|
นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานหรือคู่สลับ..?
นพดล คูห์วัฒนศิลป์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9127 นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานของรัฐกำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากเน้นการบริโภคผ่านการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐ ไปเป็นการเน้นลงทุนภาคเอกชนผ่านการปฏิรูปที่ดินและแปลงสินทรัพย์เป็นทุน นับแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track Policy) ออกมา คือ เน้นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ (ด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ผ่านทางการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐ) ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทุนนิยมเสรี (ด้วยการขยายตลาดการส่งออก และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ) ซึ่งก็ได้ผลดีพอสมควร ดังจะเห็นได้จากอัตราการเติบโตของจีดีพีเมื่อปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 5% แต่ในปีต่อๆ ไปมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ เริ่มจะมีข้อจำกัด อันเนื่องมาจากรัฐบาล ไม่สามารถตั้งงบประมาณขาดดุล จำนวนมหาศาลได้อีก เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของหนี้สาธารณะ ที่ไม่ต้องการให้เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงเหลือทางเลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อด้วยการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งก็คือการใช้นโยบาย แปลงสินทรัพย์เป็นทุน และการปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ นั่นเอง นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และนโยบายการปฏิรูปที่ดินของรัฐบาล นโยบายทั้งสองเกี่ยวพันกัน จนเกือบจะแยกกันไม่ออก และลำดับการดำเนินนโยบายก็คงจะต้องเริ่มพร้อมๆ กันไป โดยมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อกำหนดขอบเขตการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจนแล้ว ให้ชาวบ้านนำที่ดินที่ได้รับการจัดสรร ไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินมาทำทุน แต่ในขณะเดียวกันก็กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยไม่จำกัดว่าสินทรัพย์ดังกล่าว จะต้องเป็นที่ดินเท่านั้น อาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา หรือเครื่องมือเครื่องจักร ในการประกอบอาชีพก็ได้ เป็นการเปิดทางให้คนจนของประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร) มีที่ทำกินและมีทุนในการประกอบอาชีพด้วย ซึ่งก็คือการเพิ่มการลงทุนภาคเอกชนนั่นเอง จากแต่เดิมที่เรามักจะมองว่า การลงทุนภาคเอกชน คือ การสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้า แต่คราวนี้การลงทุนภาคเอกชนจะถูกขับเคลื่อนจากการใช้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และการลงทุนเพิ่มจากนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ประเทศไทยจะได้ประโยชน์สองต่อจากนโยบายนี้ กล่าวคือ นอกจากจะเป็นการเพิ่มการลงทุนในประเทศแล้ว ยังเป็นการลดการรั่วไหลของเงินไปต่างประเทศด้วย เพราะการลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เราต้องสั่งซื้อเครื่องจักรนำเข้าจากต่างประเทศนั่นเอง คราวนี้โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตีให้แตกก็คือ หลังจากทำการปฏิรูปที่ดิน และดำเนินนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนแล้ว รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรไปเพาะปลูกหรือไปลงทุนทำอะไร เพราะถ้ารัฐบาลไม่เตรียมการตรงนี้ให้ดี ก็จะเกิดการลงทุนที่สูญเปล่าและไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ความจำเป็นเร่งด่วนอีกประการหนึ่งก็คือ การเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อรองรับผลิตผลทางการเกษตรที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นและการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตผลการเกษตร (เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า) ที่เรามั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกด้วย ในส่วนของการเปิดตลาดการส่งออก ไทยใช้ยุทธศาสตร์การเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี ในระดับทวิภาคี และพหุภาคีกับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน ที่มีกำหนดการจะลดอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ ในหมวดผักและผลไม้ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ หรือจะเป็นญี่ปุ่น ที่เริ่มมีการผ่อนปรนท่าทีในเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย เช่น เริ่มมีการอนุญาตให้นำเข้ามังคุดจากไทย เป็นต้น ในด้านการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ไทยจะต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งในเชิงการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยการแปรรูป และการวิจัยขั้นสูง เพื่อการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณสมบัติดี อีกทั้งเนื่องจากกำแพงภาษี ในด้านการค้า เริ่มจะหมดไปอันเนื่องมาจากการทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ทำให้เกิดการกีดกันการค้า ในรูปแบบการกำหนดมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ไทยเราจะต้องพัฒนาวิธีการตรวจหาสารตกค้างต่างๆ เพื่อเร่งขจัดข้อจำกัดทางการค้าเหล่านี้ให้หมดไป กล่าวโดยสรุปก็คือ นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานของรัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบ จากการเน้นการบริโภค ผ่านการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐ กับการเร่งส่งเสริมการส่งออก ไปเป็นการเน้นการลงทุนภาคเอกชน ผ่านนโยบายการปฏิรูปที่ดิน และการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเปรียบเหมือนการสับรางรถไฟจากการเน้นการบริโภคมาสู่การเน้นการลงทุน ผู้เขียนจึงอยากจะเรียกนโยบายนี้ว่า นโยบายเศรษฐกิจคู่สลับ (Switching Track Policy) คือเป็นการสลับจากเครื่องยนต์ตัวหนึ่ง มาใช้เครื่องยนต์อีกตัวหนึ่ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งหากการลงทุนทำในสิ่งที่ก่อประโยชน์ให้ระบบเศรษฐกิจ และช่วยส่งเสริมการส่งออกได้ ก็จะช่วยทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มการบริโภคในประเทศโดยอัตโนมัติ ไทยก็จะสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงต่อไปได้ อีกทั้งเมื่อการลงทุนอันเนื่องมาจากนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนเข้าสู่จุดสมดุล การบริโภคภายในประเทศ, การส่งออก และการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลก็จะเข้าสู่ภาวะสมดุลเช่นกัน ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้ง 4 ของเศรษฐกิจ (การบริโภค, การลงทุน, การใช้จ่ายภาครัฐ, การส่งออก) สามารถเดินเครื่องไปได้พร้อมๆ กัน และในอัตราส่วนที่ไม่พึ่งพิงอันใดอันหนึ่งมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีภูมิคุ้มกัน จากภาวะความไม่แน่นอนจากนอกประเทศได้ดีอีกด้วย +++++++++ นพดล คูห์วัฒนศิลป์ นักวิจัยประจำฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ เจโทร, บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น
|
| กลับหน้าแรก |