|
การขยายตัวของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ
(1)
มองมุมใหม่ : ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2546 ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ได้แสดงปาฐกถาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปีของศาสตราจารย์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2531 เวลานั้นไม่มีผู้ที่สนใจเศรษฐศาสตร์แนวพุทธมากนัก ไม่มีกระแสตื่นตัวมากนัก จำความได้ว่า ผมสนใจศึกษาปรัชญาพุทธศาสนาสมัยเรียนมัธยมต้น แต่ไม่เคยรู้จักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ จนกระทั่งไปเจอหนังสือ Small is Beautiful ของ ศาสตราจารย์อี เอฟ ชูมาเกอร์ ในร้านหนังสือในแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ตอนที่เรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่ Fordham University อี เอฟ ชูมาเกอร์ เขียน Buddhist Economics ไว้ในตอนหนึ่งในหนังสือของเขา การบรรยายธรรมะของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เรื่อง เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ได้วิเคราะห์เศรษฐศาสตร์แบบตะวันตก หรือท่านเจ้าคุณเรียกว่า เศรษฐศาสตร์แห่งยุคอุตสาหกรรม ว่าแยกตัวอย่างโดดเดี่ยวออกจากสาขาวิชาอื่น ไม่เป็นอิสระจากจริยธรรมแต่ไม่ใส่ใจจริยธรรม ขาดความชัดเจนเกี่ยวกับความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ และได้อธิบายว่า เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธนั้น เป็นเศรษฐศาสตร์มัชฌิมาที่เน้นคุณภาพชีวิต ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นอันรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เศรษฐศาสตร์แนวพุทธส่งเสริมให้คนบริโภคด้วยปัญญา ตรงกันข้ามกับการบริโภคในยุคสมัยนี้ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการโฆษณาและกลยุทธ์ทางการตลาด ลัทธิบริโภคนิยมก่อให้เกิดการบริโภคอย่างไร้ขอบเขต ทำให้คนบูชาเงินและวัตถุ นำมาสู่การแย่งชิงทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก จนละเลยจรรยาบรรณและศีลธรรม โลกประสบกับวิกฤติศรัทธาต่อระบบความโปร่งใสของข้อมูลทางการเงินของบริษัทยักษ์ใหญ่ หลังจากปัญหาความอื้อฉาวทางการเงินของ เอนรอน และเวิลด์คอม อย่างเมืองไทย ก็มีกรณี รอยเนท เกิดขึ้น การเปิดเสรีและภาวะไร้พรมแดนจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชนทั้งสิ้น หากการเปิดเสรีหมายถึง เสรีในการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจระหว่างกัน การจัดระเบียบและคุณธรรมจะต้องได้รับการสถาปนาให้เกิดขึ้นในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ ระดับกิจการและชุมชน การเติบโตของระบบทุนนิยมหลังการล่มสลายของระบบสังคมนิยม กำลังทำลายสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมอย่างไร้ขอบเขต ผมเชื่อว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธสามารถตรวจสอบกระแสหลักให้อยู่ในทิศทาง และขอบเขตที่เหมาะสมได้ วันนี้ การเติบโตและการขยายตัวของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ กำลังเริ่มต้นในท่ามกลางความเสื่อมทรุดของสิ่งแวดล้อม และความเสื่อมทรามทางด้านคุณธรรมของผู้คน บริษัทกิจการต่างๆ และผู้กำหนดนโยบาย ศาสตราจารย์ ดร. อภิชัย พันธเสน ได้ทำงานวิจัยชิ้นสำคัญ พุทธเศรษฐศาสตร์ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนวิจัย (สกว.) งานวิจัยชิ้นนี้ของท่านอาจารย์อภิชัยจะเป็นประโยชน์ต่อวิชาการทางเศรษฐศาสตร์อย่างมาก หากมีการสานต่ออย่างต่อเนื่อง เราสามารถนำพุทธธรรมมาประยุกต์กับเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน อย่างที่เรากำลังเห่อตามฝรั่ง เรื่อง Good Governance นั้น เศรษฐศาสตร์แนวพุทธให้คำตอบเรื่องนี้เป็นอย่างดี เราสามารถสร้างความพอใจสูงสุดทั้งในระดับปัจเจกบุคคล กิจการและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับศานติสุขได้ คราวหน้าเราจะมาสำรวจกันในรายละเอียดของพุทธเศรษฐศาสตร์กัน ครับ การขยายตัวของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (2) มองมุมใหม่ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2546 การแสวงหาความมั่งคั่งอย่างไม่มีขอบเขต นำมาสู่สงครามเสมอในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประจักษ์อยู่แล้วจากสงครามอิรัก ที่ความละโมบของยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าอาวุธ เป็นวาระซ่อนเร้นของสงคราม เศรษฐศาสตร์แนวพุทธนั้นเป็นเศรษฐศาสตร์มัชฌิมา ยึดถือทางสายกลาง มุ่งไปที่คุณภาพชีวิตและความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ เศรษฐศาสตร์นั้นสอนให้ตระหนักถึง "ความจำกัด" ของสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติและเงินทองทรัพย์สิน ดังนั้นต้องใช้สรรพสิ่งเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณค่ามากที่สุด ด้วยความต้องการที่ไม่จำกัดของผู้คน ความจำกัดของทรัพยากรก็เลยเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ แต่ต้องไม่ใช่วิถีแห่งสงครามแย่งชิงทรัพยากรเหมือนที่ทำกันอยู่เวลานี้ที่ประเทศอิรัก การบริโภค การลงทุน การแสวงหาความมั่งคั่งอย่างไม่มีขอบเขต นำมาสู่การแย่งชิงและสงครามเสมอในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประจักษ์อยู่แล้วจากสงครามอิรัก ที่ความละโมบของยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าอาวุธ เป็นวาระซ่อนเร้นของสงคราม นอกเหนือจากความหวาดระแวงและความขัดแย้งทางการเมืองที่มีต่อกัน ระบอบทรราชของซัดดัมบวกเข้ากับความกระหายสงครามของบุช โลกก็เลยปั่นป่วนอย่างที่เห็นกันอยู่นี่แหละ การบริโภคเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะการผลิตก็ดี การลงทุน การค้า การเงินก็ดี เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต้องบริโภค กิจกรรมการบริโภคทำให้ชีวิตของมนุษย์ดำรงอยู่ได้ ผู้บริโภคเป็นผู้ที่ได้รับผลดีและผลร้ายจากการบริโภค จึงควรมีอิสรภาพในการเลือกด้วยปัญญา ไม่ใช่ถูกกระแสโฆษณาหรือการทำการตลาดครอบงำ การบริโภคที่ยึดถือทางสายกลางจะเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชอบธรรม ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียน จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ผู้ให้กำเนิดความคิดเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ มีความเชื่อว่า หากสามารถจัดการเศรษฐกิจได้ดี จะสามารถลดสาเหตุเบื้องต้นของสงครามที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้แสดงความคิดที่น่าสนใจไว้ว่า "เมื่อการสะสมความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสังคมอีกต่อไป เมื่อนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับแนวความคิดทางจริยธรรม เราอาจโยนหลักจริยธรรมแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่เคยอยู่กับสังคมมนุษย์มาเกือบ 200 ปี ทิ้งไปได้ เมื่อเราสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของความดีงาม เราจะสามารถประเมินแรงจูงใจจากเงินตามมูลค่าที่เป็นจริงของมันได้อย่างท้าทาย โดยการแยกความรักเงินแบบที่ต้องการมีไว้ครอบครอง (ความโลภ) กับความรักเงินเพื่อหาความสุขและความเป็นจริงของชีวิตได้อย่างแท้จริง" แม้นว่าความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ จะสร้างทางเลือกที่สามระหว่างเสรีนิยมสุดโต่งกับลัทธิมาร์กซิสต์ ความคิดของเขาไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด ธุรกิจเอกชนจำนวนหนึ่งเติบใหญ่และไม่ได้ดำเนินการตามอุดมการณ์รัฐสวัสดิการ กลับพยายามใช้กลไกตลาดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และสะสมทุนจำนวนมากอย่างไร้ศีลธรรม นอกจากนี้ยังแสวงหามูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเก็งกำไร โดยมิได้เกิดประโยชน์อันใดต่อภาคการผลิตและภาคเศรษฐกิจจริง อุดมการณ์เศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะเราไม่มีการอธิบายหรือจัดการกับปัญหาเกี่ยวกับความโลภและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ได้อย่างเป็นระบบดีพอ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ อาจคือคำตอบ ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน ทำการศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธโดยละเอียด นำเอาหลักพุทธมาพัฒนาเป็นพุทธเศรษฐศาสตร์ อธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ เทียบเคียงทฤษฎีการบริโภค ทฤษฎีการผลิต อาจารย์อภิชัยได้สรุปทฤษฎีการผลิตของพุทธเศรษฐศาสตร์ไว้สามประเด็นสำคัญ หนึ่ง อธิบายความสัมพันธ์ของการผลิต ให้สอดคล้องกับสภาพความจริงตามธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยพิจารณาทั้งปัจจัยการนำเข้า กระบวนการผลิต และปัจจัยที่ได้ออกมา สอง เน้นให้ปัญญาเป็นปัจจัยการผลิตหลักหรือเป็นวิถีการผลิต (Mode of Production) เป็นระบบที่เรียกว่า ปัญญานิยม (Wisdomism) แทนทุนนิยม (Capitalism) สาม เน้นจุดยืนเพื่อสร้างความสุขให้มากที่สุด โดยการเบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นให้น้อยที่สุด ปัญหาของพุทธเศรษฐศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาอีกมากอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวัดตัวแปรในเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ยังไม่สามารถใช้วิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ศึกษาได้ทั้งหมด หรือสร้างสมการโดยใช้ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์มาศึกษา เช่น ระดับปัญญา ระดับความสุข จะสามารถวัดในเชิงปริมาณได้อย่างไร และสามารถอธิบายความสัมพันธ์ด้วยสมการคณิตศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบหรือไม่ ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน ได้ทำการเปรียบเทียบทฤษฎีการพัฒนาของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก กับเศรษฐกิจพอเพียงที่มีอิทธิพลของพุทธเศรษฐศาสตร์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธนั้น เน้นความพอประมาณและไม่เบียดเบียน เดินตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา และมีหลักคิดพื้นฐานเหมือนกับทฤษฎีการพัฒนาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐศาสตร์พอเพียง (Sufficiency economy) ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแก่นแท้คือ เศรษฐศาสตร์แนวพุทธนั่นเอง และเป็นเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายเข้าใจได้ง่ายต่อประชาชนและชาวบ้านโดยทั่วไปครับ
|
| กลับหน้าแรก |