต่ในวันรุ่งขึ้นก็มีข่าวตามมาว่ามีชาวอิรักขับรถติดระเบิดวิ่งเข้าใส่นาวิกโยธินอเมริกันที่เข้ามายึดครองตาย และบาดเจ็บหลายสิบคน (ตัวเลขทหารที่ตายยังถูกปกปิดอยู่)

นี่คือภาพ 2 ภาพที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวข่าว

บางคนก็ตั้งคำถามต่อไปว่า ถ้าหากว่ามีคนชาติอื่นทำเช่นเดียวกันนี้กับอนุสาวรีย์เสรีภาพ หรืออนุสาวรีย์ประธานาธิบดีลินคอล์น หรือยอร์ช วอชิงตัน แล้วคนอเมริกันจะคิดและรู้สึกอย่างไร

มีข้อกังขาที่น่าสังเกตว่า ในขณะนี้อเมริกาสามารถเข้ายึดครองอิรักได้อย่างเด็ดขาดแล้ว แต่กลับไม่พบอาวุธร้ายแรงตามที่โหมโฆษณาก่อนหน้านี้เพื่อหาความชอบธรรมในการบุกปล้นน้ำมันอิรัก

คำถามต่อไปคือ แล้วข่าวที่ประโคมว่าประเทศอื่นที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับสหรัฐ เช่น อิหร่าน ซีเรีย และเกาหลีเหนือ มีอาวุธร้ายแรงนั้นจะเชื่อได้แค่ไหนว่ามีมูลหรือไม่

สหรัฐอาจจะนำนโยบายของเจ้าพ่อมาเฟียมาใช้ คือ การสกัดสังหารไม่ให้ใครแหลมขึ้นมาท้าทายความเป็นเจ้าพ่อของตน เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

หากเป็นเช่นนี้ก็จะหนาวกันไปทั้งโลก

หลายคนทั่วโลกที่ติดตามข่าวการยึดครองกรุงแบกแดดอย่างง่ายดายแล้วเกิดอาการสงครามอิรักทำพิษ (Iraq war syndrome) เพราะรู้สึกผิดหวังที่อิรักพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย อันหมายถึง ความถูกต้อง ความเป็นธรรม หลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกละเมิดด้วยกำลังทางทหารที่เหนือกว่าเป็นฝ่ายชนะ

ปิศาจกำลังกลายเป็นนักบุญ อธรรมเป็นฝ่ายชนะธรรมมะ อำนาจกลายเป็นธรรมะ หรือคือธรรมะ

ที่น่าเป็นห่วง คือ สถานการณ์โลกที่ไม่มีกติกาให้ยอมรับร่วมกันนับจากวันนี้ไปจะเป็นอย่างไร โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า "โลการะส่ำ"

น้ำมันคืออาวุธทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ความต้องการยึดครองบ่อน้ำมันของอิรักเป็นเรื่องปกปิดสำหรับบุคคลภายนอก แต่ในทำเนียบขาวได้มีตัวเลขของปริมาณน้ำมันสำรอง และมูลค่าของมันซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของอเมริกา

ในรายงานของคณะศึกษานโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนนี ระบุว่า การบริโภคน้ำมันของสหรัฐใน 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 3 ของปริมาณที่บริโภคอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ผลผลิตน้ำมันในสหรัฐจะลดลงร้อยละ 12 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะที่น้ำมันสำรองของอิรักมีมากเท่ากับ 115,000 ล้านบาร์เรล (สหรัฐมีแค่ 22,000 ล้านบาร์เรล) จากบ่อน้ำมัน 15 ใน 74 บ่อที่สำรวจแล้ว และคาดการณ์ว่าน้ำมันสำรองของอิรักทั้งหมดอาจจะมีถึง 432,000 ล้านบาร์เรล มากกว่าประเทศซาอุดีอาระเบียถึง 1 เท่าตัว เพราะว่าในช่วงที่อิรักถูกปิดกั้นทางการค้า จึงขาดเงินทุนในการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ

ปริมาณน้ำมันสำรองของอิรักมีมากเท่ากับปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐ แคนาดา เม็กซิโก ยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชียรวมกัน ซึ่งประเมินว่ามีเพียง 115,000 ล้านบาร์เรลเท่านั้น

ไม่เพียงแค่นั้น น้ำมันสำรองของอิรักอยู่ตื้นไม่ต้องลงทุนสูงเหมือนแหล่งอื่นในประเทศอื่นๆ ก็สูบขึ้นมาได้เลยและมีคุณภาพดีอีกด้วย จึงเป็นที่หมายปองของโลกตะวันตก

ศาสตราจารย์ไมเคิล แคล แห่งมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชอร์ ได้กล่าวว่า การควบคุมน้ำมันของอิรักมิใช่เพื่อพลังงาน แต่เป็นการควบคุมเพื่อใช้เป็นอำนาจในการควบคุมยุโรป จีน และญี่ปุ่น ให้ขึ้นต่อวอชิงตัน น้ำมันของอิรักคือทุนหรืออาวุธทางการเมือง

ผลประโยชน์หลายชั่วคนและทั้งผอง

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีบุชผู้พ่อในปี 1994, 1998 และบุชผู้ลูกในปี 2000 จำนวน 10 บริษัทที่ให้การสนับสนุนทางการเงินในการเลือกตั้งมากที่สุดมีอยู่ 6 บริษัทที่เป็นบริษัทน้ำมันหรือมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับน้ำมันและพลังงาน โดยให้การสนับสนุนเป็นเงินมากถึง 41 ล้านเหรียญ เช่น บริษัทเอ็นรอน (ที่มีการแต่งบัญชี และฉ้อฉลผู้ถือหุ้นจนล้มละลายไปแล้ว) บริษัทเอกซอน-โมบิล บริษัทบี พีฯ และเชฟรอน

บุชทั้งพ่อและลูกเป็นเจ้าของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน Zapata ในช่วงปี 1950-1960 แต่ไม่ประสบความสำเร็จก่อนที่จะกระโดดเข้าสู่วงการเมืองในปี 1978 ได้ก่อตั้งบริษัท Arbusto ซึ่งล้มละลายในปี 1982 แต่รัฐบาลได้อุ้มไว้โดยให้รวมตัวกับบริษัท Spectrum 7 ในปี 1984 และในปี 1986 บริษัท Harken Energy ได้ซื้อบริษัทนี้ไปโดยบุชยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารอยู่

ด้วยเหตุที่มีอดีตรองประธานาธิบดี และอดีตประธานา ธิบดีเป็นกรรมการบริหาร ในปี 1990 Harken Energy จึงได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันนอกประเทศที่ประเทศบาห์เรนเป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ส่วนรองประธานาธิบดี ดิ๊ก เชนนี เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีฟอร์ด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยบุชผู้พ่อ หลังจากนั้นก็มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของบริษัท Halliburton ซึ่ง 1 ใน 25 ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะเชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องจักรเกี่ยวกับการขุดเจาะและพัฒนาแหล่งน้ำมัน รวมทั้งการรับจ้างสำรวจขุดเจาะด้วย

บริษัทนี้มีทรัพย์สินไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านเหรียญ และจ้างพนักงาน 100,000 คนใน 120 ประเทศทั่วโลก เป็นผู้รับสัมปทานในการดับไฟบ่อน้ำมันในอิรักที่ถูกเผาไปหลายบ่อ

Halliburton เป็นบริษัทที่บริจาคเงินให้พรรครีพับลิกันในการหาเสียงเลือกตั้งที่เข้มแข็งที่สุดในยุคของเชนนี และเป็นปัจจัยหลักให้เขาได้รับตำแหน่งรองประธา นาธิบดีในปัจจุบัน เชนนีเป็นผู้ถือหุ้นที่เป็นปัจเจกบุคคลรายใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยได้รับเงินปันผลและเงินตอบแทนในการบริหารงานปีหนึ่งหลายล้านเหรียญ

เขาเป็นผู้กำกับนโยบายพลังงานของสหรัฐในปัจจุบัน และได้เคยจัดการประชุมอย่างปิดลับกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันและบริษัทพลังงานกว่า 25 ครั้งตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่ง และสภาคองเกรสได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพราะถือว่าเป็นการทำงานที่ไม่โปร่งใสและผิดกฎหมาย

นายดอน อีแวนส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลวงในของบุชอีกคนหนึ่ง เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทขุดเจาะน้ำมันและก๊าซชื่อ Tom Brown อยู่นานถึง 25 ปี นอกจากนี้เขายังเป็นกรรมการบริหารของบริษัทขุดเจาะน้ำมันและก๊าซอีกหลายบริษัทในการเลือกตั้งของบุชเมื่อปี ค.ศ. 1900 เขาหาเงินสนับสนุนจากบริษัทในเครือให้บุชถึง 100 ล้านเหรียญ และได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการตอบแทน

นางคอโดลลีสซ่า ไรซ์ ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงของประธานาธิบดีบุช เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทน้ำมันเชฟรอน ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน 1 ใน 5 ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 1991-2000 และลาออกมารับตำแหน่งในรัฐบาลบุช ไรซ์เป็นผู้เจรจากับรัสเซียจนได้รับสัมปทานในการพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลสาบแคสเปียน บริษัทเชฟรอนจึงตั้งชื่อเรือบรรทุกน้ำมันยักษ์ลำหนึ่งให้เป็นชื่อเธอเพื่อเป็นการตอบแทน

นางเกล นอร์ตัน รัฐมนตรีกระทรวงภายในประเทศของบุชเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทเดลตา ปิโตรเลียม และประธานเครือข่ายต่อต้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทผลิตรถยนต์ฟอร์ด และบริษัทน้ำมันบี พี อาโมโก (อเมริกาจึงไม่ยอมลงนามในปฏิญญาเกียวโตที่ให้ประเทศอุตสาหกรรมลดการทำลายสิ่งแวดล้อม)

นายโทมัส ไวท์ เลขาธิการของกองทัพ เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพลังงานเอ็นรอนเป็นเวลากว่า 10 ปีก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งนี้ เอ็นรอนซึ่งเขย่าบริษัททั้งโลกให้สั่นสะเทือนด้วยการฉ้อโกงผู้ถือหุ้น และลากเอาบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของโลกพลอยล้มไปด้วย บริษัทนี้ติดอันดับผู้บริจาครายใหญ่สุดให้กับการเลือกตั้งของประธานาธิบดี บุชด้วย

นอกเหนือจากนี้ ในงานวิจัยของ Worldwatch Institute นายไมเคิล เรนเนอร์ ซึ่งเป็นนักวิจัยอาวุโสได้วิจัยค้นคว้าออกมาอีกว่า ประธานาธิบดีบุชยังได้แต่งตั้งทีมที่ปรึกษาและฝ่ายบริหารในตำแหน่งต่างๆ จากวงการน้ำมันและพลังงาน ดังนี้

ในตำแหน่งบริหารต่างๆ ของรัฐบาลบุชมีจำนวน 27 คนมาจากบริษัทน้ำมันและก๊าซ 17 คนจากบริษัทผลิตนิวเคลียร์ และอุตสาหกรรมยูเรเนียม 16 คนจากอุตสาหกรรมไฟฟ้า 7 คนจากอุตสาหกรรมถ่านหิน และเพียง 1 คนจากอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก

โลกจึงไม่แปลกใจเมื่อเห็นโครงสร้างทางการเมืองของผู้บริหารในรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้ลูกที่มีการปั้นให้ประธานาธิบดีซัดดัมเป็นปิศาจร้ายที่คุกคามสันติภาพของโลก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงกลับเป็นผู้นำที่ไร้น้ำยา ไร้อาวุธ ไร้กองกำลังที่มีประสิทธิภาพ หรือมีอาวุธทำลายล้างร้ายแรง

แต่เหตุผลที่แท้จริง คือ การหาความชอบธรรมในการปล้นน้ำมันของอิรักเพื่อนำมาเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อครองความเป็นเจ้าโลกนั่นเอง

++++++++++++

การเมืองหลังสงครามปล้นชาติอิรัก (2)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 28 เมษายน 2546  ปีที่ 26 ฉบับที่ 3474 (2674)

