อย่าบิดเบือนภาพเศรษฐกิจ

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9127

การที่ประเทศไทยอยู่ในประชาคมโลก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการที่ต้องตระเตรียมเม็ดเงินเอาไว้ใช้จ่าย เพื่อป้องกันผลกระทบของสงครามสหรัฐ กับอิรักที่หลายฝ่ายเชื่อกันว่าจะเกิดขึ้นในปลายเดือนมีนาคมนี้ค่อนข้างแน่นอน ซึ่งก็คือ ต้นทุนของสงคราม ที่จะกลายเป็นภาระในระบบเศรษฐกิจและภาระการคลังในอนาคต

ถึงแม้ว่ารัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้การใช้มาตรการทางการเงิน เพื่อตรึงราคาน้ำมันในประเทศเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในระยะ 4-5 เดือนนับจากต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งรัฐบาลได้ตัดสินใจจ่ายเงินชดเชยการตรึงราคาน้ำมัน แทนที่จะปล่อยให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นไปอีก 2-3 บาทจากราคาปัจจุบัน เพราะนั่นหมายถึงว่า ราคาน้ำมันเบนซินจะอยู่ใกล้เคียงลิตรละ 19-20 บาท ขณะที่ราคาดีเซลควรจะอยู่ที่ลิตรละ 17-18 บาท

นอกจากนี้ มาตรการแทรกแซงของรัฐบาลดังกล่าว ยังทำให้เกิดภาพเศรษฐกิจ ไทย ที่ถูกบิดเบือน โดยไม่ได้สะท้อนให้เห็นภาพของต้นทุนเศรษฐกิจที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ก็เป็นต้นทุนทางสังคมที่คนไทยไม่ได้รับการเรียนรู้ ยังคงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และไม่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่มขึ้น ในอัตราค่อนข้างต่ำเพียง 0.2% จากเดือนมกราคม และเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับระยะ 12 เดือนย้อนหลังแล้ว เป็นการสร้างภาพลวงตาในอีกรูปแบบหนึ่งที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่า เพื่อช่วยเหลือในเรื่องค่าครองชีพของคนไทยไม่ให้ถูกกระทบจากปัญหาของสงครามดังกล่าว

เราเชื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังดำเนินการอยู่เป็นเพียงการบรรเทาปัญหา แต่ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา เพราะในที่สุดหากสงครามเกิดยืดเยื้อ เกินกว่าที่รัฐบาลวางเป้าหมายเอาไว้ว่าไม่ควรจะเกินครึ่งปีแรกในปี 2546 นี้ ในทางตรงกันข้าม ความเสี่ยงภัยที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจไทยจะเข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจจะถูกกระทบกระเทือนที่รุนแรงกว่า ทั้งในเรื่องของดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาท และอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์มหภาคมือหนึ่งของไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ออกมาตักเตือนความเสี่ยงภัยทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง หากสงครามต้องยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือน จะสร้างความเสียหายที่สูงมากสำหรับเศรษฐกิจไทย

และ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า เงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นในอัตราต่ำ เพราะเป็นผลลัพธ์จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันในประเทศ แต่การจะมองว่า ภาพเศรษฐกิจได้ถูกบิดเบือนหรือไม่นั้น ต้องดูว่า มาตรการที่ใช้นั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะดูต้นทุนด้านการผลิต ที่มีกำหนดเวลาในระยะสั้น ซึ่งยังเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ แต่หากใช้เวลายาวและเนิ่นนานออกไปอีก ผลสะท้อนทางลบจะเกิดเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตขึ้นมาแทน

แม้กระทั่ง ล่าสุด ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ใช้โอกาส จากการที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ ลดดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 24 เดือน ลงมาถึง 0.75% มาที่ระดับ 2% เพื่อปรับลดต้นทุนทางการเงินนั้น กำลังมีผลให้โครงสร้างดอกเบี้ยเงินฝากเกิดการบิดเบือน โดยที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวได้ลดลงมาอยู่เท่ากับดอกเบี้ยระยะ 12 เดือน ย่อมสร้างแรงกดดันให้ตลาดการเงินเกิดการไหวตัว และปรับลดดอกเบี้ยอีกระลอกหนึ่ง ระหว่าง 0.25-0.5% ซึ่งจะมีผลให้อัตราผลตอบแทนของดอกเบี้ยที่แท้จริงมีการติดลบมากยิ่งขึ้น และเกิดเป็นอันตรายต่อระบบการออมเงินในที่สุด

คำพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยตของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่า "ทำเป็น คิดเป็น ไม่ต้องห่วง ดูอยู่" พร้อมกับย้ำว่า ดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงจะต้องไม่ติดลบ และอยู่เหนืออัตราเงินเฟ้อนั้น จะผ่อนคลายความกังวลของคนไทยที่มีต่อระบบการเงินของประเทศในขณะนี้ได้จริงหรือ? โดยเฉพาะกับปัญหา "กับดักสภาพคล่อง" ที่เกิดขึ้นนับจากวิกฤติเศรษฐกิจ การเงินของไทยในปี 2540 ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

กลับหน้าแรก