|
รัฐบาลทักษิณ
กับความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์
โดย ประเวศ วะสี มติชนรายวัน วันที่ 17 มีนาคม 2546 รัฐบาลทักษิณในปัจจุบันเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งอำนาจในทางนิติบัญญัติ ในพรรคการเมือง ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งทางพลเรือน และทางทหาร ในทางการเงิน ในทางการสื่อสาร และในความเก่ง และเอาจริง เอาจัง ของนายกรัฐมนตรี เมื่อมีอำนาจมากต้องใช้อำนาจในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ซึ่งตามปกติแก้ไม่ได้ ปัญหายากๆ ของสังคมตามปกติไม่มีใครแก้ได้ ในประวัติศาสตร์นานๆ "หน้าต่างแห่งโอกาส" จึงจะเปิดให้แก้ปัญหาพื้นฐานที่หมักหมมได้ หน้าต่างนี้จะเปิดไม่นานแล้วก็จะปิดอีก ขณะนี้ "หน้าต่างแห่งโอกาส" เปิดให้คุณทักษิณแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ฉะนั้น คุณทักษิณไม่ควรใจร้อนเร่งเครื่องด่วนจี๋ และทะเลาะกับผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างขณะนี้ เพราะถ้าเร่งเครื่องเร็วเกินกลไกของรัฐบาลจะเครียดมากเกิน เครื่องพังและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย แต่ควรจะใจเย็นๆ มองให้รอบด้านว่าจะใช้ "หน้าต่างแห่งโอกาส" นี้แก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยได้อย่างไร ถ้าไม่ทำ เอาแต่ตัวเองเข้าทุ่ม ชนทุกเรื่อง ไม่ช้า "หน้าต่างแห่งโอกาส" นี้จะปิด หมดโอกาสที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย สังคมไทยอาจหลุดเข้าไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรง รัฐบาลนี้จึงอยู่ในฐานะที่จะต้องรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ว่ามีอำนาจแล้ว ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ทำให้บ้านเมืองล้มเหลว ต่อไปนี้เป็นเรื่องพื้นฐานยากๆ 8 ประการ ที่รัฐบาลน่าจะทำอาจจะเรียกว่าเป็นมรรค 8 แห่งการพัฒนา 1.ความเป็นธรรมทางสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมเป็นเรื่องพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุด เพราะถ้าสังคมมีความเป็นธรรม ผู้คนจะมีความสุข และรักกันมาก คนจะรักชาติ มีความร่วมมือสูง เป็นพลังที่จะแก้ปัญหาอื่นๆ ร่วมกันต่อไป ถ้าขาดความเป็นธรรม คนจะไม่รักชาติ ไม่ต้องการรักษาระบบจะทำร้ายกัน ไม่ร่วมมือในเรื่องของส่วนรวม ประเทศไทยขาดความเป็นธรรมทางสังคมมาช้านาน ทั้งความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ทางการถือครองที่ดิน ทางกฎหมาย ทางสังคม ทางการศึกษา การที่จะสร้างความเป็นธรรมทางสังคมเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะขึ้นกับวิถีคิด และโครงสร้างต่างๆ ในสังคม รัฐบาลควรจะถือเรื่องความเป็นธรรมทางสังคมเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ รัฐบาลควรสนับสนุนความเคลื่อนไหวทางวิชาการ และกระบวนการทางสังคม เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม การปฏิรูปการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน เป็นหัวใจของความเป็นธรรมทางสังคม เรื่องนี้ตามปกติทำไม่ได้ เพราะคนชั้นบนในสังคมที่ถือครองที่ดินมีอำนาจทางการเมือง มากกว่าคนจนที่ปราศจากที่ทำกิน รัฐบาลต้องใช้มาตรการทางภาษี เพื่อจัดสรรการใช้ที่ดินให้เป็นธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิชุมชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2. ทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง (สัมมาพัฒนา) ทิศทางเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทิศทางผิดแล้ววิ่งเร็วและแรงยิ่งหายนะเร็วและแรงมากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกระแสโลกเป็นมิจฉาพัฒนา ประเทศไทยก็เล็กนิดเดียวย่อมตกอยู่ในกระแสโลก และคนไทยก็เรียนมา และถูกล้างสมองให้เห็นดีเห็นงามไปตามกระแสการพัฒนาแบบผิดๆ ซึ่งกำลังพาโลกเข้าไปสู่ความขัดแย้ง และการทำลายอย่างรุนแรง การพัฒนาทุกวันนี้อาศัยโลภจริตเป็นตัวขับเคลื่อนถือเงินเป็นใหญ่ซึ่งเข้าไปทำลายชีวิต ครอบครัว ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ละศาสนธรรม จากโลภะนำไปสู่โทสะ คือความรุนแรงต่างๆ ตลอดจนสงคราม ทั้งโลภะ และโทสะ เกิดเพราะความหลงหรือโมหะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ทรงกล่าวว่า คนทั้งหมดล้วนตกอยู่ในโมหภูมิ ทำให้เกิดสภาพเมืองอวิชชา รัฐบาลและคนไทยควรจะต้องทำความเข้าใจ "ทุนที่ไม่ใช่เงิน" คือทุนไม่ได้มีแต่เงินเท่านั้น แต่มีอยู่ในรูปอื่นๆ เช่น ทุนทางสังคม ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางศาสนธรรม ซึ่งอาจรวมเรียกว่า "ทุนไทย" ถ้าขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยทุนเงินอย่างเดียวจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างแยกส่วน แตกแยกและทำลาย เพราะในเงินมีโลภจริตอยู่ด้วยอย่างแรง การพัฒนาจะขับเคลื่อนด้วยโลภจริต เข้าไปสู่การเป็นมิจฉาพัฒนา แต่ "ทุนไทย" สามารถเป็นฐาน การพัฒนาอย่างได้ดุลยภาพ ดุลยภาพควรเป็นตัวตั้งของการพัฒนา เพราะดุลยภาพคือความเป็นปกติ และความยั่งยืน ควรมีดุลยภาพในทุกๆ ระดับ ทั้งในตัวมนุษย์เอง ในครอบครัว ในชุมชน ในสังคม และในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในเรื่องทิศทางของการพัฒนา ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีพระมหาชนก เป็นทฤษฎีใหญ่คับโลก เป็นทฤษฎีเพื่อทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมาพัฒนา อันจะให้เกิดการพัฒนาอย่างได้ดุลยภาพ และยั่งยืนผู้ที่เข้าใจทางทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหาชนกดีที่สุดคือ ปราชญ์ชาวบ้าน เพราะตรงกับที่เขาปฏิบัติอยู่แล้ว นายกฯทักษิณได้พูดถึง dual tracts หรือเส้นทางคู่ขนาน 2 เส้น คือเส้นหนึ่งเพื่อความเข้มแข็งของฐานล่างของสังคม กับอีกเส้นหนึ่งคือเศรษฐกิจมหภาค หรือการแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบวัตถุนิยม บริโภคนิยม วิธีนี้เมื่อทำไปๆ เศรษฐกิจมหภาคมันจะไปกินฐานล่างเหมือนเดิม เพราะมันมีพลังมากกว่า แล้วเป็นพลังที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริต ท่าที่ของรัฐบาลยังเป็นท่าทีของนักพัฒนาตามกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม จริงอยู่ การที่จะเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจพอเพียงทันที นั้นทำไม่ได้ แต่ควรจะบริหารจัดการช่วงเปลี่ยน (transition management) ไม่ควรจะเรียกว่า dual tracts มี tract เดียวคือ การพัฒนาอย่างได้ดุลยภาพ ไม่ได้แปลว่าไม่ทำเศรษฐกิจมหภาค แต่ต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคให้เกื้อกูลกัน ตรงนี้เป็นความยากที่ต้องการปัญญาและจิตสำนึก ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ผลิตอาหารได้เหลือเกินและมีสันติภาพ คือไม่ฆ่ากันด้วยเรื่องศาสนา ทุน 2 อย่างนี้ จะทำให้เราอยู่ได้สบายไม่ว่าโลกจะปันป่วนอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีพระมหาชนก และตั้งเข็มมุ่งไปในทิศทางแห่งสัมมาพัฒนา 3. การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคน ของคนทุกคน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน คนเราทุกคนเกิดมามีศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน คือศีลธรรมพื้นฐาน จากศีลธรรมพื้นฐานนี้จึงเกิดมีหลักการของประชาธิปไตย ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก การพัฒนาต่างๆ เช่น พัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานนี้ จึงจะเกิดความถูกต้องเป็นธรรม หากขาดศีลธรรม พื้นฐานนี้จะไม่เกิดความถูกต้องเป็นธรรม และความเจริญอย่างแท้จริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ สังคมไทยขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ คนเล็กคนน้อยไม่มีความหมาย และไม่ได้รับการเคารพ เพราะสังคมไทยมีความสัมพันธ์ทางดิ่งระหว่างคนข้างบนที่มีอำนาจ กับคนข้างล่างที่ไม่มีอำนาจ ดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป การที่สังคมไทยจะเป็นสังคมที่เจริญอย่างแท้จริงได้ ต้องมีศีลธรรมพื้นฐานนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงได้บัญญัติเรื่องศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ คำถามก็คือ จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าเป็นเรื่องของจิตสำนึก นี้เป็นเรื่องพื้นฐานอย่างหนึ่งของสังคมไทย ที่แก้ไขไม่ได้ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ แบบลุกลี้ลุกลน แต่ต้องการความละเอียดอ่อนทางจิตใจ ความเข้าใจ และความตั้งใจ การเปลี่ยนฐานแห่งความรู้ แทนที่จะถือว่าความรู้มีฐานอยู่ในตำรา มาเป็นความรู้อยู่ในผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของทุกคน ดังจะได้กล่าวในตอน 7 4. การปรับโครงสร้างสังคม จากความสัมพันธ์ทางดิ่งสู่ความสัมพันธ์ทางราบ โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างสังคมกำหนดคุณสมบัติของสังคม ในสังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง คือระหว่างคนข้างบนที่มีอำนาจกับคนข้างล่างที่ไม่มีอำนาจ เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี สังคมไทยมีความสัมพันธ์ทางดิ่งมาแต่โบราณ คือเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ระหว่างคนข้างบนที่มีอำนาจที่เรียกว่านาย กับคนข้างล่างที่ไม่มีอำนาจที่เรียกว่าไพร่ ในสังคมอย่างนี้การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนจะขาดแคลน ประชาธิปไตย ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสังคม จึงเกิดได้ยาก ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะเข้าใจได้ว่าทำไมทั้งๆ ที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และพุทธศาสนาก็เป็นของดีจึงมีความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมาก พุทธศาสนานั้นเน้นที่ความสัมพันธ์ทางราบแต่เมื่อเข้ามาสู่ประเทศไทยที่มีโครงสร้างทางดิ่ง ผลของการเป็นทางดิ่งก็ไปบดบังผลดีที่ควรจะเกิดขึ้นจากพระพุทธศาสนา โครงสร้างทางสังคมเป็นสิ่งที่เหนียวแน่นและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน เศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรมจึงจะดี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม จึงเป็นเรื่องพื้นฐานอีกเรื่องหนึ่งของสังคมไทย การส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาค คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม จากสังคมเผด็จการไปเป็นประชาสังคม(civil society) ซึ่งกำลังดำเนินไปมากพอสมควร รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมการปรับโครงสร้างทางสังคม เรื่องนี้ต้องการความเข้าใจ และส่งเสริมจากภาครัฐ พร้อมๆ กันนี้ โครงสร้างขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง ทางราชการ ทางการศึกษา ทางธุรกิจ และทางศาสนา ล้วนเป็นโครงสร้างทางดิ่ง ซึ่งทำให้พฤติกรรมในองค์กรขาดความถูกต้องเป็นธรรม และองค์กรไร้ประสิทธิภาพ ก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีโครงสร้างทางราบ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการความเข้าใจในเวลาอันรวดเร็วพอสมควร 5. การปักธงแห่งอหิงสธรรมบนแผ่นดินไทย อหิงสา ปรมา ธัมมา อหิงสธรรมเป็นพลังที่จะทำให้ผ่านความติดขัดทางประวัติศาสตร์ ดังที่มหาตมะคานธี และเนลสัน แมนเดลา ใช้อย่างได้ผลในประเทศอินเดีย และแอฟริกาใต้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กล่าวถึงใน 4 ข้อข้างต้น เป็นปัจจัยให้เกิดความรุนแรงในสังคม ประเทศไทยจะต้องปักธงอหิงสธรรมบนผืนแผ่นดินให้ได้ ผู้ปกครองไม่ควรให้สัญญาณใดๆ ให้รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน เพราะรัฐที่ใดๆ ก็ตามมีความโน้มเอียงจะใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว การฆ่าเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์มิใช่ทางจะบรรลุความสำเร็จ การฆ่าคอมมิวนิสต์ยังต้องปรับเปลี่ยนเป็นใช้สันติวิธี ถ้ารัฐส่งสัญญาณให้ใช้ความรุนแรง ความรุนแรงจะแปรรูป บานปลาย จนเกิดจลาจลในสังคมถ้าใช้การฆ่าโดยไม่ผ่านระบบความยุติธรรม ทำนองถ้าสงสัยก็ฆ่าได้ ต่อไปโดยตรรกเดียวกัน ถ้าสงสัยว่านักการเมืองคอร์รัปชั่น แล้วไม่มีทางจับได้ไล่ทัน ก็จะใช้การฆ่านอกกระบวนการทางกฎหมาย นี้คือที่ว่ามันจะบานปลาย ทำนองดาบนั้นคืนสนอง จลาจลกันไปทั้งสังคม ในการปรับโครงสร้างทางสังคม แม้จะทำด้วยวิธีสันติวิธี ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงที่ก่อโดยผู้มีอำนาจ ฉะนั้นสังคมไทยจะต้องฝึกอบรมสันติวิธีกันขนาดหนัก สันติวิธีทำได้ยาก ความรุนแรงทำได้ง่าย แต่ถ้าทำได้ สันติวิธีมีพลังมากที่จะพาให้หลุดพ้นการติดทางประวัติศาสตร์ และเอาชนะพลังความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ตามสภาพการณ์เกือบจะไม่มีทางใดเลยที่จะก้าวล่วงความรุนแรงไปได้ สันติวิธีจึงเป็นระเบียบวาระแห่งชาติในการเคลื่อนไหวหรือความเป็นธรรมทางสังคม 6. เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัญหาทางสังคมในปัจจุบันสลับซับซ้อนมากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ปัญหายากๆ โดยการนำที่รวมศูนย์ การนำที่รวมอำนาจ รวมศูนย์อันตรายอย่างยิ่ง เพราะความเป็นอนิจจัง เมื่อผู้นำเปลี่ยนแปลงไป หรือหมดสภาพ โครงสร้างทั้งหมดจะล้มครืนลง อำนาจรวมศูนย์ย่อมนำไปสู่วันที่ซีย์นโดรม ในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน จักรพรรดิที่ทรงอำนาจใดๆ ย่อมพินาศเพราะขันที และบ้านเมืองเกิดจลาจล เพราะเมื่อมีการใช้อำนาจรวมศูนย์ คนดีๆ ย่อมตีตนออกห่าง พวกประจบสอพลอ หรือขันทีมาห้อมล้อม ห้อมล้อมให้ขาดจากความจริง การไม่ใช้ความจริงทำให้พินาศ และเกิดจลาจล การที่จะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สังคมจะต้องมีพลัง ทั้งพลังทางสังคมและพลังทางปัญญา สังคมของเราเป็นสังคมที่ปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ทำให้สังคมไม่มีพลังที่จะดำรงตนอยู่ในดุลยภาพ เสี่ยงต่อการเกิดความไร้ระเบียบและความรุนแรง คุณทักษิณจะต้องใคร่ครวญและดูใจตนเองให้ดี ว่าจะเลือกปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา หรือจะเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา การตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งจะมีผลกระทบต่ออนาคตของสังคมไทยและอนาคตของคุณทักษิณอย่างมาก 7. การอภิวัตน์ทางปัญญา ปัญหาที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อข้างต้น เป็นเสมือนภูเขาที่ขวางกั้นประเทศไทย การที่จะก้าวข้ามเขาทั้ง 6 ไปได้ต้องการพลังทางปัญญาของสังคม ระบบการศึกษาที่ดำรงอยู่ ทำให้เกิดความอ่อนแอทางปัญญา เพราะเป็นระบบการศึกษานอกสังคม กล่าวคือไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญา ปัญญาจะเข้มแข็งต่อเมื่อเผชิญปัญหา และพยายามแก้ปัญหา การปฏิรูปการศึกษาที่กำลังทำอยู่ไม่เพียงพอต่อการอภิวัตน์ทางปัญญา เพราะยังทำอยู่ในภพภูมิเดิม ที่ถือว่าความรู้มาจากตำรา เป็นการคิดแยกชีวิตกับการศึกษาออกจากกัน ว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง และการศึกษาก็อีกอย่างหนึ่ง โดยการศึกษาเอาวิชาเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง การศึกษาแบบนี้ทำให้อ่อนแอทางปัญญา ขาดความภูมิใจ และความมั่นใจแห่งชาติ และเกิดความทุกข์ระงมไปทั้งชาติ ความภูมิใจ และความมั่นใจแห่งชาติ เป็นฐานของความเข้มแข็ง ถ้าถือว่าความรู้อยู่ในตำรา ถามว่าใครเขียน และเอามาจากไหน ในที่สุดก็จะไล่ได้ว่าเอาจากฝรั่ง ฝรั่งอาจจะดีสำหรับฝรั่ง แต่ไม่ใช่ฐานแห่งความภูมิใจ และความมั่นใจของชาติไทย แต่เป็นการตอกย้ำให้ดูถูกตัวเอง ถ้าถือว่าความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติ การต่างๆ จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คนไทยทุกคนจะกลายเป็นคนที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี เพราะเป็นผู้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ และเป็นผู้สร้างความรู้ในเรื่องนั้นๆ ภูมิปัญญาที่เราสะสมมาในวิถีชีวิตไม่ได้อยู่ในตำราแต่อยู่ในการปฏิบัติ อานิสงส์ของการถือว่าฐานของความรู้อยู่ในผู้ปฏิบัติ และการปฏิบัติมีอย่างน้อย 8 ประการ ดังที่เขียนไว้เป็นรายละเอียดในนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" ฉบับ เมษายน 2546 การจัดการความรู้(Knowledge Management) ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความรู้ที่มีอยู่ในตัวแต่ละคน จะสร้างปัญญาก้อนมหึมาของสังคมไทย และมีนวัตกรรมทางปัญญาเกิดขึ้น จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้อันหลากหลาย ที่มาจากฐานชีวิตจริง และการปฏิบัติจริง อันที่จริงขณะนี้รัฐบาลก็ติดกับการปฏิรูปการศึกษาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องการอภิวัตน์ทางปัญญาอย่างจริงจัง 8. การตัดขาดจากธุรกิจครอบครัว ที่กล่าวมาทั้ง 7 ข้อข้างต้นเป็นเรื่องยากมาก ถ้าไม่มีพลังของความถูกต้องย่อมทำไม่สำเร็จ ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเป็นคนเก่งมาก แต่สิ่งที่จะถ่วงพลังคุณทักษิณก็คือ สาธารณะจะยังไม่ไว้วางใจว่าแท้ๆ แล้วคุณทักษิณเป็นรัฐบุรุษหรือนักธุรกิจการเมือง ถ้าสามารถสลัดตัดขาดให้สะเด็ดน้ำ จากธุรกิจของครอบครัว จะเกิดพลังทางจริยธรรมมาก คนอย่างมหาตมะ คานธี และเนสสัน แมนเดลา มีพลังทางจริยธรรมสูงมาก ช่วยให้ประเทศหลุดจากวิกฤตทางประวัติศาสตร์ ผมไม่สามารถเรียกร้องมากเกิน แต่ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสสูงสุด ของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง ที่จะทำเพื่อชาติบ้านเมือง จะอาลัยกับอะไรอื่นไปทำไม ที่ผมกล่าวเรื่องนี้ไว้ สำหรับคนอื่นๆ ทุกๆ คนด้วยว่าการดำรงตนอย่างถูกต้องตามฐานะของตนจะช่วยให้บ้านเมืองมีพลัง ในสังคมของเรายังไม่ระมัดระวังกันในเรื่องนี้ เช่นผู้ที่ใกล้ชิดสถาบันต้องดำรงอยู่ในความถูกต้องทั้งทางกาย วาจา ใจ การคลุกคลีใกล้ชิดอยู่กับธนานุภาพ ย่อมทำให้สังคมเสียสมดุลอย่างแรงได้ เป็นต้น มรรค 8 แห่งการพัฒนาสังคมนี้เป็นเรื่องพื้นฐานและยากที่สุด รัฐบาลทักษิณจะทำได้หรือไม่ได้อย่างไร ก็จะต้องรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์เอง ผมนำเสนอไว้ให้เพื่อนคนไทยใช้ประกอบการพิจารณา ในการเคลื่อนไหวสังคมด้วยปัญญา และสันติวิธี เพื่อให้สามารถทะลุอุปสรรคขวางกั้นอันยากยิ่ง ไปสู่การเป็นบ้านเมืองที่มีความเป็นธรรมทางสังคม และมีความร่มเย็นเป็นสุข หรือเป็นสังคมสันติประชาธรรมให้ได้ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |