|
เศรษฐศาสตร์
ว่าด้วยความสกปรก
ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 12 มีนาคม 2546 ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องการวางนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน นักการเมืองเป็นผู้ดำเนินนโยบายในรูปของโครงการต่างๆ แต่นักการเมืองมักจะใช้นโยบายสาธารณะหาประโยชน์ให้กับตนเอง และพรรคพวก กรณีอื้อฉาวเรื่องโครงการบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านจังหวัดสมุทรปราการคือ ตัวอย่างของการหาประโยชน์จากนโยบายสาธารณะที่ชัดเจนมาก แต่กรณีนี้ไม่ใช่เป็นเพียงผลงานของนักการเมือง โดยได้รับความร่วมมือจากข้าราชการ แต่ข้อมูลและรูปการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ว่ายังได้รับความร่วมมือจากเอดีบี องค์กรเพื่อการพัฒนาระดับนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย เงินทุนเพื่อการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านส่วนหนึ่ง ได้มาจากเงินกู้เอดีบี โครงการบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านในความรับผิดชอบ ของกรมควบคุมมลพิษกระทรวงวิทยาศาสตร์ ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2529 คณะ รมต.เห็นชอบ พ.ศ.2538 มีจุดมุ่งหมายที่ดีคือเพื่อบำบัดน้ำเสียจากโรงงานในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่มีประมาณ 5,000 แห่ง การสำรวจศึกษาเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติ สำรวจพื้นที่กว่า 10 แห่ง และศึกษาหลายระบบขจัดมลพิษจากน้ำ เพื่อหาแหล่งที่เหมาะสม และระบบที่ดีที่สุดในการสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสีย ข้อสรุปคือเสนอให้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียขนาดเล็ก 2 แห่ง แต่ไม่ได้ทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) แม้ กม.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 จะมีข้อกำหนดไว้ ต่อมากรมควบคุมมลพิษ เสนอให้รวมบ่อบำบัดเล็ก 2 แห่ง เข้าเป็นบ่อบำบัดใหญ่เพียงหนึ่งแห่ง โดยก่อสร้างในที่ที่เลือกไว้เพียงแห่งเดียว คือที่คลองด่าน ข้อมูลที่มีอยู่ชี้ว่าการทำเช่นนั้นให้ประโยชน์กับนักการเมืองทรงอิทธิพลรายหนึ่งซึ่งมีที่อยู่ในบริเวณที่เลือก และขายที่ให้กับทางการในราคาสูงกว่าราคาตลาดกว่า 2 เท่าตัว และในการเปลี่ยนแปลงโครงการก็ไม่มีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับข้อเสนอใหม่นี้แต่อย่างใด พ.ศ.2540 คณะ ร.ม.ต.อนุมัติการเปลี่ยนแปลงโครงการ และการขอเพิ่มงบประมาณรวมจากประมาณหนึ่งหมื่นสี่พันล้านบาท เป็นสองหมื่นสี่พันล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 74 บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ชนะประมูลมีบุคคลในตระกูล ร.ม.ต. หรืออดีต ร.ม.ต. เป็นผู้ถือหุ้น ข้อมูลชี้ว่าก่อนที่โครงการจะได้รับความเห็นชอบโดยคณะ รมต.ได้มีการทักท้วงเป็นการภายในจากหน่วยงานต่างๆ ถึงความเหมาะสมของโครงการ สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณและกระทรวงอุตสาหกรรมชี้ว่า โครงการใช้ต้นทุนสูงและซ้ำซ้อนกับโครงการลักษณะเดียวกันในหน่วยงานอื่นในพื้นที่เดียวกัน จึงเสนอให้วางแผนให้รัดกุมกว่าเดิม กระทรวงมหาดไทยทักท้วงว่าการจัดซื้อที่ดินอาจก่อปัญหาในทางปฏิบัติได้ แต่ข้อทักท้วงเหล่านี้รัฐบาลขณะนั้นดูเหมือนว่าเพียงแต่รับฟังเท่านั้น ยังดำเนินโครงการต่อไปตามที่กรมควบคุมมลพิษเสนอ และข้อมูลเบื้องลึกและรายละเอียดต่างๆ ของโครงการไม่มีการรับรู้โดยสาธารณชน ประชาชนในเขตคลองด่านก็ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูล จนกระทั่ง พ.