|
เศรษฐศาสตร์การฟื้นฟูกิจการแบบไทย(1)
ดุลยภาพ ดุลยพินิจ มติชนรายวัน วันที่ 19 มีนาคม 2546 โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประเทศไทยเพิ่งจะมีกฎหมายล้มละลายในส่วนของการฟื้นฟูกิจการของนิติบุคคลในรูปของบริษัทเมื่อปี 2541 อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมองการฟื้นฟูกิจการว่า กิจกรรมที่สำคัญก็ยังเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้(จริงๆ ในหลักการมิติการฟื้นฟูกิจการมีมากกว่าเรื่องปรับโครงสร้างทางการเงิน) ที่ต้องตกลงกันให้ลงตัวระหว่างเจ้าหนี้ และลูกหนี้แล้ว การฟื้นฟูกิจการของบริษัทโดยไม่ใช้อำนาจศาลที่อิงกฎหมายเฉพาะก็คงมีอยู่แล้วมาตลอดในรูปแบบต่างๆ ที่ลูกหนี้เจ้าหนี้หาวิธีการที่เหมาะสมใช้ต้นทุนต่ำในการให้ธุรกิจดำรงอยู่ต่ำไป และเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืน คปน. หรือคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นตัวกลางก็เป็นกลไกนอกศาลอันหนึ่ง ในการที่จะเป็นเวทีให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ซึ่ง ธปท.กำกับดูแลอยู่ได้ข้อยุติทำสัญญาข้อตกลงกับลูกหนี้ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินได้นำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของทางเลือกใหม่ทางกฎกติกา หรือทางสถาบันในการแก้ปัญหาการที่ลูกหนี้ไม่ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ได้ ซึ่งได้แก่ การมีกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัท(ยังไม่รวมนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน) ที่มีเจ้าหนี้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ข้อมูลของบริษัทในด้านจำนวนและมูลหนี้ที่เข้ามาสู่กระบวนการฟื้นฟูตั้งแต่กลางปี 2541 มีจำนวนเกือบ 240 บริษัท โดยมีมูลหนี้ตามคำร้องขอประมาณ 2 ล้านล้านเศษๆ จำนวนบริษัทที่ศาลอนุมัติแผนแล้วประมาณ 150 บริษัท จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับมูลหนี้ปรับโครงสร้างแล้วของสถาบันการเงินที่เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านล้าน จากประมาณ 5.5 แสนราย และหนี้ที่ปรับโครงสร้างของ คปน. ประมาณ 1 หมื่นราย มูลหนี้ 1.3 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2545 ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ บริษัทที่มาฟื้นฟูกิจการผ่านศาลนั้นมีขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ 13 บริษัทจาก 238 บริษัท ที่มีมูลหนี้ 2.5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของมูลหนี้รวม 1.6 ล้านล้านบาท อะไรคือมูลเหตุที่เจ้าหนี้ลูกหนี้เลือกช่องทางเพื่อฟื้นฟูกิจการระหว่างมาที่ คปน. และมาที่ศาลล้มละลาย(ศาลล้ม) และวิธีไหนมีประสิทธิภาพกว่ากัน บทบาทของ คปน.และศาลล้มละลายมีทั้งเสริมและทดแทนกัน คปน.สามารถใช้เป็นที่ต่อรองเจรจาเบื้องต้นในการทำงาน ซึ่งบางกรณีอาจจบได้ที่ คปน. บางกรณีต้องไปจบที่ศาลล้มละลาย เป็นต้น คปน.ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกหนี้และสัญญาข้อตกลงให้สาธารณชนทราบเหมือนกรณีการเปิดเผยข้อมูล ในแผนฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายก็ตาม เราพอสรุปได้ว่า นอกเหนือจากการที่มีเจ้าหนี้จำนวนมากรายที่ไม่ใช่เจ้าหนี้สถาบันการเงินในการกำกับดูแลของ ธปท. เช่น เจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้ประเภทผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้บรรลุข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้ทำได้ลำบากขึ้นแล้ว การฟื้นฟูกิจการผ่านศาลล้มมีผลบังคับตามกฎหมายซึ่งเหมาะแก่การแก้ปัญหา ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของกิจการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโครงสร้างทางการเงิน เช่น การเพิ่มทุนหรือการมีผู้ลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องการกฎหมายรองรับและส่งเสริม ทุนใหม่ๆ อาจจำเป็นจากผู้ลงทุนใหม่เพื่อให้กิจการอยู่รอด กฎหมายฟื้นฟูกิจการจำเป็นต้องให้บุริมสิทธิในสิทธิของผู้ใส่เงินใหม่เหนือเจ้าหนี้เดิม เป็นต้น รวมทั้งการให้อภิสิทธิ์บางอย่างแก่ลูกหนี้และการจำกัดสิทธิเจ้าหนี้ในการฟ้องร้องลูกหนี้ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น ลูกหนี้มองช่องทางและกรอบกฎหมายที่จะใช้เป็นเวทีที่จะเลี่ยงการถูกฟ้องล้มละลาย เช่นเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่โอกาสที่จะได้เงินคืนคงมีน้อยเมื่อเทียบกับโอกาสการฟื้นฟูกิจการสำเร็จ โดยที่ทุกคนหวังว่าถ้าสำเร็จมูลค่าบริษัทจากการฟื้นฟูหรืออัตราผลตบแทนคงสูงกว่าถ้าบริษัทถูกปิดกิจการ ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิจัยพบว่า ในขณะที่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินของธปท. ใช้วิธียืดหนี้ ให้เวลาปลอดหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยถึงร้อยละ 60 ของมูลหนี้โดยลดเงินต้นและดอกเบี้ยค้างรับเพียงร้อยละ 6-9 และแปลงหนี้เป็นทุนเพียงร้อยละ 3-4 กรณีศึกษาของบริษัทใหญ่และขนาดกลางประมาณ 20 บริษัทที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มได้รับการลดหนี้ในขนาดที่สูงถึง 50-80% ของมูลหนี้(มีข้อยกเว้นเช่น TPI ทีพีไอไพลินที่ไม่ได้รับการลดหนี้) และมีการแปลงหนี้เป็นทุนในอัตราซึ่งสูงกว่าที่พบจากข้อมูลของ ธปท. สะท้อนความจริงที่ว่าในช่วง 4 ปีนี้ กิจการจำนวนมากที่มาที่ศาลล้มเป็นกิจการที่มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์มากคือ มีสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างรุนแรง หรือล้มละลายตามเงื่อนไขหรือเกณฑ์ทั้งในการให้กิจการล้มละลาย และให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อเทียบกับความสามารถในการหารายได้ และการได้มาซึ่งกระแสเงินสด บริษัทเหล่านี้มีภาระหนี้สูงมากขึ้นถ้าหากไม่ลดหนี้จำนวนมากยากที่จะฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ กรอบของกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูเปรียบเสมือนเป็นเวทีให้ลูกหนี้และกลุ่มเจ้าหนี้ได้ต่อรองกันโดยศาลใช้ดุลพินิจ เมื่อเห็นว่าจำเป็นและกฎหมายเปิดโอกาสให้ ข้อตกลงที่เกิดขึ้นและดุลยภาพของผลลัพธ์มาจากความคาดคะเนอนาคตว่า การฟื้นฟูกิจการจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปิดกิจการโดยการฟ้องบริษัทให้ล้มละลาย(กฎหมายกำหนดว่าจำเป็นต้องสูงกว่า) เราพบจากการวิจัยแผนของบริษัท 128 บริษัท ซึ่งมีมูลหนี้รวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท พบว่าแม้มีการให้กิจการได้ฟื้นฟูในบริษัทซึ่งจะได้มูลหนี้มา 2% เมื่อเทียบกับ 1% ถ้าให้กิจการล้มละลายได้ ค่าเฉลี่ยในสัดส่วนการได้รับชำระมูลหนี้คืนของเจ้าหนี้คือ 49% กรณีฟื้นฟูกิจการ 17% กรณีล้มละลาย หรือมีผลต่างที่ 32% (ส่วนต่างนี้คือ 33% ของภาคอุตสาหกรรม 20% เป็นของภาคอสังหาริมทรัพย์) คงต้องมีการประเมินว่า บริษัทที่ได้รับการฟื้นฟูเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และในระยะยาวมีผลการดำเนินงานและฐานะการเงินอย่างไร เท่าที่พิจารณาจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์(กระดาน Rehab หรือบริษัทฟื้นฟู) บริษัทเหล่านี้เริ่มมีกำไรและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น และมีหนี้ต่อทุนลดลง บริษัทที่ได้ลดหนี้จำนวนมาก และ/หรือมีการเพิ่มทุน มีพันธมิตรใหม่มาร่วมลงทุน เช่น ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สหวิริยาโอเอ ซิโนทัย อิตาเลียนไทย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ TT&T ไทยออยล์ เป็นต้น ล้วนมีหนี้ต่อทุน ผลการดำเนินการและกระแสเงินสดดีขึ้น ในขณะนี้คงต้องพูดว่า ในระดับหนึ่งบริษัทเหล่านี้มีสถานภาพดีขึ้น เพราะได้รับการแก้ไขด้านหนี้สินซึ่งอยู่ทางขวาของงบดุล ถ้าปัญหาหนี้สูงเกินไป เป็นปัญหาพื้นฐาน ไม่ใช่ปัญหาด้านสินทรัพย์ซ้ายมือของงบดุล ซึ่งอาจต้องการการแก้อีกแบบหนึ่ง ถ้าหากหลายบริษัทมีปัญหาทั้งทางด้านซ้าย & ขวาของงบดุล หรือปัญหาหนี้สูงไม่ได้รับการลดให้สมจริง การฟื้นฟูกิจการอาจมีปัญหาเรื้อรังในอนาคต การประเมินประสิทธิผลของการฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นระบบเป็นเรื่องสำคัญในมิติของประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากร เพราะสังคมต้องใช้ทรัพยากรมากเพื่อให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้ มีค่าเสียโอกาสเมื่อเทียบกับการปิดกิจการที่สมควรถูกปิด การประเมินนี้จำเป็นต้องทำหลังแผนในช่วงที่บริษัทยังไม่ออกจากการฟื้นฟู และที่ออกจากการฟื้นฟูก่อนกำหนดซึ่งมีอยู่ประมาณสิบกว่าบริษัท เรามักได้ยินเสมอว่าค่าใช้จ่ายในการทำแผนและการบริหารแผนสูงและสิ้นเปลืองเกินไป และเชื่อว่าเป็นเพราะการเข้ามามีบทบาทมากของบริษัทต่างชาติ จากแบบสอบถามผู้เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ยกเว้นที่ปรึกษาการเงินคิดว่าต้นทุนทางการเงินและเศรษฐกิจนั้นสูงเกินไป ไม่ง่ายที่จะฟันธงว่ากรณีใดค่าใช้จ่ายสูงต่ำเกินไป เพราะขึ้นอยู่ผลลัพธ์ของการฟื้นฟู การใช้จ่ายหลายสิบล้านหรือเป็นร้อยล้านสำหรับที่ปรึกษา การทำสัญญาการได้มาซึ่งแผน อาจดูสูงมากสำหรับกิจการที่กำลังมีปัญหาทางการเงิน การให้ตลาดของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนมีการแข่งขันเสรีน่าจะทำให้ตลาดนี้มีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยรัฐอาจกำหนดคุณสมบัติด้านความสามารถของผู้ทำแผน ขณะนี้ข้อบังคับของเราเอียงมาทางให้ประโยชน์แก่ลูกหนี้ เช่น ถ้าลูกหนี้เสนอผู้ทำแผน ที่ประชุมเจ้าหนี้จะค้านจะต้องใช้เสียงข้างมากสองในสาม หรือการที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ต้องวางเงินค้ำประกัน แต่ถ้าเป็นลูกหนี้ทำจะได้รับยกเว้น ข้อมูลจากการวิจัยประมาณ 138 บริษัทที่ผู้ทำแผนพบว่า เกือบร้อยละ 80 ของแผนและผู้บริหารแผนเป็นของลูกหนี้ การที่ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้มีบทบาทในการทำแผนและบริหารแผนเป็นส่วนใหญ่นั้นเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งขัดกับความเชื่อที่ปรากฏในสื่อมวลชนว่าเจ้าหนี้มีบทบาทมาก ดังเช่น กรณีทีพีไอซึ่งดูจะเป็นข้อยกเว้นในจำนวนที่ไม่มากที่เจ้าหนี้ไม่ต้องการให้ลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน บริษัทต่างชาติใหญ่(7 ราย) ได้ทำแผนของบริษัทลูกหนี้ที่มีขนาดมูลหนี้ใหญ่กว่าบริษัทไทย ประมาณหนึ่งเท่าตัว แต่สัดส่วนของบริษัทและมูลหนี้ 70-85% ของลูกหนี้นั้นทำแผนโดยบริษัทไทย ข้อมูลรวมนี้พอจะให้ภาพว่า ลูกหนี้ที่มีปัญหาทางการเงินคงพยายามเต็มที่ที่จะแสวงหาวิธีการทำแผนที่ใช้ต้นทุนต่ำ สิ่งที่พอจะยืนยันว่าลูกหนี้มีบทบาทมากกว่าที่คนทั่วไปคิดก็คือว่า ในระบบการเข้าฟื้นฟูกิจการของศาลของไทย การต่อสู้หรือคัดค้านกันในศาลแม้จะมีแต่ไม่มาก ลูกหนี้เจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ ตกลงกันมาในระดับหนึ่งในวิธีการฟื้นฟู ใครจะได้อะไร เท่าไร และจับมือกันมาที่ศาล กรณีของทีพีไอเป็นกรณีพิเศษ โดยทั่วไปเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้จำนวนมากบริหารแผนถ้าเขาไว้ใจ จะเห็นได้ว่าผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้นเป็นลูกหนี้ประมาณสองในสาม และถ้ารวมยื่นร่วมกันก็ประมาณสามในสี่ มีที่ยื่นโดยเจ้าหนี้มีประมาณร้อยละ 25 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏมิได้สะท้อนว่าลูกหนี้มีอำนาจต่อรองเหนือเจ้าหนี้ ผลลัพธ์การกระจายผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ และระหว่างเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลของโครงสร้างกฎหมาย อีกส่วนเป็นตัวแปรเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงินของเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งต้องการคำอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์การเมือง หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |