ไทยยืนอยู่กับสหรัฐที่ตรงไหน ?

โลกทรรศน์ ผู้เขียน อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ หน้า 16 มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1180

มีการตีความกันมากต่อท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการทำสงครามของสหรัฐฯต่ออิรัค เช่น นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองฝ่ายค้านบอกว่า "...รัฐบาลกำลังนั่งดู (สงครามสหรัฐกับอิรัก-ขยายความโดยผู้เขียน) อยู่บนรั้ว..."

เพื่อนนักข่าวของผมบางคนซึ่งเฝ้าติดตามทำข่าวท่าทีของรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนบอกกับผมว่า เขาและนักข่าวจำนวนมาก ทั้งไทยและเทศเกือบไม่ต้องสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ภายหลังจากเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เขาบอกว่า ก่อนการสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พวกเขาเขียนข่าวกันไว้แล้วเป็นทำนองว่า "...ประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม แต่จะให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม..." ซึ่งแม้คำสัมภาษณ์จากปากรัฐมนตรีต่างประเทศจะไม่ได้ออกมาเป็นคำพูดคำต่อคำดังที่เพื่อนนักข่างของผมเล่าให้ฟัง แต่ใจความสำคัญของคำสัมภาษณ์อันเป็นจุดยืนของไทย ต่อสงครามสหรัฐและอิรัก ก็คืออันเดียวกัน กับที่นักข่าวทั้งหลายเขียนเอาไว้แล้ว

นายกรัฐมนตรีไทยได้ประกาศจุดยืนของไทยอกมาว่า ประเทศไทยคัดค้านความขัดแย้งแต่จะซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาต่างๆ นายกรัฐมนตรีชี้ให้เห็นว่า "...ความช่วยเหลือใดๆ ของไทยที่ได้ให้กับทหารสหรัฐจะอยู่ในขอบเขตของสนธิสัญญา ด้านความมั่นคงที่ทั้งสองประเทศ ได้ลงนามกันไว้เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว..." ("PM refuses to get down off the fence" The Nation 21 March 2003 p. 2 A)

นายกรัฐมนตรีขยายความว่า "...รัฐบาลมีข้อผูกพันในการให้ความช่วยเหลือต่อสหรัฐฯในแนวทางของสนธิสัญญาด้านความมั่นคง แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงคัดค้านการทำสงครามต่ออิรัก..."

มาถึงตรงนี้ ท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อสงครามสหรัฐกับอิรักว่าจะออกมาจากปากนายกรัฐมนตรี หรือข้อท้วงติงจากฝ่ายค้านเป็นอันเดียวกับที่เหยี่ยวข่าวเขียนติดข้างฝาเอาไว้ล่วงหน้าไม่มีผิด

หรือเรากำลังอยู่ในประวัติศาสตร์การทูตที่ซ้ำซากจนพอเดาได้

 

 

วาทกรรม "นั่งอยู่บนรั้ว"

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่จุดยืนต่อสงครามสหรัฐ-อิรักของรัฐบาลไทยปัจจุบันจะมีลักษณะสองด้าน ที่ดูเหมือนขัดแย้งกันเองนั่นคือ ด้านหนึ่งไม่ชัดเจนและขมุกขมัวคือ "อ่อนลู่ลม" หรือ "นั่งอยู่บนรั้ว" หรืออีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยมักจะประกาศจุดยืนเข้าข้างประเทศมหาอำนาจที่เข้มแข็งและมีแนวโน้มว่า จะเอาชนะได้แม้ว่าจะในระยะแรกก็ตาม กล่าวคือ เอาเข้าจริงๆ รัฐบาลไทยมีนโยบาย "อิงอยู่กับมหาอำนาจ (สหรัฐ)" อย่างชัดเจนไปพร้อมๆ กับการประกาศต่อต้านสงคราม

ถ้าย้อนกลับไปดู ฝ่ายค้านในปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศหลายอย่างในสมัยนั้น ช่างเข้ากันได้ดีกับสิ่งที่เป็นอุดมการณ์หลัก ทางด้านนโยบายของประเทศมหาอำนาจตะวันตกคือ สหรัฐอเมริกาที่ส่งผ่านและโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ ในโลกปฏิบัติตาม อันได้แก่ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ

ถ้าเราเรียกว่า 3 อุดมการณ์หลักของสหรัฐนั้นว่าคือ "ฉันทานุมัติแห่งวอชิงตัน" (Washington Concensus) ฝ่ายค้านปัจจุบันเป็นสมาชิกผู้แนบแน่นกับอุดมการณ์ฉันทานุมัติแห่งวอชิงตันมากกว่าผู้นำรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีทั้งพวกหัวดื้อ และคิดถึงประโยชน์เฉพาะกลุ่มอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าผลประโยชน์นั้นจะปนเปกัน ระหว่างผลประโยชน์ของประเทศ พรรคหรือพวกพ้อง