การทำความเข้าใจกับการเมืองหลังสงครามปล้นชาติอิรัก จำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองของอิรักด้วยว่า ได้ผ่านการถูกหลอก ถูกปล้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ความผิดอย่างเดียวของอิรัก คือ การเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันที่มีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับหนึ่งหรือสองของโลก

น้ำมันคือเลือดที่หล่อเลี้ยงโลกอุตสาหกรรม หล่อเลี้ยงมาตร ฐานการดำรงชีวิตอันสุขสบายของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งบริโภคทรัพยากรและพลังงานกว่าร้อยละ 40 ของโลก ทั้งๆ ที่มีประชากรไม่ถึงร้อยละ 10 ของโลก

การเมืองในตะวันออกกลางมีความเข้มข้นขึ้นหลังจากการขุดพบน้ำมันจำนวนมหาศาล ในปี 1953 หรือ พ.ศ.2496 เมื่อนายกรัฐมนตรีโมซาเดก ผู้มีอุดมการณ์ชาตินิยมได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในประเทศอิหร่าน รัฐบาลอังกฤษและซีไอเอของสหรัฐก็ได้ร่วมมือกันสนับสนุน ให้มีการก่อการรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แล้วรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันล้าสมัยขึ้นมาแทนที่ โดยการแต่งตั้งชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาลาวี ขึ้นมาเป็นกษัตริย์หุ่นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของโลกตะวันตก

ในแผนการนี้ซีไอเอได้สร้างสถานการณ์โดยการให้เครือข่ายบริษัทน้ำมันยักษ์ (Seven Sisters) ไม่รับซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยตรง ทำให้อังกฤษสูญเสียตำแหน่งการผูกขาดน้ำมันโลก หลังจากนั้นอเมริกาก็จัดตั้งสมาคมรับซื้อน้ำมันนานาชาติที่ประกอบด้วยอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ลงนามสัญญาผูกขาดซื้อน้ำมันในราคาถูกเป็นเวลา 40 ปีกับชาห์แห่งอิหร่าน โดยอเมริกาถือหุ้นร้อยละ 40 ในสมาคมนี้

อเมริกาได้ฝึกอบรมหน่วยปราบปรามซาวักอันโหดเหี้ยมเพื่อกำจัดชาวอิหร่านผู้ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถปราบขบวนการประชาชนลงได้ และชาห์ถูกขับออกนอกประเทศในปี 1979 โดยการลุกฮือของประชาชน และเชิญผู้นำศาสนาโคไมนีซึ่งลี้ภัยอยู่นอกประเทศกลับเข้ามาเป็นผู้นำ

ในขณะเดียวกันพรรคบาทของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ก็ได้อำนาจในปี 1978 และเขาได้ใช้รายได้อันมหาศาลจากน้ำมันมาพัฒนาประเทศในด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน ระบบรัฐสวัสดิการและการศึกษารวมทั้งกองทัพด้วย ทำให้ประชาชนชาวอิรักอยู่ดีกินดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง

ความมั่งคั่งของอิรักบวกกับนิกายอิสลามที่แตกต่างกับของอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะห์ แต่พรรคบาทนับถือนิกายซุนนี่ โลกตะวันตกจึงติดอาวุธให้กับซัดดัมอย่างเต็มที่ รวมทั้งการตั้งโรงงานผลิตอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และอาวุธนิวเคลียร์ด้วย เพื่อยืมมือไปปราบโคไมนี

สงครามสิบปีกับอิหร่านทำให้เศรษฐกิจของอิรักอ่อนปวกเปียกและเป็นหนี้สินต่างประเทศ รวมทั้งเป็นหนี้คูเวตจำนวนมหาศาล คูเวตนั้นเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบาสราในอาณาจักรออตโตมาน แต่เนื่องจากมีน้ำมันมากและมีพื้นที่ติดทะเล เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษจึงแยกออกมาเป็นอีกประเทศหนึ่งต่างหาก โดยที่บาสราเป็นเมืองหนึ่งของอิรัก ดังนั้น อิรักจึงไม่ยอมรับว่าคูเวตเป็นอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของอิรัก

ในปี 1990 อิรักได้รับไฟเขียวจากทูตอเมริกันในอิรักว่าจะไม่แทรกแซงความขัดแย้งทางพรมแดน ซัดดัมตีความว่า อเมริกาไม่ขัดข้องให้ซัดดัมซึ่งเป็นมิตรสนิทกับประธานาธิบดีผู้พ่อในการร่วมมือกันทำสงครามกับอิหร่าน โดยหารู้ไม่ว่าเป็นแผนการในการปลดอาวุธและเขี้ยวเล็บของซัดดัมซึ่งมีกองทัพและอาวุธติดอันดับ 4 ของโลก หลังจากหมดประโยชน์แล้ว

เมื่อซัดดัมบุกคูเวตจึงถูกอเมริกาซึ่งเป็นมิตรสนิทก่อสงครามพายุทะเลทรายในปี 1991 ถล่มจนย่อยยับและปิดกั้นทางการค้าทุกอย่าง รวมทั้งบังคับให้ทำลายอาวุธหนักและห้ามสะสมและพัฒนาอาวุธทุกอย่าง

การปิดกั้นทางการค้าทำให้อิรักขาดแคลนยารักษาโรคและวัคซีน รวมทั้งอาหาร รายงานของยูนิเซฟกล่าวว่า ระหว่างปี 1990-1998 เด็กชาวอิรักจำนวนไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคนได้ตายไปเพราะขาดแคลนอาหารและยา

เมื่อสถานการณ์สุกงอมจึงสร้างเรื่องว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้างมนุษยชาติร้ายแรงไว้ในครอบครอง แล้วส่งกำลังเข้ายึดครองเพื่อยึดแหล่งน้ำมัน โดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อนำมาจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและฟื้นฟูจ้างบริษัทพรรคพวกของบุชมาบูรณะประเทศใหม่ หลังจากที่อเมริกาเป็นผู้ทำลายจนย่อยยับกับมือ

เมื่ออเมริกายึดกรุงแบกแดดได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ไม่พบอาวุธอย่างที่กล่าวหาเลย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ประโคมข่าวไว้ก่อนที่จะบุก

บันได 3 ขั้นของการยึดครอง

สหรัฐและอังกฤษได้ทำข้อตกลงกันไว้ว่า จะแบ่งขั้นตอนการยึดครองอิรักเป็น 3 ขั้น คือ

1. การปกครองด้วยกำลังทางทหารของอเมริกาและอังกฤษ ส่วนจะใช้เวลายาวนานแค่ไหนขึ้นกับแรงต่อต้านของชาวอิรัก ถ้ากระแสแรงก็ต้องอยู่นานเพื่อควบคุมสถานการณ์

2. จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐ อังกฤษ และชาวอิรักที่เป็นคนในความควบคุมของตน

3. จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของชาวอิรัก

ข้อตกลงนี้ได้รับการคัดค้านจากประธานาธิบดีชีรักของฝรั่งเศสทันที โดยกล่าวว่าหมดยุคที่ประเทศหนึ่ง หรือสองประเทศจะเข้าไปปกครองอีกประเทศหนึ่งเหมือนในยุคล่าอาณานิคมแล้ว

ในขณะเดียวกันรัสเซียและจีนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติเป็นผู้ดูแลอิรักแทนอเมริกาและอังกฤษ ทั้งนี้ เพราะซัดดัมได้ทำสัญญาให้ฝรั่งเศสและรัสเซียเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำมันเป็นเงินหลายพันล้านเหรียญ และฝรั่งเศสและรัสเซียเกรงว่าสัญญาของตนจะถูกยกเลิก ส่วนจีนก็ไม่ต้องการให้อเมริกาผูกขาดน้ำมันของโลกทั้งหมด ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งกำลังไปได้สวย

ในด้านอเมริกา นายวูลฟ์ ฟอวิตส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงกลาโหมอเมริกันได้จัดตั้งหน่วยงานชื่อว่า หน่วยงานฟื้นฟูบูรณะและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Office of Reconstruction and Humanitarian Assistance-ORHA) โดยมีอดีตนายพลเจย์ การ์เนอร์ เป็นหัวหน้า

นายพลการ์เนอร์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ ส.ส.ของสภาคองเกรสที่สนับสนุนอิสราเอล และเป็นสมาชิกของสถาบันกิจการความมั่นคงของยิว เขาเป็นหนึ่งในนายทหารอเมริกันจำนวน 26 คนที่เดินทางไปเยี่ยมอิสราเอล และออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า "ความเข้มแข็งทางการทหารของอิสราเอล คือ สิ่งที่นักการทหารอเมริกันและนักการเมืองอเมริกันสามารถพึ่งพาได้"

หน้าที่หลักของนายพลการ์เนอร์ คือ การนำเอาระบบทุนนิยมเข้ามาแทนที่ระบบสังคมนิยมในอิรัก โดยมีอดีตนายพลบั๊ก วอลเตอร์ ดูแลกำกับภาคใต้ของอิรัก อดีตนายพลบรูซ มัวร์ ดูแลกำกับภาคเหนือ และอดีตนางบาร์บารา โบดิน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเยเมน เป็นผู้กำกับดูแลส่วนกลาง

หน่วยงาน ORHA จะเป็นผู้ดูแลตัดสินใจอนาคตของอิรักทั้งหมด โดยได้คัดเลือกบริษัทอเมริกันจำนวน 5 บริษัทเข้าไปรับงานบูรณะฟื้นฟูอิรัก โดยใช้งบฯจากการขายน้ำมันของอิรัก มาจ่ายให้กับบริษัทอเมริกันเหล่านี้ อันได้แก่บริษัท Halliburton ของรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนนี และบริษัท Bechtel

บริษัท Bechtel เป็นหนึ่งในหกบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา เป็นผู้สร้างเขื่อนฮูเวอร์ ขุดอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินในแถบอ่าวซานฟรานซิสโก เป็นผู้ดับไฟบ่อน้ำมันของคูเวตหลังสงคราม 1991 นอกจากนี้ ยังเป็นผู้วางท่อก๊าซและน้ำมันยาวกว่า 5 หมื่นไมล์ทั่วโลก และสร้างถนนยาวกว่า 1 หมื่น 7 พันไมล์ทั่วโลกใน 140 ประเทศ

กรรมการบริหารคนสำคัญของ Bechtel คือ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจอร์จ ชุลส์ ในสมัยประธานา ธิบดีเรแกนและบุชผู้พ่อ

ในปีเลือกตั้ง 1999 บริษัทนี้ได้บริจาคเงินเป็นจำนวน 2.8 ล้านเหรียญให้กับประธานาธิบดีบุชผู้ลูก

มูลค่าที่บริษัท Bechtel ได้รับในการบูรณะอิรักในขณะนี้ คือ 900 ล้านเหรียญ และอีก 2 หมื่น 5 พันล้านถึง 1 แสนล้านตามมา

ส่วนบริษัทของฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย จีน และซีเรีย ล้วนถูกกีดกันออกจากรายชื่อกลุ่มบริษัทที่จะได้รับสิทธิในการเข้าไปประมูลงานในอิรักจากหน่วยงาน ORHA

อย่างไรก็ตาม คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักสำหรับอเมริกาและอังกฤษในการกินรวบผลประโยชน์ในอิรัก เพราะความไม่ชอบธรรมในการละเลยมติขององค์การสหประชาชาติจึงทำให้ขาดความชอบธรรมแต่แรก

ในขณะที่ฝรั่งเศส รัสเซีย และเยอรมนี มีผลประโยชน์มากมายจากสัญญาที่ได้ลงนามไปแล้วกับประธานาธิบดีซัดดัม มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญ ก็ย่อมต้องงัดกลเม็ดและกลยุทธ์ทุกประการ รวมทั้งการอ้างความชอบธรรมให้องค์การสหประชาชาติเข้าไปเป็นผู้ดูแลจัดสรรการบูรณะประเทศให้กับประเทศต่างๆ อย่างเป็นธรรมมาแทนหน่วยงาน ORHA ของสหรัฐ

สงครามแบ่งก้อนเค้กคงจะไม่จบลงอย่างง่าย ดายเหมือนกับสงครามทางทหารที่กินเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนครับ

 

 

กลับหน้าแรก