|
วิพากษ์การแทรกแซงน้ำมันในภาวะสงคราม
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2546 แม้จะมีเสียงคัดค้านจากรอบด้าน ทั้งจากนักวิชาการ พรรคฝ่ายค้าน และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงผลเสียระยะยาวของมาตรการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาล แต่ผู้มีอำนาจก็ไม่รับฟัง นายกรัฐมนตรีประกาศกร้าวว่า จะดำเนินการแทรกแซงราคาน้ำมันต่อไปจนถึงที่สุด รัฐบาลอ้างเหตุผลที่ฟังดูผิวเผินแล้วมีน้ำหนัก ซึ่งก็คือ หากปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นสูงตามกลไกตลาด ราคาสินค้าอื่นจะขึ้นตามไปด้วย แต่ภายหลังราคาน้ำมันลดลงสู่ภาวะปกติ ราคาสินค้าอื่นจะไม่ยอมลดกลับลงมา ทว่า ข้ออ้างดังกล่าวมีเหตุผลสนับสนุนน้อยมากในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ข้อเท็จจริงคือ การขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีผลที่ไม่สม่ำเสมอต่อส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ ภาคการผลิตที่ถูกกระทบโดยตรงและอย่างหนักนั้นมีไม่มาก เช่น ส่งออก ขนส่ง และประมง ในขณะที่ค่าขนส่งมีสัดส่วนไม่สูงมากในต้นทุนการผลิตสินค้าส่วนใหญ่ภายในประเทศ แม้แต่ค่าไฟฟ้าก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันน้อยมาก เพราะการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย อาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นสัดส่วนไม่มากนัก การขึ้นราคาน้ำมันที่ไม่ถึงขั้นวิกฤติ จึงไม่มีผลที่รุนแรงต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ ข้อนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยมากมายหลายชิ้น รวมทั้งผลการศึกษาของ สศช.เอง ด้วยเหตุนี้ สศช.จึงประเมินว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีผลให้อัตราเงินเฟ้อปีนี้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 คือจากร้อยละ 1.5 เป็นร้อยละ 1.6 เท่านั้น อัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 1.6 ดังกล่าว นับว่าต่ำมากสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังขยายตัวร้อยละ 4-5 ในปีนี้ การแทรกแซงราคาน้ำมันโดยอ้างผลกระทบต่อราคาสินค้าอื่นจึงฟังไม่ขึ้น จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการแทรกแซงราคาน้ำมัน จึงยังคงเป็นการหาเสียงทางการเมือง โดยเอาเงินภาษีอากรของประชาชนมาใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงผลเสียระยะยาวอีกตามเคย ประโยชน์จากการแทรกแซงราคาน้ำมันในระยะสั้นนั้น จำกัดอยู่เพียงผู้ใช้รถยนต์นั่ง รถกระบะส่วนบุคคล และจักรยานยนต์ทั้งหลาย และภาคเศรษฐกิจบางส่วน เช่น ขนส่งและประมง แต่ผลเสียนั้นกระจายไปทั่วทั้งระบบและส่งผลสะเทือนยาวนาน รัฐบาลยอมรับว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียง 60 วันเท่านั้น ฉะนั้น หากสงครามยืดเยื้อบานปลายออกไปกลายเป็นวิกฤติน้ำมันโลก ประเทศไทยก็อาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนถึงขั้นปันส่วนน้ำมันได้ รัฐบาลอ้างว่า เพื่อชะลอภาวะขาดแคลนน้ำมันที่อาจมาถึง รัฐบาลได้มีมาตรการเสริมคือ การรณรงค์ทางสื่อต่างๆ ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำมัน แต่ประเด็นนี้กลับสร้างความขบขันอย่างมากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ เพราะความจริงแล้ว มาตรการแทรกแซงราคาของรัฐบาลกลับส่งสัญญาณในทางตรงข้าม คือเท่ากับประกาศว่า "น้ำมันยังมีเหลือเฟือ จงใช้กันอย่างสนุกมือต่อไป" ซึ่งขัดแย้งกับการรณรงค์ให้ประหยัดน้ำมันโดยสิ้นเชิง หากไม่มีการแทรกแซงของรัฐบาล ราคาน้ำมันภายในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก และภาวะสำรองน้ำมันที่แท้จริงของไทย เป็นการส่งสัญญาณให้ประชาชนลดปริมาณการใช้น้ำมันลง นัยหนึ่ง ราคาคือสัญญาณที่ดีที่สุดในการกระตุ้นให้เกิดการประหยัดการใช้น้ำมัน และยืดอายุปริมาณน้ำมันสำรองออกไป แต่การแทรกแซงของรัฐบาล ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง และเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดๆ ว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันเหลือเฟือ และประชาชนยังสามารถใช้น้ำมันกันอย่างไม่อั้นในราคาต่ำต่อไปได้ ผลก็คือ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีการใช้น้ำมันเกินตัว และหากเกิดวิกฤติน้ำมันโลกขึ้น ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศก็จะร่อยหรอลงรวดเร็วยิ่งขึ้น การแทรกแซงราคาน้ำมันที่ผ่านไปได้เดือนเศษนั้น ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดดุลไปแล้วกว่า 3 พันล้านบาท เฉลี่ยแล้ว ขาดดุลวันละ 100 ล้านบาท รัฐบาลยอมรับว่า อาจต้องขาดดุลถึง 8 พันล้านบาท หรือกว่านั้นในระยะเวลา 2-3 เดือนแรก ปัญหาสำคัญคือ ยิ่งราคาน้ำมันสูงกว่าราคาแทรกแซงนานเท่าใด กองทุนก็ยิ่งขาดดุลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกลดกลับลงมา ราคาน้ำมันในประเทศไทยจะต้องถูกตรึงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนานมากยิ่งขึ้น เพื่อดึงเงินมาชดเชยภาวะขาดดุลให้หมดเสียก่อน เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ต่างได้ประโยชน์ แต่ประเทศไทยจะยังคงต้องใช้น้ำมันราคาแพงไปอีกนาน ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ทั้งหลายตลอดจนภาคอุตสาหกรรมไทย ต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งสูงกว่าความเป็นจริง แม้ว่าภาคส่งออกของไทยจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกกว่าประเทศคู่แข่งในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกแพง แต่การส่งออกก็มิได้เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะสงคราม แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกลดต่ำลง การส่งออกของประเทศอื่นๆ จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าจากการฟื้นตัวของการค้าโลก ในขณะที่ภาคส่งออกไทยกลับต้องแบกรับต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงกว่าต่อไปอีกนาน ผลก็คือ การส่งออกไทยจะไม่สามารถขยายตัวในอัตราสูงเท่าที่ควร ซึ่งจะมีผลไปชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2546 อีกทอดหนึ่ง ความหวาดระแวงของรัฐบาลที่มีต่อกลไกราคานั้น พอจะเข้าใจได้ ในเมื่อกลุ่มผู้นำในรัฐบาลล้วนเคยเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ทำมาหากินกับสัมปทาน ดูดเอากำไรส่วนเกินจนร่ำรวยมหาศาลจากการบิดเบือนราคาตลาดด้วยอำนาจผูกขาดของตน การทำงานของรัฐบาลนี้ จึงเป็นสไตล์ของผู้บริหารที่ใช้วิธีการชี้นิ้วออกคำสั่งบงการ และควบคุมการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง ตลอดจนใช้ทุกวิถีทางในการแทรกแซงตลาดและบิดเบือนราคาเพื่อให้บรรลุเป้าระยะสั้น โดยไม่สนใจผลกระทบวงกว้างระยะยาว พวกเขาเข้าใจผิดมหันต์ว่า สามารถใช้วิธีการบริหารบริษัทแบบเบ็ดเสร็จ มาบริหารเศรษฐกิจไทยอันซับซ้อนในภาวะการแข่งขันระหว่างประเทศยุคโลกาภิวัตน์ได้
|
| กลับหน้าแรก |