|
การบริหารในภาวะมีข้อจำกัดและวิกฤติ
การบริหารรัฐ จัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2546 "ผู้นำทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจใหม่ว่า ในการบริหารเพื่อรองรับวิกฤตินี้ วิธีการจะไม่ใช่อยู่ที่การปรับตัว หรือการมีกลยุทธ์พลิกไป-มา ตามสถานการณ์รายวันสั้นๆ เท่านั้น ที่สำคัญกว่าคือ การสร้างศักยภาพการแข่งขัน ที่ต้องมีการออกแรงทำจริง" ในสัปดาห์เดียว การเปลี่ยนแปลงได้พลิกผันไป-กลับรวดเร็วมาก ขณะสงครามกำลังดำเนินไป รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งเฉย ได้สั่งสำนักงบกันเงินไว้สองหมื่นล้านเพื่อไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับเร่งการทำงานตามกลยุทธ์ที่เคยวางเอาไว้ต่อไปกับเชื่อมั่นว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตถึง 8% ด้วยการมุ่งขยายการค้ากับกลุ่มประเทศเอเชีย โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย ตามด้วยการจะทำตามมาตรการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุนเสริมเข้ามา แต่เพียงแค่กล่าวจบ สภาวะที่ไม่แน่นอนก็ปรากฏมากขึ้น นั่นคือ ค่อนข้างจะชัดแล้วว่า สงครามจะยืดเยื้อไม่จบลงง่ายๆ โดยมีการชี้ออกมาแล้วว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงมากและราคาน้ำมันจะพุ่งสูง ก่อผลกระทบมากกว่าที่เคยคิดไว้ ไม่แปลกเลยที่เป็นเช่นนี้ เพราะธรรมชาติในยุคโลกาภิวัตน์ คือ การเปลี่ยนแปลงจะไวและมีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าแต่ก่อน การบริหารจัดการจึงต้องปรับตามให้สอดคล้องกัน "การบริหารในสภาวะวิกฤติ" คือหัวข้อใหญ่ที่เป็นที่สนใจกันมานาน ควบคู่กับ "การบริหารในสภาวะข้อจำกัด" ที่มีอาการผันผวนที่อ่อนกว่าที่เกิดขึ้นก่อนหน้า โดยประสบการณ์ เหตุการณ์ที่เมืองไทยเผชิญมาในอดีตที่ถือเป็นวิกฤติรุนแรงนั้นที่เป็นวิกฤติสำคัญ 3 ครั้ง คือ ก) วิกฤติทางการเงิน เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่เกิดขึ้นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้เศรษฐกิจไทยลื่นไถลไปตามกระแสฟองสบู่ของเศรษฐกิจโลก ทำให้ธุรกิจและสถาบันต่างๆ ล่มสลายและอ่อนตัวลง เพราะฟองสบู่แตก ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ ข) วิกฤติทางการเมือง 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีการแตกแยกทางความคิด จนคนไทยต้องเข่นฆ่ากันเองอยู่นานหลายปี ก่อนที่จะคลี่คลายได้ด้วยนโยบาย 66/23 ค) วิกฤติจากปัจจัยภายนอกก่อนหน้านั้น คือวิกฤติในช่วงที่โลกมีสงครามเย็นมาจนถึงอินโดจีนล่ม และลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัวจะครอบงำโลก ซึ่งครั้งนั้นสภาพเมืองไทยเหมือนอยู่ที่ปากเหว และกลัวกันว่าจะถูกคอมมิวนิสต์กลืนตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ทำให้การลงทุนชะงัก ตปท.ปิดสำนักงานและถอนการลงทุนออกไป เพราะไม่มีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของประเทศ จนกระทั่งภาคเอกชนไทยต้องเข้ามาช่วยภาครัฐทำโฆษณาเรียกความมั่นใจให้คืนกลับมาได้สำเร็จ การบริหารแก้วิกฤตินั้น วิธีการส่วนใหญ่ คือ การเร่งปรับตัวกับเหตุการณ์วิกฤติให้เกิดความสมดุลในระยะเวลาสั้น แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เป็นสภาวะแวดล้อมมีข้อจำกัด [Constraints] ที่กระทบเบากว่า แต่ก็อาจมีผลกระทบรุนแรงระยะยาวได้นั้น ทางปฏิบัติ อาจมีการใช้เวลามากกว่า เพื่อการเตรียมการแก้ไขด้วยการพัฒนาความเข้มแข็งต่างๆ ให้มีขึ้นในระบบ ซึ่งต้องทำกันต่อเนื่องไปในระยะยาวได้ ในยุคโลกาภิวัตน์ ข้อจำกัดบางอย่างสามารถพัฒนากลายเป็นวิกฤติได้ทันที การต้องพัฒนาสร้างความเข้มแข็ง จึงสำคัญกว่าการทำเพียงการปรับตัวในช่วงสั้นๆ การบริหารในสภาวะข้อจำกัดจึงเป็นเครื่องมือป้องกันตัวเองก่อนที่วิกฤติจะเกิดขึ้น โดยต้องทำการติดตามและคาดคะเนสภาพแวดล้อมไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียด โดยไม่ประมาทและมีการเผื่อเหลือเผื่อขาด ระวังระไวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการจัดให้มีการวางแผนเต็มระบบอย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้มีการติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้หลายทาง การทำเช่นนั้น ในอีกทางหนึ่งก็คือ การมุ่งแก้ไขจุดอ่อนด้วยการเร่งพยายามสร้างประสิทธิภาพให้มีขึ้นภายใน เพื่อให้สามารถรองรับและเผชิญกับวิกฤติได้ มากกว่าที่จะไปหวังพึ่งปัจจัยภายนอกซึ่งอยู่เหนือการควบคุม เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ข้อจำกัดได้ปรากฏมากขึ้น โดยสาเหตุคือปัญหาทรัพยากรมีจำกัด ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนใน 2 ปัจจัยการผลิตหลัก คือต้นทุนการเงิน คือ "ดอกเบี้ยเงินกู้" กับ "ราคาน้ำมัน" ที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน สมัยนั้นนักวิชาการชื่อ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ได้เตือนไว้ล่วงหน้านานแล้ว แต่ก็มีเพียงบางส่วนไม่เชื่อ ผลกระทบจึงเกิดขึ้น ดังเช่น กรณีราชาเงินทุนกับ กรณีทรัสต์ล้ม (4 เมษายน) อีกครั้งในยุคโลกาภิวัตน์ เมื่อมีนวัตกรรมการเงินกับการเปิดการค้าเสรีแบบไร้พรมแดนเกิดขึ้น ทำให้เกิดวิกฤติอีกแบบที่ทั้งรุนแรง มาเร็ว-ไปช้า และแก้ไขได้ยากกว่า ดังเช่นการปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน กับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งดำเนินไปได้ช้าและทำได้เพียงผิวเผิน ทำให้เศรษฐกิจในเนื้อหาไม่คืนกลับเหมือนเดิม ดังที่เห็นกันในทุกวันนี้ ดังนั้น การไม่ประมาท ต้องเตรียมตัวและมีความเข้าใจถึงวิธีการสร้างศักยภาพการแข่งขัน กับรู้ถึงกลยุทธ์ในการบริหารแก้วิกฤติ จึงจำเป็นและสำคัญยิ่งสำหรับนักบริหารยุคปัจจุบัน กรณีสงครามระหว่าง สหรัฐกับอิรัก แม้จะไม่ถือว่าเป็นวิกฤติในทันที เพราะเอเชียอยู่ห่างไกลก็ตาม แต่ก็กระทบต่ออุตสาหกรรมบางแขนง (เช่น เครื่องปรับอากาศส่งออก) มีมากในทันที และเมื่ออาการสงครามยืดเยื้อจะทำให้ราคาน้ำมันเป็นปัญหา ก่อผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำมันเป็นพลังงาน กับกระทบทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ย่อมทำให้การลงทุนชะงักลงได้ การคิดและพูดง่ายว่า จะแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส ในความเป็นจริงจะทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะสภาพการเปลี่ยนแปลงจากข้อจำกัดที่กลายเป็นวิกฤติเร็วกว่าแต่ก่อน อาจจะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอยู่ดีๆ ถูกกระทบกระตุกกลับได้ตลอดเวลาเช่นกัน นอกเหนือจากนี้ ในโลกยุคใหม่นี้ เหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น กรณีการเกิดโรคหวัดมรณะ [SARS] ระบาดขึ้นในเอเชีย และแพร่กระจายไปทั่วโลกรวดเร็วด้วยภาวะการเคลื่อนย้ายเดินทาง กับการแพร่ไปรวดเร็วทางข่าวสารสมัยใหม่ ได้ก่อผลกระทบซ้ำเติม ทำให้กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และที่เกี่ยวเนื่องกันมากมาย เช่น โรงแรม และธุรกิจการจัดประชุม เป็นต้น ดังนั้น การเตรียมการรับกับปัญหาลักษณะนี้ จึงต้องรอบคอบและจริงจังมากกว่าเดิม เพื่อจะได้เลี่ยงวิกฤติ หรือสามารถรับมือสู้กับสภาวะวิกฤติได้ ทางออกในการแก้ไขเรื่องนี้คือ 1.รัฐบาลจะต้องวิเคราะห์และเข้าใจให้ดีและชัดเจนก่อนว่า จุดอ่อนของไทยเราอยู่ที่ตรงไหน ที่อาจก่อให้เกิดวิกฤติแบบไหนทางใดบ้าง เพราะวิกฤติแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เช่น การเกิดวิกฤติทางกลยุทธ์ ย่อมหมายถึง การผิดพลาดในการกำหนดแผนธุรกิจหรือแผนหารายได้ แต่ถ้าเป็นวิกฤติเชิงโครงสร้าง ย่อมแสดงถึงการไม่มีการปรับตัวในส่วนหลักๆ ที่เป็นสาระสำคัญในการทำงานที่อาจกลายเป็นตัวถ่วงต่อการแก้วิกฤติ ซึ่งต่างกับการเกิดวิกฤติในระดับปฏิบัติ ที่อาจเบากว่าและง่ายกว่า ที่จะแก้ไขได้ไม่ยากนัก 2.เมื่อวิเคราะห์ได้อย่างเปิดกว้างและยอมรับความจริงกันแล้ว ต้องมีความจริงใจและจริงจังในการแก้ไข โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมจะสำคัญที่สุด เพราะการแก้ไขเรื่องใหญ่ที่ยาก เช่น การปรับโครงสร้าง ย่อมจะต้องใช้เวลา ความกล้าหาญ และความร่วมมือของทุกฝ่าย 3.ผู้นำทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจใหม่ว่า ในการบริหารเพื่อรองรับวิกฤตินี้ วิธีการจะไม่ใช่อยู่ที่การปรับตัวหรือการมีกลยุทธ์พลิกไป-มาตามสถานการณ์รายวันสั้นๆ แบบ Short-term Adjustment เท่านั้น ที่สำคัญกว่าคือ การสร้างศักยภาพการแข่งขัน ที่เป็น Long-term Development ที่ต้องมีการออกแรงทำจริง (มากกว่านั่งสั่งการและตรวจเยี่ยมภาควิชาการ) โดยต้องมีการปรับทรัพยากรให้ใช้พัฒนาไปอย่างถูกทาง ได้ผลและมีความต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทางออกที่จะทำได้ตามที่ว่านี้ ส่วนสำคัญจะอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ การต้องเข้าใจรู้จักเอาวิชาการที่ดีๆ จากตำราและนักวิชาการดังๆ ที่ให้ไว้ มาประยุกต์ใช้ให้ได้ผลในทางปฏิบัติ กับการต้องรู้จักใช้ที่ปรึกษาให้เป็น ทั้งนี้ ไม่มีข้อจำกัดว่า จะเป็นที่ปรึกษาไทยหรือต่างชาติก็ตามแต่
|
| กลับหน้าแรก |