|
การพัฒนาประเทศไทย
ยุค แผนฯ 9 กลายเป็น
เศษกระดาษ
มติชนรายวัน วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2546 โดย ประโชติ ศิริวัฒน์ นักศึกษาปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ นครศรีธรรมราช จากระยะเวลา 2 ปี ที่ได้เฝ้าติดตามการบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำให้เราพอมองเห็นแนวคิดและทิศทางในการพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยดูได้จากนโยบายต่างๆ ที่นำมาปฏิบัติใช้แล้ว และนโยบายอีกบางประการที่เริ่มประกาศออกมา ไม่ว่าบางฝ่ายจะเรียกกันว่า เป็นนโยบายประชานิยมหรือนโยบายเศรษฐกิจรากหญ้าหรือทุนนิยมเสรีก็ตามแต่ แต่ดูเหมือนว่าเนื้อหาหลักของนโยบายนั้นยังคงหนีไม่พ้นไปจากทิศทางการเจริญเติบโต (ECONOMIC GROWTH) เป็นด้านหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการเติบโตจากส่วนบนเช่น เติบโตจากภาคอุตสาหกรรม การส่งออก จากภาคบริการ หรือ การลงทุนจากภายนอก หรือการสร้างการเติบโตจากภายในตามแนวคิดแบบ เคนเซี่ยน เช่น การใช้จ่ายจากภาครัฐหรือกระตุ้นการเติบโตจากภาครัฐ ในรูปของกองทุนหมู่บ้าน กว่า ปีละ 70,000 ล้านบาท กองทุนประกันสุขภาพและสินเชื่อชุมชน สินเชื่อผู้มีรายได้ต่ำ ซึ่งรัฐบาลใช้มาตรการผ่านธนาคารของรัฐ รวมถึงมาตรการทางภาษีอื่นๆ รวมทั้งสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการโดยหวังว่าจะเป็นไม้เด็ดที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่ในเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 5% ในปี 46 นั่นคือการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยหวังว่าเมื่อผู้ถือครองสินทรัพย์นำไปเปลี่ยนเป็นทุนก็นำไปสู่การลงทุนสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ และหวังต่อไปว่าจะเกิดการกระจายรายได้ไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างเป็นธรรม ทิศทางเหล่านี้ความจริงไม่ได้มีอะไรใหม่เพราะประเทศที่ร่ำรวยของโลกได้ใช้วิธีนี้กับประเทศยากจนมาแล้วเกือบทั่วโลก ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาและปรากฏว่าล้มเหลว จนกระทั่งธนาคารโลกมีการทบทวนแนวทางใหม่ๆ ในการช่วยเหลือพัฒนาประเทศด้อยพัฒนาในช่วงหลัง แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเมื่อพบว่า ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งด้อยพัฒนา หรือแม้แต่ประเทศ ต้นแบบอย่างอเมริกาเอง จะพบว่า ความด้อยพัฒนายังปรากฏอยู่อย่างมากท่ามกลางการพัฒนา แต่สำหรับประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ดูเหมือนว่า นโยบายที่ดำเนินอยู่นี้นั้นกลับกลายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน 40 ปีที่ผ่านมาสำนักงานสหประชาชาติของภูมิภาคเอเชีย(ESCAP) มีรายงานว่าถึงแม้ว่าผลจากการพัฒนาทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีตัวเลขที่สูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ แต่ปรากฏว่า มีคนที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 170 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนจนที่อยู่ในประเทศไทย ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกตัวเลขในปี 2543 คือ 10 ล้านคน ที่มีรายได้เพียง 892 บาท/คน/เดือน หรือปีละ 10,704 บาท เท่านั้น แต่ในทางตัวเลขที่เป็นจริงของคนจนในประเทศไทยตามคำนิยามของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล ผอ.ศูนย์วิจัย ด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นว่า คนจนในประเทศไทยโดยวัดจากที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉลี่ยของคนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท/คน/เดือน มีอยู่ประมาณ 42 ล้านคน หรือสูงกว่า 70% ของคนไทยทั้งประเทศ นี่คือผลจากการพัฒนาประเทศไทยตามแนวทางการเจริญเติบโตของธนาคารโลกในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา นอกจากตัวเลขที่เป็นตัวชี้วัดดังกล่าวแล้วยังพบว่า เราได้สูญเสียทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนทางสังคมอย่างมากมายมหาศาลจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา โดยทั่วไปแนวคิดในการพัฒนาในโลกนี้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเรียกว่ากลุ่มเน้น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาก่อนกลุ่มที่ 2 จะเน้นให้ความสำคัญ กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ กลุ่มที่ 3 เน้นแนวทางพึ่งตนเอง ซึ่งในแต่ละแนว จะมีนโยบายผสมผสาน ความเข้มข้นของแต่ละแนวแตกต่างกัน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน เมื่อโลกเสรีนิยมได้กลายเป็นกระแสหลัก เพียงหนึ่งเดียว ก็ได้เกิดการผสมประสานแนวคิดในการพัฒนาทั้ง 3 แนวเข้าด้วยกันเป็นด้านหลัก ด้านรองในระบบเดียวกันของประเทศต่างๆ แม้แต่ประเทศจีน ซึ่งเคยเป็นการพัฒนาแนวด้านตะวันตกหรือพึ่งตนเองแต่ ปัจจุบันก็ต้องหันมาใช้ประโยชน์ จากการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาประเทศนอกจากแนวทางหลักทั้งสามแนวดังกล่าวแล้ว ไม่มีแนวทางใดที่ปลอดไปจากค่านิยมในการชี้นำการพัฒนา(THE VALUE GUIDING) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ ค่านิยมในด้านเทคโนโลยี และค่านิยมในทางอุดมการณ์ ค่านิยมด้านเทคโนโลยี จะมีอิทธิพลชี้นำทิศทางการพัฒนาสู่ความทันสมัย(MODERNIZATION) ซึ่งมีรากมาจากประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกที่ถูกถ่ายทอดมายังประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย และประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ โดยมีเนื้อหาค่านิยมเทคโนโลยี 3 ประการคือ การใช้แนวทางที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นพวกที่ถือว่าประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดจะวัดผลงานออกมาเป็นตัวเลข ให้ความสำคัญน้อยกับคุณภาพชีวิต และเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมนุษย์สามารถเอาชนะได้ เมื่อค่านิยมเทคโนโลยีได้ถูกถ่ายทอดโดยการดำเนินการของบริษัทข้ามชาติและองค์กรเหนือรัฐ เช่น ธนาคารโลกและ IMF ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งในค่านิยมดั้งเดิม และเป็นสาเหตุให้เกิดการพึ่งพิงอย่างไม่สิ้นสุดควบคู่ไปกับการด้อยพัฒนา หรืออาจกล่าวว่ามีความทันสมัยแต่ไม่พัฒนา อีกด้านหนึ่งคือ ค่านิยมด้านอุดมการณ์ ซึ่งมีการเน้นในแนวทางการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง ค่านิยมนี้จะมีการชี้นำสังคมโดยชี้ให้เห็นถึงค่านิยมการพัฒนากับเป้าหมายที่เป็นแรงบันดาลใจอันสูงส่ง เพื่อไปถึงเป้าหมายของการพัฒนา ค่านิยมในทางอุดมการณ์มี 3 ประเภทคือ อำนาจเป็นของปวงชนหรือการยึดประชาชนเป็นหลัก จะแสดงออกโดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการมีส่วนร่วมของประชาชน จริยธรรมการรับใช้ประชาชนเป็นหลักจะแสดงออกโดยเปลี่ยนจิตสำนึกจากเพื่อตัวเองเป็นไปเพื่อสังคมคนส่วนใหญ่ และค่านิยมการพึ่งตนเองและเอกราชในการพัฒนา จะเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศอย่างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมกับภาคการเกษตรกรรม ยืนบนขาของตัวเองและมีการเน้นเป็นพิเศษในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย ค่านิยมชี้นำการพัฒนาที่กล่าวมามีอิทธิพลอย่างมากต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนา และเราสามารถเห็นได้ว่าการพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาและในยุคของรัฐบาลปัจจุบันยังคงใช้ค่านิยมในด้านเทคโนโลยี เพื่อไปสู่ความทันสมัยเป็นด้านหลักอย่างมาก ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าจะพัฒนาประเทศเพื่อไปสู่ทิศทางการพึ่งตนเองและยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติเรายังไม่พบ นโยบายของรัฐบาลที่ชี้ว่าได้เริ่มต้นการพัฒนาประเทศเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในแนวพึ่งตนเอง หรือแม้กระทั่งในแนวที่หันมากระจายรายได้อย่างเป็นธรรม หากแต่พบว่ายังคงเดินทางอย่างไหลหลงในทิศทางแบบ ความเจริญเติบโตเสรีเพียงด้านเดียวเท่านั้น ปัญหาของการพัฒนาในทางทฤษฎี นอกจากเกิดจากแนวคิดที่คับแคบอยู่เพียงความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ยึดค่านิยมการพัฒนาแบบตะวันตกและถูกใช้เป็นสินค้าออกของประเทศตะวันตกแล้ว ยังได้เกิดจากความล้มเหลวใน 4 เรื่องใหญ่ๆ คือ การกระจายอำนาจ และการกระจายทรัพยากรมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก, ไม่ให้ความสำคัญ กับการส่งเสริมให้มีการใช้แรงงานอย่างกว้างขวาง การว่างงาน จึงเป็นผลควบคู่กับ การพัฒนาในปัจจุบัน,เกิดความล้มเหลวในการพึ่งตนเอง เพราะยิ่งพัฒนา ก็ยิ่งต้องพึ่งพาประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแนวทางที่ใช้อยู่ไม่เคยคำนึงถึงความสูญเสียทางจิตวิญญาณและจิตใจของผู้คนในสังคม หากกล่าวเป็นรูปธรรมพบว่า นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน จะก่อให้เกิดการสร้างหนี้แก่คนไทย จะเกิดการล้างผลาญทรัพยากรของชาติอย่างยิ่ง และนอกจากจะเกิดคนจนชนิดใหม่ขึ้นในสังคมไทยแล้วยังเป็นการเริ่มต้นไปสู่การผูกขาดที่ดิน โดยนายทุนยุคจอมโจมอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย การประกันสุขภาพของคนไทยตามแบบที่รัฐบาลใช้อยู่นั้น ได้สร้างความไม่เป็นธรรมในการได้รับสวัสดิการจากรัฐเพราะคนรวยได้ใช้โอกาสนี้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลฟรี แทนที่จะเป็นสิทธิของคนจนผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน ที่รัฐใช้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน เป็นการใช้เงินอย่างขาดประสิทธิภาพ ไม่ตรงตามความต้องการ ของประชาชน เช่นบางหมู่บ้านไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนดังกล่าวก็ถูกบังคับให้ต้องกู้มาใช้ เพราะรัฐบาลต้องการตัวเลขสถิติไปอธิบาย ตามค่านิยม แบบเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการปราบปรามยาเสพติดอย่างรุนแรงในปัจจุบันที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหม่(IMPACTS) ก็เพราะผู้บริหารของเราต้องการวัดผลด้วยตัวเลขสถิติ ตามค่านิยมการพัฒนาแบบเทคโนโลยีโดยไม่สนใจเรื่องความเป็นมนุษย์และคุณค่าของความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เหล่านี้คือวิกฤตการของการพัฒนาของประเทศที่ผ่านมาและยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะผู้นำประเทศยังไม่เข้าใจความสำคัญของความเป็นสหวิทยาการของการพัฒนาประเทศ และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ผู้นำของเรายังสำคัญผิดคิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะบันดาลให้คนไทยหายจนได้เพียงในเวลาชั่วพริบตา ดุจดังเทวดา จุดมุ่งหมายหลักของการพัฒนาประเทศ ซึ่งก็คือการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนั้นเป็นเรื่องยากที่จะทำนายว่าเมื่อไหร่สังคมของเราจะเป็นอย่างไร เพราะการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งของสรรพสิ่ง แต่ก็สามารถอาศัยประสบการณ์ในอดีตและปัจจุบันคาดการณ์ได้ว่า เราจะต้องพัฒนาประเทศไปสู่ภาวะที่พึงปรารถนาที่มีลักษณะในหลายๆ ด้านคือ มีความสามารถสูงในการระดมทรัพยากรเศรษฐกิจสังคมอย่างกว้างขวางเพื่อการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ มีประสิทธิภาพในการจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ มีพลังในการกระตุ้นให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีหลักประกันที่ก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างเต็มที่ และมีเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจมหภาค มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและแก้ไขวิกฤตทางนิเวศ,มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจทุกระดับ, มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับคนส่วนใหญ่,มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และมีการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยระบบสวัสดิการสังคมแบบรอบด้าน เหล่านี้คือสภาวะที่พึงปรารถนาจากการพัฒนา แนวทางหรือเป้าหมายอันพึงปรารถนาที่กล่าวมานี้ปัจจุบันได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย และต่างก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่นแนวทางพึ่งตนเองแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แนวทางสายกลาง แม้กระทั่งแนวพุทธ หรือแนวเศรษฐกิจใหม่แม้กระทั่งนักวิชาการและปัญญาชนไทยยังได้ให้ความสำคัญกับแนวทางเหล่านี้อย่างมาก จึงได้บรรจุเป็นเนื้อหาหลักของการแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ซึ่งในแผนดังกล่าวได้มีทิศทาง ที่ครอบคลุมในประเด็นที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่วางไว้ว่า จะต้องปรับการบริหารจัดการภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส,กระจายอำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่น, ปราบปรามคอร์รัปชั่น,สร้างกลไกตรวจสอบ และถ่วงดุลในทุกภาคส่วนของสังคม, สร้างธรรมรัฐในภาคเอกชน,สร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ,สร้างงานให้มีการจ้างงาน,สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม, ปราบปรามยาเสพติด และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน,สร้างบทบาทของสถาบันพื้นฐานในสังคม เพียงแค่ 2 ยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาเราก็จะเห็นชัดๆ ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ดังกล่าวเท่าที่ควร และยังละเลยไม่นำมาปฏิบัติเสียด้วยซ้ำในบางเรื่องเช่น การกระจายอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรต่างๆ ในสังคม เป็นต้น หรือแม้แต่ในยุทธศาสตร์ ด้านการบริหารโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดสมดุลและยั่งยืน โดยวางไว้ว่าต้องดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจและช่วยกระจายความเจริญ และสร้างความเป็นธรรม สร้างนโยบายการคลังเพื่อความมั่นคงและกระจายความเจริญออกสู่ภูมิภาค เราก็จะพบว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังดำเนินนโยบายก็คือ พยายามทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเกินไป ซึ่งไม่ควรเกิน ร้อยละ 5 แต่รัฐบาลนี้ประกาศว่าจะต้องโตกว่า ร้อยละ 6 ซึ่งจะทำให้ขาดเสถียรภาพอย่างมากเช่น ออกนโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุนซึ่งก็คือการสร้างเศรษฐกิจฟองสบู่ลูกใหม่ขึ้นมานั่นเอง ถือว่าเป็นการเดินออกนอกทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 เช่นกัน เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยได้ร่วมกันสร้างทิศทางการพัฒนาประเทศขึ้นมาค่อนข้างสมบูรณ์อันเป็นความหวัง และความเห็นชอบร่วมกันของคนทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นประชานิยมของจริง ของคนไทยส่วนใหญ่ขึ้นมาแล้วภายใต้ชื่อว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 แต่แผนพัฒนาประเทศดังกล่าวกลับไม่ได้รับความสนใจ เหมือนเป็นการตอกย้ำให้คนไทยตระหนักว่าพวกคุณนั่นหรือจะมีภูมิปัญญาเทียบเท่า... เทวดา หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |