สงคราม เลือด และน้ำมัน

จับกระแส : ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2546

ถ้าเรายังพอมีศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของผู้ก่อสงคราม เราอาจจะต้องทำใจให้เชื่อว่า เขาพยายามจะลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด ตราบใดที่ผลประโยชน์มันไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิต 

หากกองทัพสหรัฐต้องการชัยชนะและกำจัดซัดดัม ฮุสเซ็น ประธานาธิบดีอิรัก มากกว่าต้องการทำให้อิรักราบเป็นหน้ากลองดุจการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เราก็พอจะอนุโลมและเชื่อได้ว่า ยุทธวิธี 'shock and awe' เป็นยุทธวิธีที่ยึดหลักการรบที่ว่าด้วย 'ชนะโดยไม่ต้องรบ' ซึ่งตั้งอยู่บนเป้าประสงค์ว่า ทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด (แต่ต้องชนะ)

shock and awe เป็นชื่อยุทธวิธี ที่กองทัพสหรัฐประกาศว่าจะใช้ในการทำสงครามกับอิรักครั้งนี้ หลักก็คือการข่มขวัญ โดยอาศัยปัจจัยสำคัญก็คือ ความยิ่งใหญ่ในแสนยานุภาพของกองทัพและอาวุธที่ทันสมัย แบบประกาศรบ ศัตรูก็จะรู้ว่าไม่มีทางสู้

ภายใต้ยุทธวิธีนี้ สงครามกับอิรักครั้งนี้ จึงเน้นการโฆษณาแสนยานุภาพเป็นพิเศษ และใช้สื่อในการโฆษณามากกว่าสงครามครั้งใดๆ เครื่องบินลำแรกๆ ที่บินเข้าสู่แบกแดด จึงคือเครื่องบินโปรยใบปลิว

ระเบิดที่ลงในเมืองใหญ่ของอิรักในวันสองวันแรก จึงมากราวกับเม็ดทรายในพายุทะเลทราย หวังเพียงสร้างความน่าสะพรึงกลัวของสงครามให้เกิดกับไพร่พลอิรักกระทั่งยอมจำนน และลุกขึ้นมาล้มอำนาจประธานาธิบดีของตัวเอง

แต่หลังจากเมือง 'บาสรา' ถูกประกาศให้เป็น 'เป้าหมายทางทหาร' หรือไม่ใช่ที่อยู่ของพลเรือน และที่ยังอยู่จะไม่ถือเป็นพลเรือน ตามด้วยการใช้ระเบิดดาวกระจายซึ่งมีเป้าหมายคือการสังหารคน shock and awe ก็เป็นอันล้มเหลว การข่มขวัญไม่เป็นผล ไม่มีใครยอมจำนน สร้างบทพิสูจน์อีกครั้งในสิ่งที่กองทัพและรัฐบาลสหรัฐไม่เคยเชื่อว่า อำนาจจิตใจ ทรงพลังมากกว่าแสนยานุภาพทางทหาร

อาจจะจริงที่ชาวอิรักไม่ได้ภักดีมากมายนักกับซัดดัม ฮุสเซ็น แต่ชัดเจนยิ่งกว่า เมื่อเขาต้องเลือกข้าง เขาก็ไม่เลือกกองทัพสหรัฐแม้จะเข้ามาในนามของ 'การปลดปล่อย' สภาพการณ์เช่นนี้สงครามจึงน่าจะยืดเยื้อ แม้ชัยชนะในอิรักจะได้มาด้วยระยะเวลาอันสั้น เว้นเสียแต่จะฆ่าให้หมดดุจการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

3.37 ล้านล้านบาท ที่จอร์จ ดับเบิลยู บุช ขอต่อสภา ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่พอจะเลี้ยงเด็กในโลกที่สามทุกคนให้เติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ใช่ยอดเงินสุทธิที่ใช้ในสงคราม แต่เป็นเพียงก้อนแรก แต่โปรดอย่าคิดว่า นั่นคือเงินของบุช หรือคนอเมริกัน

ใน www.emergency.it เผยแพร่ตัวเลขในสงครามอ่าวครั้งที่ 1 เมื่อปี 1991 อย่างน่าสนใจว่า รายจ่ายของสงครามครั้งนั้น 40 พันล้านดอลลาร์ 10 พันล้านมาจากสหรัฐ อีก 30 พันล้านมาจากคูเวตและซาอุฯ รวมทั้งประเทศอาหรับอื่นๆ

เงินที่หามา มาจากไหน เขามีคำตอบว่า ก่อนสงครามราคาน้ำมันอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พอเกิดสงครามพุ่งขึ้นไปเฉลี่ยที่ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลประโยชน์ของราคาที่เพิ่มขึ้นตกอยู่กับประเทศอาหรับ 50% และบริษัทน้ำมัน 50% บริษัทน้ำมันเกินกว่า 70% เป็นของสหรัฐ ที่เหลือคือประเทศตะวันตก ตัวเลขเงินที่ได้เพิ่มจากน้ำมันคือ 60 พันล้าน ซึ่งหมายความว่า ประเทศอาหรับได้ 30 พันล้าน และบริษัทน้ำมัน 30 พันล้าน

30 พันล้านของอาหรับเท่ากับใช้ไปกับสงครามครั้งนั้นจนหมด ส่วนของบริษัทน้ำมันหักเป็นภาษีเข้ารัฐบาลสหรัฐ 21 พันล้าน บริษัทน้ำมันได้ 9 พันล้าน

นั่นหมายความว่า รัฐบาลสหรัฐที่ควักใช้จ่ายในสงครามอ่าวครั้งแรก 10 พันล้าน ยังคงมีกำไรจากการก่อสงครามครั้งนั้นอีกถึง 11 พันล้าน (ไม่รวมบริษัทน้ำมัน) ยังมีตัวเลขเงินที่ได้หลังจากนั้น คือการค้าอาวุธอีก 49 พันล้านบาท

ใครเป็นคนจ่ายในการทำสงครามครั้งนั้น..คำตอบก็คือ 'เรา' ผู้ใช้น้ำมัน

หากไม่ต้องคิดอะไรมาก โลกมันก็ง่ายอย่างนี้ เปลี่ยน 'น้ำมัน' เป็น 'เลือด'

เราผู้ไม่อยากก่อสงคราม จึงมีวิธีมากมายที่จะต่อต้านสงคราม ตั้งแต่ประหยัดน้ำมัน (ซึ่งเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของเรา) หรือไม่ก็ออกไปที่ถนนร่วมกับคนทั้งโลก แล้วตะโกนบอกรัฐบาลอเมริกันว่า

เลิกเอาเงินของเราไปเปลี่ยนเป็นเลือดเสียที!

 

กลับหน้าแรก