ถ้าย้อนกลับไปดูดีๆ การดำเนินนโยบายล็อบบี้ให้ผู้นำทางนโยบายของไทย และชาติสมาชิกอาเซียน ร่วมวงไพบูลย์ต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งในการประชุมเอเปค และการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศบรูไน โดยผลสุดท้ายคือ การลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการก่อการร้ายสากล (Joint Declaration against International Terriorism) และการประกาศกำหนดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นบริเวณ "ด่านหน้าที่ 2" ของการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐโดยการเดินทางทัวร์ระยะสั้นๆ ของ พลเอกคอลิน เพาเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ

ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือจะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ใครจะรีบลงนามในปฏิญญาฉบับนั้นหรือใครจะรีบรับโทรศัพท์สายตรงจากทำเนียบขาวก่อนกัน

วัฒนธรรมการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวกับความขัดแย้งใหญ่ๆ ของโลกและท่าทีสุภาพเรียบร้อยต่อสหรัฐอเมริกาของผู้นำทางนโยบายของไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านทุกๆ คนล้วนแต่ "นั่งอยู่บนรั้ว" ทั้งสิ้นไม่มียกเว้น

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เราจะนั่งอยู่บนรั้วได้นานแค่ไหน เมื่อโลกขณะนี้เป็นโลกที่ก้าวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่แต่เป็นโลกใหม่ที่ไร้ระเบียบ (New World Disorder)

 

 

ไทยกับโลกใหม่ที่ไร้ระเบียบ

หลังสิ้นสุดสงครามเย็น (Post-Cold War) โลกเป็นโลกใหม่ที่ไร้ระเบียบอยู่แล้วกล่าวคือ โลกหลังสงครามเย็นแทนที่จะเป็นโลกที่ไร้พรมแดนโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจที่เงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารและแรงงานไหลเวียนอย่างไม่มีพรมแดนใดๆ กีดกั้นขัดขวางอีกทั้งยังมีการไหลเวียนอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ในที่สุด โลกที่ไร้พรมแดนทางเศรษฐกิจนี้จะนำมาซึ่งความเจริญมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองและการแยกตัวออกเป็นชาติใหม่ๆ ที่เกิดความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมกลับเป็นแนวโน้มใหญ่ที่นำพาโลกไปสู่โลกใหม่ที่ไร้ระเบียบอย่างสิ้นเชิง

ความขัดแย้งทางการเมืองโดยลงท้ายที่การต่อสู้เพื่อการแยกตัวเป็นอิสระของรัฐเล็กๆ ของสหภาพโซเวียตเดิม เช่น ชาวเชชเนีย สงครามกลางเมืองในยุโรปตะวันออก ความขัดแย้งทางเชื้อชาติและความพยายามแยกตัวเป็นอิสระของกลุ่มชาวเคิร์ดในอิรัก การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวติมอร์และอาเจะห์ในอินโดนีเซียและที่อื่นๆ อีกมากมายในโลก ในทางตรงกันข้ามคือ แรงต่อต้าน การเข่นฆ่า การล่าสังหารอย่างป่าเถื่อนโดยทหาร และตำรวจที่เคยเป็นกลไกของรัฐแบบเดิม ซึ่งหันมาเป็นมือปืนรับจ้างหาลำไพ่เลี้ยงชีพ ยามเมื่อรัฐและเศรษฐกิจมืดของรัฐแบบเดิมไม่ทำงาน หรือบางทีก็เป็นเพียงความหมั่นไส้ไม่ชอบหน้า เพราะเป็นคนเชื้อชาติต่ำทราม ล้วนเป็นทิศทางกระแสหลักของโลกใหม่ที่ไร้ระเบียบ

เมื่อมองไปที่สงครามสหรัฐกับอิรัก ความสำคัญของสงครามนั้น ได้เปลี่ยนไปจากการบุกและโจมตีที่เต็มไปด้วยเทคนิควิธีสมัยใหม่ล้ำยุค และการเอาชนะต่ออิรักโดยง่ายโดยสิ้นเชิง คำถามใหญ่ที่สุดคือ โลกหลังสงครามสหรัฐ-อิรักคืออะไร ?

คำถามนี้อาจจะใหญ่เกินไปและผมไม่มีความสามารถจะตอบได้ แต่ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์คนหนึ่ง ผมกำลังคิดว่า โลกหลังสงครามสหรัฐ-อิรักจะเป็นจุดเริ่มต้นของความไร้ระเบียบทางด้านการทำสงครามทำลายล้างด้วยอาวุธมหาประลัย เหนืออธิปไตยทางดินแดน โดยไม่มีสถาบันนานาชาติและความเหนี่ยวรั้งทางศีลธรรมใดๆ มาเหนี่ยวรั้งได้

จุดเริ่มต้นนี้ทำให้โลกได้แบ่งเป็นเพียงสองฝ่ายระหว่าง ฝ่ายต่อต้านสหรัฐกับฝ่ายที่เห็นอกเห็นใจสหรัฐ

ไทยได้ยืนอยู่บนแกนอำนาจที่อ่อนแอที่สุดแล้ว

 

กลับหน้าแรก