|
คำว่า "เศรษฐกิจใหม่"
ที่แท้จริง
บทความ โดย ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 27 มีนาคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3465 (2665) เศรษฐกิจใหม่ออกจะเป็นคำฮิตที่กล่าวกันมากในขณะนี้ที่ต้องออกมาเขียนกันก็เพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง เศรษฐกิจใหม่นั้น เรียกกันให้ถูกตามผู้นำความคิดมาเผยแพร่คือสหประชาชาติ มีหลักฐานยืนยันในวารสารยูเนสโก คูริเย ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2541 หรือ ค.ศ.1998 ซึ่งนำแนวความคิดมาจาก Now Ruler for the new economy โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ใหม่เรียกตัวเองว่า Wired economy นำทีมโดยเควิน เคสสี่ ลงเผยแพร่ในนิตยสาร WIRED ออกเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน ค.ศ.1997 เศรษฐกิจใหม่เรียกกันให้ถูกต้องต้องเรียกว่า "เศรษฐกิจไร้น้ำหนัก" หรือที่เรียกกันให้ง่ายขึ้นคือ เศรษฐกิจที่จับต้องไม่ได้หรือเศรษฐกิจทางภูมิปัญญาหรือเศรษฐกิจที่ไร้วัตถุ คำว่าใหม่ของเศรษฐกิจจึงอยู่ตรงที่ความคิด รูปลักษณ์ และภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้จะมีความสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้เป็นเครื่องจักรหรือวัตถุดิบเสียอีก การควบคุมพลังงาน การควบคุมกระบวนการผลิตทำให้เกิดเศรษฐกิจในเชิงอุตสาหกรรมขึ้นมาได้อย่างไรในทำนองเดียวกัน ความสามารถในการควบคุมข้อมูลนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญในประเภทลักษณะคือ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จะสร้างอุตสาหกรรมทางทรัพย์สินปัญญา ได้แก่ 1.1 การขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา 1.2 การโฆษณา 2. การบริการทางด้านการเงินรวมทั้ง การบริการทางด้านฐานข้อมูลและการนันทนาการ 3. อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบของเศรษฐกิจใหม่จึงประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญคือ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร รวมทั้งอินเทอร์เน็ต (อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ตควรรวมเข้าไว้ด้วย) 2. ทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ได้หมายความแค่เพียงสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ดังที่ชอบกล่าวถึงกัน ณ ขณะนี้ แต่ควรจะหมายถึงสิ่งที่เรียกว่าสินทรัพย์หรือมีค่าเท่ากับสินทรัพย์หรือสำคัญได้ดั่งทรัพย์สินทั้งในทางบัญชีและทางการเงิน เช่น ยี่ห้อ หรือตราสินค้า หรือเครื่องหมายทางการค้า การโฆษณาการบริการการเงิน การให้คำปรึกษา การแลกเปลี่ยนทางการเงิน การบริการทางด้านสุขภาพ ความรู้ทางการแพทย์ และการศึกษา 3. ห้องสรุปอิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลรวมทั้งสื่อใหม่ๆ วีดิทัศน์เพื่อความบันเทิง และการถ่ายทอดสัญญาณ 4. เทคโนโลยีชีวภาพ ห้องสมุด และฐานข้อมูลแบบดั้งเดิมและความรู้ทางเภสัชกรรม จาก 4 ลักษณะดังกล่าวนี้ขอให้ทำความเข้าใจกันใหม่ว่าซอฟต์แวร์ทางคอมพิวเตอร์ หรือเครือข่ายต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เป็นจุดสำเร็จหรือตัวกำหนดเศรษฐกิจใหม่ดังที่กล่าวกันแต่เป็นส่วหนึ่งของเศรษฐกิจใหม่ โดยซอฟต์แวร์ทางคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายต่างๆ ของคอมพิวเตอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเริ่มใช้เศรษฐกิจใหม่ เพื่อนำมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจเดิม ภาคอุตสาหกรรมควบคู่กันไป ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจยุคใหม่ ต้องใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่ เพื่อผสมผสานความคิดทางผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ให้เกิดความเหมาะสมลงตัว กับผลิตภัณฑ์ทางภูมิปัญญา โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเป็นสื่อในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ แล้วไม่เพียงแต่ธุรกิจเอง ผุ้ที่ประกอบวิชาชีพเกี่ยวข้องกับการสื่อสารและเทคโนโลยีทั้งหลาย แม้แต่ประชาชนทั้งหลาย ก็ต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่หรือราวกับ "ปฏิวัติชีวิต" กระนั้น จากที่กล่าวข้างต้นมาทั้งหมดสามารถนำเกณพ์การประเมินของแดนนี่ ที ควาห์แห่งคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยลอนดอนกล่าวไว้ว่า การประเมินความสำคัญของเศรษฐกิจใหม่นี้กระทำได้ 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับบริษัท และระดับประเทศ ในระดับบุคคลนั้น พบจากปี ค.ศ.1977 เป็นต้นมาสร้างความร่ำรวยให้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจซอฟต์แวร์มามากมายย้ายความร่ำรวยจากการทำธุรกิจที่จับต้องได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ เหล็ก และอาหาร ฯลฯ มีหลักฐานเด่นชัดในปี ค.ศ.1998 มีเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจซอฟต์แวร์และจากนั้นเป็นต้นมา ในระดับบริษัทก็ยังพบว่า แม้จะมีการแกว่งตัวของตลาดหุ้นแต่บริษัทอยางไมโครซอฟท์ บริษัทอินเทล คอมแพ็ค เดลล์ และชิสโก้ ต่างมีมูลค่าทางตลาดรวมกันถึงหนึ่งหมื่นสองพันล้านเหรียญสหรัฐอย่างเดิมเมื่อปี ค.ศ.1987 พอถึงปี ค.ศ.1997 ก็เพิ่มเป็นหกแสนล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นถึงห้าสิบเท่าภายในเวลาไม่ถึงสิบปี หรือคิดเป็นอัตราการเจริญเติบโต ถึงร้อยละยี่สิบห้าต่อปี และทำท่าต่อเนื่องระยะยาว จนเป็นเรื่องน่าทึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ สำหรับในระดับประเทศนั้นในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศจากผลิตภัณฑ์รวมในประเทศหรือที่เรียกว่า GDP เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.1985 เดิมที่มีเพียงร้อยละ 4.9 มาเป็นร้อยละ 8.2 ในปี ค.ศ.1997 และถ้าพิจารณาทางด้านราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มถูกลงประมาณร้อยละ 30 ต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกว่า ราคาของการสื่อสารต่างๆ ในช่วงแปดถึงเก้าปีที่ผ่านมานี้ลดลงถึงครึ่งหนึ่งคือราวร้อยละ 8 ต่อปี อีกทั้งราคาของแผ่นดิสก์ก็เริ่มถูกลงมาเรื่อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 แต่เดิมความจุมากขึ้นถึงร้อยละ 60 ต่อปี จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ทำให้มูลค่าการผลิตจริงของประเทศเศรษฐกิจ ชั้นนำเพิ่มขึ้นอย่างมาก
|
| กลับหน้าแรก |