ต้นทุนคุณธรรมบริษัท

ธุรกิจไทยสู้โลก : เกียรติศักดิ์ จีรเธียรนาถ    กรุงเทพธุรกิจ   วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2546

ต้นทุนบริหารหรือต้นทุนการผลิตจะสูงเท่าใดก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้บริษัทท่านล่มสลายภายในชั่วข้ามคืนได้ แต่ต้นทุนทางคุณธรรมทำให้บริษัทท่านล่มสลายได้ดังกล่าวมาแล้ว 

การล่มสลายของ Enron, WorldCom, Arther Anderson ในปีที่แล้วสร้างความตื่นตระหนกแก่นักลงทุน เจ้าหนี้ ลูกค้า คู่ค้า คู่แข่ง ผู้คุมกฎเกณฑ์ และประชาชนทั่วไป แรงสั่นสะเทือนนี้ส่งผลไปยังทั่วโลก จากนิวยอร์กถึงกรุงเทพฯ ลอนดอนและนิวยอร์ก

ดัชนีราคาหุ้น Dow Jones ร่วงเหลือ 7,000 จุด จากที่เคยสูงสุด 11,722.98 จุด นั่นหมายความว่า เงินของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ออมมาชั่วชีวิตหล่นหายไปเป็นล้านๆ ดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกต่างก็ต้องรับเคราะห์กรรมที่ตนไม่ได้ก่อนี้ไปอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ทั้งนี้ เพราะส่วนนี้เป็นภัยของโลก หรือจะเรียกทางวิชาการว่า Systemic Risk ก็คงไม่ผิดครับ

ผลพวงจากความล่มสลายเหล่านี้ เราก็มาโทษว่า นี่ขนาดบริษัทใหญ่ที่เป็นเจ้าตำรับบรรษัทภิบาลของโลกยังล่มสลายเลย หรือว่าบรรษัทภิบาลที่เราตามแห่เขานั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเสียแล้ว ผมขอยืนยันว่าบรรษัทภิบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นของดีที่สุดที่จะค้ำประกันความยั่งยืนของบริษัท และประกันการเติบโตที่ยั่งยืน

หากแต่ต้องเป็นบรรษัทภิบาลที่มีแก่นสาระ (Substance) และจิตวิญญาณ (Spiritual) ที่สะท้อนถึงระดับคุณธรรมและจริยธรรมที่จะเสริมให้ความเก่งหรือความสามารถเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า ลูกค้า และสังคม มิเช่นนั้นหนทางที่ใช้ความเก่งหรือเหลี่ยมคูที่เหนือกว่าคงจะไม่ตีบตันเช่นตัวอย่างที่ปรากฏมาแล้ว

และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน ตราบใดที่ผู้บริหาร คณะกรรมการ และพนักงานของบริษัทนั้นๆ ยังท่องคาถาว่า "ทำอย่างไรก็ได้ขอให้รวย" หรือ "ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ชนะหรือขยี้คู่แข่ง" นั่นคือจุดเริ่มต้นของความหายนะ เพื่อเดินไปสู่อมตะวาจาที่ว่า "ไม่มีบริษัทใดเลยที่จะยิ่งใหญ่จนล้มไม่ได้"

กรณีของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาล่มสลายคราวนี้ เกิดจากความไร้จริยธรรมและศีลธรรมโดยแท้ โดยมีความโลภ เป็นที่ตั้ง

นี่คือต้นทุนที่มีคุณค่าหรือแพงที่สุดในการสร้างธุรกิจให้ยั่งยืนคือ ต้นทุนจริยธรรม/คุณธรรมของบริษัทนั้นๆ ไม่ใช่ต้นทุนการประกอบการหรือผลิตสินค้า ทั้งนี้ เพราะต้นทุนทางจริยธรรมไม่สามารถซื้อหาได้ ไม่ว่าท่านจะมีเงินมากเท่าใดก็ตาม ไม่สามารถใช้บริการของที่ปรึกษาได้ ไม่ว่าที่ปรึกษานั้นจะเก่งปานใดก็ตาม ท่านไม่สามารถไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือหลวงพ่อให้เสกเป่าให้ท่านได้ แต่ต้นทุนการบริหารและต้นทุนการผลิตนั้น ท่านสามารถใช้บริการจากภายนอกมาช่วยท่านได้

ต้นทุนบริหารหรือต้นทุนการผลิตจะสูงเท่าใดก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้บริษัทท่านล่มสลายภายในชั่วข้ามคืนได้ แต่ต้นทุนทางคุณธรรมทำให้บริษัทท่านล่มสลายได้ดังกล่าวมาแล้ว

ในช่วงที่บริษัท WorldCom ประกาศเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ในวันที่ 31 มีนาคม 2545 โดยมีการประกาศว่าบริษัทมีทรัพย์สินรวมอยู่ 107 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้สิน 41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีสินทรัพย์สุทธิ 66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลที่แจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็คือจากฐานะนี้ บริษัทยังมีโอกาสฟื้นฟูกิจการเพียงแต่ต้องอัดฉีดเงินสดเข้าไปบางส่วนตามที่ผู้นำแผนจะเสนอ

เหมือนฟ้าผ่ากลางฤดูฝน เมื่อมีการแถลงอย่างเป็นทางการจากบริษัทในวันที่ 13 มีนาคม 2546 ว่า "บริษัทต้องตัดยอดทรัพย์สินลง 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ" หรือทรัพย์สินที่ตีค่าไว้ในปีที่แล้ว ได้เสื่อมค่าลงไปอีกในจำนวนนี้

นั่นก็คือว่าชะตากรรมของเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น และพนักงานได้เข้าสู่ความมืดบอดอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นอันว่า ณ วันนั้น ทรัพย์สินของบริษัทเหลือน้อยกว่าหนี้สินเสียแล้ว (27:41) นี่ยังไม่นับดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน

ผลพวงจากที่บริษัทในสหรัฐอเมริกา ว่างเว้นหรือไม่เห็นความจำเป็นในการใช้คุณธรรมเป็นอาวุธทางการค้า และใช้ความโลภ หรือทุนนิยมเป็นเจ้าลัทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของผู้บริหาร พนักงาน และขององค์กร จึงทำให้ไม่มีความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ อันนี้เป็นตามกฎของสัจธรรมที่ว่า "ธรรมคุ้มครองโลก" หรือ "ธรรมชนะอธรรมเสมอ"

ดังนั้น ความเชื่อที่ซึมลึกในระบอบทุนนิยมจะมั่งมี และเติบโตในระยะสั้น (ไม่รู้ว่ากี่ปี) แต่ไม่มีช่องที่จะยืนระยะได้ในระยะยาว

การสร้างความเก่ง การสะสมกลเม็ดหรือลูกไม้ เพื่อให้เหนือกว่าคนอื่นนั้น ย่อมต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ที่ว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" ดังนั้น ต้นทุนคุณธรรมบริษัทนั้น จึงเป็นสิ่งที่อมตะที่สามารถหนุนส่งหรือดึงระดับความสามารถและความเก่งของคน ของทีมงาน ให้ลอยเด่นจนเป็นอมตะได้

นั่นคือบริษัทใดมีบรรษัทภิบาลแล้วจะไม่ล่มสลาย

 

กลับหน้าแรก