ศ.2541 เมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างเริ่มลงมือดำเนินการในพื้นที่และชาวบ้านเริ่มตระหนักว่าน้ำเสียที่จะถ่ายลงทะเล อาจจะส่งผลทำลายฟาร์มเลี้ยงหอยแมลงภู่และการทำประมงของพวกเขา นั่นแหละ ชาวบ้านถึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงรวมตัวกันส่งเสียงคัดค้าน พวกเขาเริ่มเสาะหา ข้อมูลรายละเอียดของโครงการ เพราะไม่สามารถได้ความกระจ่างจากภาครัฐ ในกระบวนการเสาะหาข้อมูล ชาวบ้านจึงได้พบเงื่อนงำต่างๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินที่ไม่โปร่งใส และพบว่าไม่มีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบ พวกเขาจึงจี้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบให้คำอธิบายยื่นหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีกรมประมงและนายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบเงื่อนงำต่างๆ และผลกระทบต่อการทำประมง ยื่นหนังสือให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตรวจสอบการคอร์รัปชั่นในโครงการทำหนังสือร้องเรียนถึงเอดีบี ให้ตรวจสอบโครงการว่า ละเมิดนโยบายของเอดีบีหรือไม่ พร้อมทั้งถวายฎีกา เกี่ยวกับโครงการบำบัดน้ำเสียรวมจังหวัดสมุทรปราการ ทางเอดีบี แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเพื่อเข้ามาตรวจสอบ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม รายงานเบื้องต้นของคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระสรุปว่า การดำเนินโครงการขัดกับหลักการของเอดีบีถึงหกประการ รวมทั้งไม่ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และละเลยหลักการธรรมภิบาล โดยไม่ยอมให้โอกาสแก่ประชาชนในคลองด่านที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจโครงการ แต่เอดีบีก็ไม่ได้ทำอะไรที่จะทำให้สภาพการดีขึ้นแต่ประการใด ท้ายที่สุด ฝ่ายชาวบ้านที่คลองด่านจัดพิมพ์หนังสือเล่าถึงความเป็นมาและรายละเอียดปัญหาต่างๆ ของการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้น เพื่อชี้แจงให้รัฐบาลและสาธารณชนได้เข้าใจสถานการณ์จริง ชาวบ้านต้องการให้รัฐบาลยุติโครงการ เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหรือศูนย์พัฒนาสัตว์น้ำทะเล เหตุผลสำคัญคือ ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า แม้โครงการจะสร้างสำเร็จ(ขณะนี้สร้างไปได้ร้อยละ 95) ก็จะใช้การได้เพียงร้อยละ 25 ของกำลังบำบัดทั้งหมด เพราะว่าโรงงานส่วนใหญ่ในพื้นที่มีระบบบำบัดน้ำเสียของตนเองแล้ว หรือไม่ก็โยงกับโครงการขจัดมลพิษน้ำอื่นๆ อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังจะมีปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายโครงการมูลค่าสูงมาก ซึ่งจะต้องได้มาจากโรงงานที่จะมาใช้บริการ ท้ายที่สุดโครงการนี้อาจจะเป็นอีกโครงการหนึ่งซึ่งเริ่มจากจุดมุ่งหมายที่ดี แต่ถูกนักการเมืองยำจนใช้ประโยชน์ไม่ได้ตามจุดประสงค์ ตามข้อมูลของ สตง. ชี้ว่าขณะนี้โครงการบำบัดน้ำเสียใน 39 พื้นที่เทศบาลใช้งบฯมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท แต่ทุกแห่งไม่สามารถเดินระบบบำบัดน้ำเสียได้สำเร็จตามจุดประสงค์ ชาวบ้าน 2 ตำบลจะถูกผลกระทบของโรงงานบำบัดน้ำเสีย เพราะว่ามีอาชีพประมงเพาะหอยแมลงภู่และสัตว์น้ำอื่นๆ บริเวณชายฝั่ง ค้าขาย และอาชีพต่อเนื่อง เป็นชุมชนดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา กว่า 200 ปี ในบริเวณป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมกับการเลี้ยงหอยแมลงภู่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทีมวิจัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาวิจัยเงื่อนงำต่างๆ ของโครงการและพบว่ามีปัญหาเกี่ยวโยงกับความทับซ้อนของผลประโยชน์และการโกงทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินโครงการ ตั้งแต่การอนุมัติการเปลี่ยนแปลงโครงการ การจ้างบริษัทที่ปรึกษา การเลือกสถานที่ก่อสร้างการจัดหาและซื้อที่ดิน การจ้างผู้รับเหมาจนได้ชื่อว่าเป็นการ "คอร์รัปชั่นแบบบูรณาการ" เราต้องให้เครดิตกับขบวนการชาวบ้านที่คลองด่าน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลทักษิณต้องเข้ามาจัดการปัญหาในท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีเองยอมรับว่ามีปัญหาคอร์รัปชั่นแทบทุกขั้นตอน และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ประกาศยกเลิกสัญญาเก่าทั้งหมดกับผู้รับเหมา หลังจากพบว่าทำผิดสัญญาและบริษัทไม่ได้ดำเนินการแก้ไขแต่อย่างใด อธิบดีรายหนึ่งถูกย้ายและคงจะมีข้าราชการระดับล่างอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งกลายเป็นแพะรับบาป แต่การคอร์รัปชั่นอภิมหาโครงการเช่นนี้ข้าราชการทำเองไม่สำเร็จ ต้องมีนักการเมืองระดับ รมต.เกี่ยวข้องด้วยโดยตรง แต่คำถามก็คือนักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองเหล่านี้จะหลุดรอดเงื้อมมือ กม.ไปอีกหรือไม่? เพราะหลายคนยังโยงใยอยู่กับรัฐบาล นักการเมืองพร้อมด้วยพรรคพวกผู้รับเหมาและผู้ค้าวัสดุเท่านั้นได้ประโยชน์จากโครงการอย่างเป็นกอบเป็นกำ จากการขายที่ดินและจากงบประมาณที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 74 ผู้เสียประโยชน์คือชาวบ้านและสาธารณชนในวงกว้างที่เสียภาษีและต้องแบกรับภาระภาษีจ่ายเป็นค่าโง่ของโครงการไป เราได้บทเรียนอะไรจากอภิมหาโครงการนี้? ประการแรก เราไม่อาจให้ความเชื่อถือกับคณะ รมต. และเอดีบีว่าจะเป็นผู้ดำเนินโครงการ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง ประการที่สองจะต้องยอมให้สาธารณชน โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรง เข้ามีส่วนร่วม ในกระบวนการตัดสินใจ โครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่จุดเริ่มต้น โดยย่อ กรณีคลองด่านสอนเราว่า เราไว้ใจนักการเมือง ข้าราชการ และองค์กรระหว่างประเทศให้ดำเนินโครงการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะไม่ได้ พวกเขามักหาประโยชน์ส่วนตัว แต่สร้างปัญหาให้กับประชาชนคนธรรมดา รัฐบาลปัจจุบันน่าจะได้รับคำชมเชยที่เข้ามาจัดการกับปัญหาของโครงการนี้ แต่ยังมีโครงการอื่นๆ และประเด็นอื่นๆ (เกี่ยวโยงกับการทับซ้อนของผลประโยชน์) ซึ่งรัฐบาลนี้ยังไม่ได้เข้าไปดูแล แถมยังมีทัศนคติเป็นอคติกับสื่อมวลชน ขบวนการชาวบ้าน และนักวิจัยอิสระที่พยายามจะชี้ให้เห็นปัญหาและความเงื่อนงำต่างๆ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |