พัฒนาการและทางเลือกของสังคมไทย

โดย นิยม สองแก้ว      มติชนรายวัน   วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2546

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูล โครงการก่อ สร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด โครงการก่อ สร้างท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ฯลฯ กำลังจะขยายความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม(ประชาชน กับ ประชาชน, รัฐ กับ ประชาชน, รัฐ กับ เอ็นจีโอ ฯลฯ) ให้กว้างขวาง รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองเพียงผิวเผินเรื่องนี้ดูประหนึ่งว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีคนเกี่ยวข้องไม่มากนัก แต่หากพิจารณาให้ดีนี่คือ การส่งสัญญาณให้สังคมไทยรู้ว่าผลพวงจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้เวลาสุกงอมแล้ว

กว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้แนวทางการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเน้นอุตสาหกรรมและการส่งออก คู่ไปกับแนวคิดความทันสมัย(Moder nization) และโลกาภิวัตน์(Globalization) ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของทุนนิยม ประชาธิปไตย แบบตะวันตก

ผลของการพัฒนาตามแนวทางดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงผลผลิตในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการมีความหลากหลายและก้าวหน้า แต่ในขณะเดียวกันทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลงไปพร้อมๆ กับทรัพยากรมนุษย์ที่มีความเหลื่อม ล้ำระหว่างเมืองกับชนบทมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น ปัญหาความยากจน เอดส์ ยาเสพติด ทุจริต คอร์รัปชั่น โสเภณี อาชญากรรม บริโภคนิยม ฯลฯ กลายเป็นบทสรุปก่อนวิกฤตปี 2540 ว่า "เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน"

ผลพวงของการพัฒนาเชิงรูปธรรมนี้ ได้ก่อให้เกิดความเห็นที่แตกต่างกันเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายกระแสหลักและฝ่ายกระแสรอง โดยฝ่ายแรกซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจในการกำหนดแนวทางการพัฒนาโดยตลอดมองว่า เป็นปัญหาเทคนิค กลไกของการจัดการ ส่วนฝ่ายหลังมองว่า เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและแนวทางการพัฒนา(แสวง รัตนมงคลมาศ, 15 ธันวาคม 2543)

ช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาสังคมไทยมีความขัดแย้งที่รุนแรงจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างน้อยก็ 3 ครั้ง คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และ 17-20 พฤษภาคม 2535 ซึ่งผู้เขียนเห็นพ้องกับอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่สรุปว่าเป็นการเรียกร้องความต้องการของตนจากพลังงานการเมืองภาคประชาชนที่กำลังก่อรูปมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการพัฒนาประเทศแบบลำเอียงได้บ่มเพาะความเดือดร้อนมาถึงจุดที่สุกงอม (มติชนรายวัน, 22 ธันวาคม 2545: 13)

หากตั้งคำถามว่า แนวทางการพัฒนาประ เทศที่ผ่านมาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบันอย่างไร ก็ต้องวิเคราะห์ถึงปัญหาหรือข้อจำกัดของระบบทุนนิยมที่ไทยใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาว่ามีอะไรบ้าง

ปัญหาหรือข้อจำกัดของระบบทุนนิยมซึ่งสร้างปัญหาให้แก่สังคม คือ

1) เป็นระบบที่เน้นเสรีภาพมากเกินไป จนขาดความตระหนักในเรื่องความเสมอภาคและความเป็นธรรม ทำให้มนุษย์เห็นแก่ตัวเพราะเน้นความสำคัญในเรื่องของวัตถุมากกว่าจิตใจ

2) ให้คุณค่ามนุษย์เป็นเพียงปัจจัยการผลิตเหมือนเครื่องจักร เพราะใช้ระบบการแข่งขัน มีการแบ่งงานกันทำ จึงทำให้มนุษย์ตกเป็นทาสของระบบ

3) ระบบทุนนิยม เน้นหน่วยการผลิตที่มีขนาดใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดความประหยัดจึงต้องใช้ทุนมากผลประโยชน์ตกอยู่ที่คนส่วนน้อย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีทุนมาก จึงไม่สามารถเข้ามาผลิตแข่งขันได้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดยใช้ระบบทุนนิยมประสบความสำเร็จในเชิงรูปธรรมสูงยิ่งในประเทศตะวันตก ประเทศไทยและประ เทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จึงยึดรูปแบบและแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมเสรีประชา ธิปไตย และโลกาภิวัตน์แบบตะวันตกมาเป็นตัวแบบในการพัฒนาประเทศของตนเอง

แต่ข้อมูลเเชิงประจักษ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันคือ ประเทศไทยมีลักษณะ "ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา (Modernization without development)" เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้าง วัฒนธรรม ค่านิยม(แบบ Tradition Characteristic) ให้ทันสมัย(Modern Characteristic) แบบชาติตะวันตกได้ รวมทั้งระบบการเมืองที่พรรคการเมืองไม่ได้เป็น Mass แต่เป็น Faction และนักการเมืองส่วนใหญ่ขาด Political Skills ส่งผลให้ระบบการศึกษา ศาสนา ค่านิยม มีความอ่อนแอและขาดพลังที่จะพัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้าเช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฯลฯ

ในสถานการณ์ปัจจบัน อาจกล่าวได้ว่าความขัดแย้งที่ปากมูล บ่อนอก-หินกรูด และจะนะ คือ ผลพวงของการพัฒนาประเทศที่ลำเอียงและไม่เป็นธรรม(วัดจากโครงสร้างอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ของคนทั้งประเทศ) รัฐบาลจึงต้องวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของปัญหารวมทั้งแนวทางการแก้ไขอย่างรอบคอบและมีสติอย่างยิ่ง

ประการแรก ต้องมองกลุ่มคนที่รวมตัวกันยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ อย่างกัลยาณมิตรว่าเขามีความทุกข์มีความเดือดร้อนจริงๆ จึงรวมตัวกันมาเรียกร้องต่อภาครัฐ เพราะอย่างน้อยพวกเขาคือคนไทยที่รัฐบาลต้องให้การดูแลช่วยเหลือตามหน้าที่อยู่แล้ว

ประการที่สอง ต้องมองคนที่มาช่วยเป็นที่ปรึกษา เช่น เอ็น จี โอ หรือนักวิชาการในฐานะผู้ที่เข้าไปให้คำปรึกษา ช่วยเหลือคนยากจน(ที่ขาดข้อมูล หรือ ทักษะทางวิชาการให้มีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของกลุ่มเช่นเดียวกับนายกฯ และรัฐมนตรีซึ่งมีที่ปรึกษาเหมือนกัน) มากกว่าที่จะมองว่าเป็นคนที่ชอบหากินกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน

ประการที่สาม ต้องเคารพและให้คุณค่าเรื่อง สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และการปกครองแบบประชาธิปไตย

ประการที่สี่ การตัดสินใจนโยบายสาธารณะ ควรมีการรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง เหตุผลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน โปร่งใส และสามารถอธิบาย ชี้แจงต่อประชาชนได้ในทุกประเด็น ที่สำคัญคือ ตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม(ไม่ใช่ ถูกใจและลำเอียง)

ถ้าทำได้อย่างนี้ ความขัดแย้งก็จะนำไปสู่ดุลยภาพ(Balance) ทางสังคมที่สันติและสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม หรือ สังคมแห่งเทคโนโลยี แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังมีการซ้อนกันของคลื่นทั้งสามลูก คือ มีคนที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม(คลื่นลูกที่ 1) ประมาณร้อยละ 60 ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในสังคมอุตสาหกรรม(คลื่นลูกที่ 2) และสังคมเทคโนโลยี หรือสังคมโลกาภิวัตน์ด้วย

แม้คลื่นลูกที่สองจะก่อให้เกิดประโยชน์จากการพัฒนาแต่ก็มีปัญหาทางสังคมเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน ในขณะที่คลื่นลูกที่สามได้โหมพัดกระหน่ำสังคมไทยอย่างรุนแรงจนยากจะหลีกเลี่ยงได้ ประเทศไทยจึงถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจเลือก "แนวทางการพัฒนา" กันอีกครั้งหนึ่งว่าภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่มีความเหลื่อมต่าง เราจะกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

โจทย์สำคัญของรัฐบาลในเวลานี้ ไม่ใช่จะจัดการเก็บม็อบปากมูล บ่อนอก-หินกรูด หรือจะนะอย่างไรเท่านั้น ประการสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การพัฒนาประเทศมีความสมดุล ยั่งยืน และเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่รวมศูนย์ ผูกขาด โดยคนกลุ่มน้อยเอารัดเอาเปรียบคนกลุ่มใหญ่ แต่ต้องพยายามดึงคนส่วนใหญ่ที่ยากจนและด้อยโอกาสให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง เพราะแม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ยังยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบ ม็อบสารพัดม็อบก็ไม่มีวันหมด และอาจจะลุกลาม ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นไฟแห่งความรุนแรงที่ไม่มีวันดับ เช่นเดียวกับขบวนการก่อการร้ายในปัจจุบัน

ถึงวันนี้ รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร อยู่ที่แนวคิดและจุดยืนของท่านเอง หากมองว่าเป็นปัญหาเทคนิคกลไกของการจัดการ ก็แก้ไขเทคนิคและการจัดการให้ถูกต้อง แต่ถ้ามองว่าเป็นปัญหาโครงสร้างและแนวทางการพัฒนา ก็ต้องแก้ที่โครงสร้างและแนวทาง

หยุด "คิดไป-ทำไป" แล้วกลับมา "คิดใหม่ (อีกครั้ง)" เถิดครับ ท่านนายกฯถ้า "ยิ่งพัฒนา ยิ่งจน" "รวยกระจุก จนกระจาย" และ "ครอบครัวสลาย ชุมชนอ่อนแอ" เช่นทุกวันนี้ แล้วเราจะบอกลูกหลานในวันข้างหน้าได้อย่างไรว่า "คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน"

หน้า 14

กลับหน้าแรก