สัตว์เศรษฐกิจ

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์    กรุงเทพธุรกิจ      วันที่ 13 มีนาคม 2546

ในที่สุด อัตราดอกเบี้ยก็ลดลงอีก เริ่มด้วย ธนาคารกรุงเทพจุดพลุ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 24 เดือนลงจากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.00 ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารอื่นๆ ส่วนอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ก็ลดลงมาเหลือแค่ร้อยละ 1.25 

สาเหตุของการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ยังคงเป็นสภาพคล่องล้นเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 6 แสนล้านบาท ทำให้แต่ละธนาคารต้องแข่งกันลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เงินฝากไหลเข้ามาจากธนาคารอื่นที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ ยังเผชิญกับแรงกดดันอีกประการหนึ่งคือ การลดลงของอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด

ที่น่าเป็นห่วงคือ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะลดลงอีกในระยะสามเดือนข้างหน้านี้ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวช้ามาก กดดันให้เฟดต้องลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 18 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องลดอัตราดอกเบี้ยกันอีกรอบ คาดว่า ภายในกลางปีนี้ อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ไทยคงจะเหลือแค่ร้อยละ 1.00 เท่านั้น

อัตราดอกเบี้ยในประเทศต้องลดต่ำลงตามอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ เพราะถ้าช่องว่างถ่างกว้างมากเกินไป ก็จะเกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นลูกโซ่ ภาคเอกชนไทยจะชะลอการชำระหนี้ต่างประเทศ ในขณะที่จะมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น ผลก็คือ เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการส่งออกไทยที่กำลังขยายตัวอย่างมากในขณะนี้ และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังเติบโตในอัตราที่น่าพอใจต้องชะลอตัวลงในที่สุด

ที่ผ่านมา นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องแล้ว ธนาคารพาณิชย์ยังพยายามระบายสภาพคล่องล้นเกินออกไปด้วยการเร่งปล่อยสินเชื่อ ดังจะเห็นได้ว่า สินเชื่อธนาคารขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นมากตั้งแต่ปลายปี 2545 และเพิ่มถึงร้อยละ 8.4 ในเดือนมกราคม 2546 เทียบกับเดือนมกราคม 2545 ในขณะที่เงินฝากธนาคารกลับชะลอตัวลงเรื่อยๆ และเพิ่มเพียงร้อยละ 1.2 ในช่วงเดียวกัน

แต่การขยายตัวกลับไปเน้นที่สินเชื่อบ้านและที่ดิน รถยนต์ และการบริโภคส่วนบุคคล เช่น บัตรเครดิต ในขณะที่สินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราต่ำกว่ามาก ข้อเท็จจริงนี้ยังยืนยันได้จากมูลค่าการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 7-8 ในช่วงต้นปี 2546 ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าบริโภคฟุ่มเฟือยกลับพุ่งถึงร้อยละ 25-30

การที่อัตราดอกเบี้ยต่ำไม่มีผลไปกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรม เพราะภาคการผลิตไทยยังต้องแบกกำลังการผลิตส่วนเกินไว้สูงมากถึงร้อยละ 40 เราจึงยังมีเครื่องจักรโรงงานที่ใช้งานไม่เต็มที่หรือทิ้งไว้เฉยๆ อีกมากมาย เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะหนีเสือปะจระเข้คือ จำต้องลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท กระตุ้นการส่งออก การใช้จ่ายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

แต่ในระยะยาว อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมากจะเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจไทย เพราะนอกจากจะไม่มีผลไปกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมแล้ว ยังกลับไปส่งเสริมการบริโภคฟุ่มเฟือย และการเก็งกำไรบ้าน ที่ดิน หุ้น

ที่สำคัญ การบริโภคฟุ่มเฟือยและการซื้อบ้านที่ดินที่พุ่งทะยาน มิใช่เกิดจากรายได้ปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น แต่เกิดจากการกู้ยืมสร้างหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำติดดิน ผลก็คือ คนไทยปัจจุบันกำลังเอารายได้ในอนาคตมาเร่งบริโภค ทั้งๆ ที่รายได้ปัจจุบันมิได้เพิ่มขึ้นมากนัก

เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาฟื้นตัวได้เพราะคนเริ่มกู้เงินซื้อบ้านและที่ดิน หรือมาซ่อมบ้าน จากนั้นก็กู้เงินซื้อรถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถกระบะ แล้วก็กู้เงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หนี้สินบริโภคของคนไทยจึงสั่งสมเพิ่มขึ้นหลายแสนล้านบาทในเวลาเพียงปีเศษ ประกอบกับหนี้สินระดับรากหญ้าที่รัฐบาลประเคนให้คนจนกู้เงินมาใช้จ่ายในโครงการประชานิยมสารพัด

คำถามคือ เศรษฐกิจฟองสบู่บริโภคในปัจจุบันจะไปได้สักกี่น้ำ?

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเคยมีประสบการณ์คล้ายกันในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดต่ำเป็นประวัติการณ์ ชาวอเมริกันทุ่มตัวกู้เงินซื้อบ้าน รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งฟุ่มเฟือยสารพัด การใช้จ่ายเฟื่องฟูอยู่ได้หลายปีแล้วก็เผชิญวิกฤติหนี้เน่าอสังหาริมทรัพย์ และหนี้บริโภคเมื่อรายได้ที่แท้จริงมิได้เพิ่มมากพอที่จะใช้หนี้เก่าได้ กลายเป็นวิกฤติสถาบันออมทรัพย์และเงินกู้ หรือ savings and loans crisis อันโด่งดัง ประสบความเสียหายไปถึงสองแสนล้านดอลลาร์

นอกจากอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก รวมทั้งการสั่งสมหนี้อสังหาริมทรัพย์และหนี้บริโภคจำนวนมหาศาลแล้ว สัญญาณอันตรายในระยะอันใกล้คือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค้างอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน วิกฤติสงครามอิรักที่กำลังระเบิดขึ้น ตลอดจนเงินทุนเอกชนที่ยังคงไหลออกต่างประเทศเดือนละ 700-1,000 ล้านดอลลาร์

แต่การแทรกแซงราคาน้ำมันโดยรัฐบาล ก็ทำให้สัญญาณทางลบเหล่านี้เป็นหมันไป เราจึงเลือกที่จะไม่สนใจวิกฤติราคาน้ำมันและภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังโผล่ขึ้นที่ขอบฟ้า หลังจากยากลำบากมาหลายปี พวกเราก็หมดความอดทน หันมาหมกมุ่นหลงระเริงกับการกู้ยืมใช้จ่ายอย่างเมามัน หลอกตัวเองว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้วอย่างยั่งยืนถาวร ก่นด่านักวิชาการทุกคนที่ออกมาเตือนด้วยความหวังดี

ไม่สนใจกับการสร้างอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ทำลายประชาธิปไตยในปัจจุบัน ไม่ไยดีกับการแทรกแซงปิดปากสื่อมวลชน ทำเป็นไม่รู้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้งและป่าเถื่อน สะใจกับเสียงปืนยิงทิ้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา และผู้คนนับพันที่ถูกสงสัยว่าพัวพันยาเสพติด แล้วพวกเรายังช่วยกันรุมกระทืบนักสิทธิมนุษยชนทุกคนที่กล้าออกมาเตือนสติเราว่า สิทธิแห่งความเป็นคนอันประเสริฐของเราเองก็กำลังถูกฆ่าทิ้งไปด้วย

ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์บางท่านว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่หวงแหนสิทธิเสรีภาพของตนยิ่งกว่าชีวิต แต่ปราชญ์ท่านนั้นคงไม่เข้าใจว่า คนบางหมู่เหล่าอาจเป็นได้แค่ "สัตว์เศรษฐกิจ"

 

กลับหน้าแรก