การส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าไทยโดยกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

โดย แก้วสรร อติโพธิ    มติชนรายวัน  วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546

ถาม : กฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ผ่านวุฒิสภาไปเมื่อธันวาคมที่แล้ว มีสาระสำคัญอย่างไรครับ

ตอบ : "สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์" เป็นเครื่องหมายการค้าชนิดหนึ่งครับ ตัวอย่างเช่น สินค้าไข่เค็มไชยาของผู้ผลิตแต่ละเจ้า อาจมีเครื่องหมายการค้าต่างกันไปได้นานาประการ แต่เหตุหนึ่งที่ขายได้ก็เพราะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ว่า เป็นไข่เค็มของอำเภอไชยา สุราษฎร์ธานีเขาถึงตรงนี้ถ้าปล่อยให้คนอื่นที่ผลิตไข่เค็มออกขาย แล้วโฆษณาเอาตามอำเภอใจได้ ว่าเป็นไข่เค็มไชยาบรรดาผู้ผลิตในไชยา เขาก็ไม่ชอบใจแน่ กฎหมายนี้จึงมีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ตัวนี้ได้ ให้กลุ่มไข่เค็มไชยานำสิ่งชี้นี้ไปจดทะเบียนหวงกันได้ใช้ได้แต่เฉพาะไข่เค็มไชยาจริงๆ เท่านั้น ใครที่อื่นเอาไปใช้เมื่อใดก็ถือได้เลยว่ากระทำละเมิดต่อเขา ฟ้องให้ริบไข่,ริบกล่อง เรียกเก็บจากท้องตลาดพ่วงด้วยคดีอาญาอีกต่างหาก นี่แหละครับคือความคุ้มครองที่กลุ่มผู้ประกอบการไข่เค็มไชยาจะได้จากกฎหมายใหม่นี้

ถาม : ใครจะขอจดทะเบียนได้บ้าง จดแล้วเป็นสิทธิของใครครับ

ตอบ : ผู้ประกอบการไข่เค็มไชยาคนใด ก็สามารถไปขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา รับจดทะเบียนให้เมื่อใดก็ได้ครับ แต่เมื่อจดแล้วก็มีสิทธิใช้ร่วมกันทุกเจ้าไม่ใช่ใช้ได้แต่เฉพาะผู้ขอจดทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อมีคนต่างถิ่นมาละเมิดก็ฟ้องให้ระงับ หรือเดินขึ้นโรงพักร้องทุกข์ให้ตำรวจจัดการได้ทุกคนครับ

ถาม : ฟังดูแล้ว ระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แบบนี้ จะมีคนไทยใช้ประโยชน์กันจริงๆ สักเท่าใด ได้แต่พวกไข่เค็มไชยา,ส้มโอนครชัยศรี,ข้าวหอมทุ่งกุลา,ไชโป๊สุรินทร์,ปลาแรดอุทัย แค่นี้เท่านั้นหรือครับ

ตอบ : ตรงนี้เป็นปัญหาพัฒนาการของสินค้านั้นๆ เองครับ ถ้าไข่เค็มไชยาพัฒนาจนมีมาตรฐานได้จริง เริ่มจากไข่เป็ดก็เอาหอยมาขุนเป็ดจนได้ไข่เป็ดชั้นยอดจริงๆ ดินที่พอกก็เป็นดินละเอียด บดมาจากจอมปลวกที่มีเกลื่อนกลาดในท้องที่สามารถซับและคายเกลือเข้าสู่ตัวไข่ได้อย่างละมุนละม่อมตรงตามตำราดั้งเดิม ซึ่งตรงนี้ก็ต้องสร้างสรรค์บริษัทมาตรฐานไชยาไข่เค็ม มารับตีตราประกันไว้อีกหนึ่งเครื่องหมายครับ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานแบบนี้กฎหมายเครื่องหมายการค้าของเราก็รับรองไว้แล้ว จากนั้นจึงอาศัยกฎหมายใหม่นี้ตีตราซ้ำด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อีกทีว่า "ไข่เค็มไชยา" จนครบเครื่องทั้งมาตรฐานและที่มาอันเชื่อถือได้ ทำได้ถึงจุดนี้เมื่อใดก็กลายเป็นของดีราคาแพง ขายแพงกว่าไข่เค็มทั่วไปได้ในที่สุด ผลักไปให้ถึงร้านอาหารไทยทั่วโลกเลยก็ได้ครับ

ถาม : นี่ถ้าผมเป็นโรงทอผ้าด้วยมือที่เชียงใหม่ ผมจะไปขอจด "ผ้าทอมือล้านนา" ได้ไหมครับ

ตอบ : ย่อมได้ แต่จะเป็นประโยชน์หรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่งครับ กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าล้านนาต้องรู้จักร่วมมือกัน ค้นคว้าวิจัยกำหนดมาตรฐานและเอกลักษณ์ของผ้าทอมือล้านนาขึ้นเสียก่อน ตั้งแต่คุณภาพเส้นด้าย การย้อมสี ลวดลาย ลีลาทั้งปวง แล้วสร้างบริษัทรับรองมาตรฐานกลางขึ้นมา คอยประทับตรารับรอง เมื่อสินค้าได้มาตรฐานอย่างนี้แล้ว สินค้าที่มีสิ่งบ่งชี้ว่าเป็น "ผ้าทอมือล้านนา" จึงจะมีค่าขึ้น เมื่อมีค่าแล้วกลุ่มผู้ประกอบการก็รวมตัวกันเป็นสมาคมลงขันกันโฆษณาในตลาดเป้าหมาย เช่าบูธออกแสดงสินค้าร่วมกันตามโรงแรมใหญ่หรือในงานระดับโลกก็ได้ เรื่องมันไปได้ไกลกว่าไข่เค็มไชยามากทีเดียว

ถาม : ไกลแค่ไหนดีครับ

ตอบ : ก็ไกลเท่าที่ผู้ประกอบการไทยจะรู้จักสร้างความเก่งร่วมกันได้ ถ้ากลุ่มผลไม้ระยองรู้จักพัฒนาและคุมมาตรฐานมังคุดของตนได้ ก็จด "มังคุดระยอง" ส่งไปขายทั่วโลกกิโลฯเป็นร้อยๆ บาท ได้ "น้ำตาลเมาแม่กลอง" ก็ได้ ได้ทั้งนั้นแหละครับ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามีขึ้นมาเพื่อพัฒนาและส่งเสริมความเก่งของผู้คนทั้งสิ้น ถ้ายังรู้จักแต่ผลิตกันอย่างกระเซอะกระเซิง แล้วคอยให้รัฐวิ่งขายของให้อย่างทุกวันนี้ กฎหมายนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ บ้านเมืองก็คงต้องขายแต่แรงงานกับทรัพยากรราคาถูกไปวันๆ พร้อมกับสร้างฝันโดยอาศัยแผนที่โลกเกิดเป็นโครงการสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมห้าเหลี่ยมเศรษฐกิจ สี่แยกอินโดจีน แล้วเฝ้ารอทุนโลกมายึดเราเป็นนิคมอุตสาหกรรมให้ได้ อาจสลับด้วยการทุบตีเอ็นจีโอเป็นระยะๆ ไปด้วย ทุบแล้วก็ออกกฎหมายเอาชนะความยากจน ตั้งสถาบันใหม่ๆ ลอยๆ แทรกเป็นยาดำไปด้วย .. เฮ้อ มองแล้วผมสงสารลูกผมลูกคุณจริงๆ

ถาม : อาจารย์ระงับความเศร้าโศกไว้บ้างดีกว่าครับ ช่วยอธิบายเรื่องนี้ต่ออีกหน่อยครับว่า ทำไมวุฒิสภาไม่ยอมแก้ไขตามที่เอ็นจีโอเขาเรียกร้องให้กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์คุ้มครองข้าวหอมมะลิ หรือสายพันธุ์ของพืชพันธุ์ไทยอื่นๆ ด้วย เขาตีวุฒิสภามากทีเดียวนะครับ

ตอบ : ขอบคุณมากครับที่ให้โอกาสชี้แจงเรื่องนี้ คือผมนี่แหละครับที่เป็นหัวแรงท้วงติงเรื่องนี้ในที่ประชุมวุฒิสภาว่า เอ็นจีโอเขาเข้าใจหน้าที่ของกฎหมายนี้ผิด กฎหมายนี้ใช้หวงกันข้าวหอมมะลิไม่ได้ แต่ถ้าคนสุรินทร์เห็นว่าข้าวหอมมะลิของตนดีเด่นเป็นพิเศษ ได้ลงทุนคัดสายพันธุ์ ปรับปรุงเทคโนโลยี และมาตรฐานจนได้ของดีจริงๆ ตรงนี้ก็มาขอจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็น "ข้าวหอมมะลิสุรินทร์" ได้ ซึ่งก็มีผลห้ามมิให้ที่อื่นกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิจากสุรินทร์ได้เท่านั้น สุพรรณเขาก็ผลิตข้าวหอมมะลิแล้วพิมพ์คำว่าข้าวหอมมะลิลงไปในถุงได้อยู่ดี แต่ถ้าสุรินทร์กำเริบถึงขนาดจะไม่ให้ใครใช้คำว่าข้าวหอมมะลิเลย จึงเดินไปขอจดทะเบียนข้าวพันธุ์นี้ ตรงนี้ก็อาศัยกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไม่ได้หรอกครับ เพราะไม่ได้ขอความคุ้มครองทางภูมิศาสตร์แต่อย่างใดเลย และทุกกันนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายอะไรให้หวงพันธุ์กันได้ ที่มีในต่างประเทศก็จำกัดแต่เฉพาะที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ตัดแต่งยีนส์เสียใหม่เท่านั้น

ถาม : ก็เห็นเอ็นจีโอเขาว่า กฎหมายนี้ให้จดทะเบียนคุ้มครองสายพันธุ์ได้ แต่สภาไปเขียนยกเว้นไว้ห้ามมิให้จดนี่ครับ พอเขาขอเลิกข้อยกเว้นนี้ วุฒิสภากลับไม่ยอมเท่านั้นเองมิใช่หรือ

ตอบ : ถึงวุฒิสภายอมตัดข้อยกเว้นนี้ออก เขาก็ขอจดข้าวหอมมะลิไม่ได้อยู่ดีแหละครับ เพราะโดยสภาพของคำว่า "ข้าวหอมมะลิ" มันไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แต่อย่างใดเลย เหตุที่กฎหมายต้องมีข้อยกเว้นห้ามมิให้เอาชื่อสายพันธุ์มาจดทะเบียนในกฎหมายนี้นั้น เขาใช้กับกรณีที่มันทับซ้อนกันเท่านั้นครับ เขาจึงห้ามไว้

ถาม : ทับซ้อนอย่างไรครับ

ตอบ : ยกตัวอย่างพวกฟาร์มเพาะหมาที่อำเภอบางแก้ว เขาเพาะหมาพันธุ์บางแก้วได้เก่งมาก เขาจึงมาขอจด "หมาบางแก้ว" อย่างนี้แม้จะครบองค์ประกอบเป็นคำขอจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ก็ตาม แต่กฎหมายเห็นว่าถ้ารับรองให้ก็จะผิดหลักเกณฑ์ของกฎหมายนี้ เพราะจะมีผลห้ามฟาร์มเพาะหมาในจังหวัดอื่นไปด้วยว่า ห้ามโฆษณาขายหมาบางแก้วเป็นอันขาด กฎหมายนี้จึงได้วางข้อยกเว้นไว้ครับว่า ถ้าชื่อถิ่นฐานมันพ้องกับชื่อสายพันธุ์เมื่อใดก็อย่ารับจดทะเบียนให้ อยากหวงสายพันธุ์ใดจริงๆ ต้องไปใช้กฎหมายอื่นอย่าใช้กฎหมายนี้ ตรงจุดนี้แหละครับที่ เอ็นจีโอเขาไม่เข้าใจ คิดว่าเลิกข้อจำกัดนี้ไปแล้วเขาจะเอาชื่อข้าวหอมมะลิมาจดได้ แต่ความจริงก็คือมันจดไม่ได้โดยสภาพอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แต่อย่างใดเลย เลิกข้อยกเว้นนี้ไปก็จดไม่ได้อยู่ดี มีแต่ "หมาบางแก้ว" เท่านั้น ที่จะได้ประโยชน์จากการผลักดันของเขา แต่ถ้าข้าวหอมมะลิมีชื่อว่า "ข้าวหอมสุรินทร์" ก็ว่าไปอย่าง เรื่องถึงจะเกิดเป็นปัญหาเหมือน "หมาบางแก้ว" ได้ วุฒิสภาเข้าใจอย่างนี้ถึงได้ยืนให้คงข้อยกเว้นนี้ไว้

ถาม : เอ็นจีโอเขาว่า วุฒิสภาไม่รู้เรื่อง ไม่รอบคอบ อภิปรายกันนิดเดียวก็คว่ำข้อเสนอของเขาเลย

ตอบ : ความสับสนทางกฎหมายอย่างนี้ชนิดเดียวผู้มีวิจารณาญาณก็เข้าใจได้ครับ เหตุผลของเรื่องมันยืนเป็นตัวชี้ขาดชัดเจนอยู่แล้วครับว่า เป็นเรื่องเดียวกันแต่คนละงาน

ถาม : ถูกเขาว่าอย่างนี้อาจารย์ไม่ไล่เอ็นจีโอไปอ่านหนังสือบ้างหรือ

ตอบ : ความรู้ไม่ใช่อำนาจนะครับ ใครเขาจะอ่านอะไรผมก็คงไปกะเกณฑ์ไม่ได้ ผมรู้เรื่องนี้ก็เพราะเคยสอนวิชานี้อยู่ห้าปี จึงมีโอกาสรู้มากหน่อย เรื่องที่ผมไม่รู้ยังมีอีกมากมายนักสำหรับเรื่องข้าวหอมมะลิ ที่บริษัทอเมริกันไปตั้งชื่อเป็นจัสมาตินี่ผมก็เห็นเป็นปัญหาตรงกับเอ็นจีโอเขาอยู่ว่า อเมริกันจะเอาชื่อที่ตั้งขึ้นมากีดกันชื่อจัสมินไรส์ ของเราไม่ได้ หรือทำให้ผู้บริโภคสับสนในตัวสินค้าไม่ได้เรื่องแบบนี้เราคนไทยต้องช่วยกันสู้อยู่แล้ว แต่จะมาประดิษฐ์อาวุธทางกฎหมายซ่อนอยู่ในกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น มันผิดเรื่องผิดระบบ แลกเปลี่ยนความคุ้มครองกับนานาประเทศเขาไม่ได้ ผมจึงจำต้องหันไปอีกทางเรื่องก็มีอยู่แค่นี้ เราจะไปทะเลาะด่าว่าสอนสั่งกันไปทำไมครับ

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก