|
สิทธิบัตร
และลิขสิทธิ์มิใช่แค่เรื่องละเมิด
(1)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 10 มีนาคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3460 (2660) คำแถลงของนายกรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ร่วมกับ วัฒนา เมืองสุข รมช.กระทรวงพาณิชยว่า ให้ทุกหน่วยงานร่วมปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ให้ได้ใน 4 เดือนต่อจากสงครามยาบ้า โดยพร้อมทุ่มงบฯไม่อั้น การทำสงครามกับการระบาดของยาบ้าเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของสังคม เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่เร่งด่วน แต่การทุ่มงบฯไม่อั้นเพื่อปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้นผมยังกังขาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ในเชิงเร่งด่วนในเชิงความมั่นคงของสังคม และเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย รวมทั้งเป็นเรื่องยุติธรรมต่อสังคมหรือไม่ในการใช้งบฯภาษีอากรมาใช้ในกรณีนี้ ปัญหาของเรื่องสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้านั้นจะดูตื้นๆ เพียงแค่การละเมิดและการจับกุมปราบปรามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องมหภาคที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติในอีกมุมหนึ่ง คือ การขาดดุลชำระเงิน และดุลการค้าภาคบริการ ซึ่งสามารถทำให้การเติบโตของจีดีพีไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงถ้าการเติบโตนั้นทำให้เงินไหลออกนอกหมด ภาพที่ใหญ่กว่านั้นคือ ความไม่เป็นธรรมของราคาสินค้า (term of trade) ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา ในขณะที่การแสดงคอนเสิร์ตของมาดอนนาหรือไมเคิล แจ็กสัน ในเวลา 4 นาที (ร้องและเต้น 1 เพลง) จะมีลิขสิทธิ์คุ้มครองถึง 50 ปีหลังจากที่ตายไปแล้ว และสามารถทำรายได้มากกว่าชาวนาไทยทั้งประเทศทำนาปลูกข้าวเป็นเวลา 2 ปีเต็มๆ เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า (แฟรนไชส ชื่อแมกาซีน ชื่ออาหาร หนัง ซอฟตแวร์) เป็นเงินถึง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเท่ากับรายได้จากการส่งออกข้าวทั้งปีพอดีๆ ในด้านสิทธิบัตรยาได้ทำให้คนไทยจำนวนมากต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะจ่ายค่ายาราคาแพงที่บวกค่าสิทธิบัตรยาเข้าไปด้วยไม่ไหว 1.การคุ้มครองลิขสิทธิ์ยาวนานถึง 50 ปี เป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก และขาดการกระตุ้นให้เจ้าของพัฒนาปรับปรุงสิ่งใหม่ 2.การคุ้มครองสิทธิบัตรยาวนานถึง 20 ปี ทำให้ราคายาแพง และคนยากจนต้องเสียชีวิตเพราะจ่ายค่ายาไม่ไหว เป็นการละเมิดสิทธิในด้านการรับการรักษาพยาบาล รวมทั้งเป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก และขาดการกระตุ้นให้เจ้าของพัฒนาปรับปรุงสิ่งใหม่ 3.ค่าสิทธิบัตร ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเครื่องหมายการค้า คิดราคาตามค่าครองชีพหรือรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้เกิดการค้ากำไรเกินควรที่ไม่เป็นธรรม และเป็นสาเหตุหลักแห่งการละเมิดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า ที่ถูกต้องคิดจากรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศผู้ใช้ 4.สิทธิบัตรร้อยละ 97 ประเทศพัฒนาเป็นเจ้าของ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องขาดดุลสิทธิบัตรร้อยละ 97 ประเทศพัฒนาเป็นเจ้าของ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน 5.ประชาชนในประเทศยากจนต้องดำรงชีพอย่างไม่มีมาตรฐานขั้นต่ำเพราะการขาดดุลชำระเงิน รายได้ของประเทศถูกส่งออกไปจ่ายให้บริษัทข้ามชาติ นายบิล เกตส์ เจ้าของลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรรายใหญ่ที่สุดของโลก และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกจากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbs (July 6, 1998) มีทรัพย์สินในปี 1997 จำนวน 17,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประชากรจำนวน 11 ล้านคนของประเทศซิมบับเวทั้งประเทศ ในอีก 1 ปีต่อมาทรัพย์สินของนายบิล เกตส์ เพิ่มขึ้นเป็น 51,000 ล้านเหรียญ หรือ 2.2 ล้านลานบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณจำนวน 2 ปีของประเทศไทย และเท่ากับยอดส่งออกข้าวไทยเป็นเวลา 50 ปี (The Wall Street Journal Almanac 1998) จากการศึกษาใน 5 ประเทศ (อารเจนตินา บราซิล เม็กซิโก เกาหลี และไต้หวัน) ของธนาคารโลกในปี 1989 พบว่าการบังคับใช้สิทธิบัตรยาทำให้คนจนต้องจ่ายเงินเพิ่มอย่างน้อย 3.5 พันล้านเป็นอย่างต่ำถึง 10.8 พันล้านยูเอสเป็นอย่างสูง ซึ่งในขณะเดียวกันรายได้ของบริษัทยามีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างนอย 2.1 พันล้านถึง 14.4 พันล้านเหรียญยูเอส (Nogues, 1990) Subramanian นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ได้ศึกษากรณีของประเทศมาเลเซียได้ข้อสรุปออกมาว่า ราคายาในประเทศมาเล เซียซึ่งยอมรับในกฎระเบียบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มีราคาสูงกว่าในประเทศอินเดียร้อยละ 20-760 (Subramanian, 1990) ในกรณีของประเทศอารเจนตินา งบประมาณด้านสาธารณสุขของรัฐต้องเพิ่มขึ้นมาจ่ายเป็นค่ายามากถึง 194 ล้านเหรียญยูเอสในปี 1991 แต่ประชาชนจ่ายค่ายาไม่ไหวและใช้ยาน้อยลงร้อยละ 45.5 เพราะว่าราคายาเพิ่มขึ้นถึง 270% ในขณะที่บริษัทยาส่งเงินกลับประเทศแม่ถึง 367 ล้านเหรียญ (Challu, 1991) ด้วยเหตุนี้ในการประชุมคณะมนตรีองค์การค้าโลกครั้งที่ 4 ที่เมืองโดฮา ประเทศคาตา ระหว่างวันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2001 นั้น กลุ่มประเทศแอฟริกาหลายสิบประเทศได้ผลักดันและออกแถลงการณ์ข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPS) กับการบริการสาธารณสุขของสังคม โดยเรียกร้องให้องค์การการค้าโลกยอมรับให้ประเทศกำลังพัฒนามีความยืดหยุ่นในการคุ้มครองสิทธิบัตรและการปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ จากแรงผลักดันนี้ทำให้ที่ประชุมต้องประนี ประนอมและออกแถลงการณ์ที่เป็นทางการลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2001 ออกมาดังนี้ (4) "ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้มีเจตนาและไม่ควรขัดขวางประเทศสมาชิกในการใช้มาตรการให้บริการด้านสาธารณสุข ที่ประชุมยืนยันว่าประเทศสมาชิกมีสิทธิและควรจะตีความและบังคับใช้ข้อตกลงนี้ในการปกป้องสุขภาพอนามัยของสังคม โดยเฉพาะการให้ทุกๆ คนได้ใช้ยาในราคาถูก" (Doha Declarations, 2001) เรื่องสิทธิบัตรหรือสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ในข้อบังคับของ WTO ที่ชื่อว่า Trade-related Intellectual Property Rights-TRIPs อันที่จริงข้อบังคับนี้คือ สิทธิบด (ขยี้) ประเทศกำลังพัฒนาให้ล่มสลายกลายเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ และเมืองขึ้นทางเทคโนโลยีไปอย่างตลอดกาล ถึงกระนั้นข้อตกลงเรื่องสิทธิบัตรขององค์การการค้าโลกก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจอย่างละเอียดถึงหลักการ และหลักคิดของข้อบังคับทางการค้านี้ เบื้องหลังในการร่างมีประวัติความเป็นมาที่มีการเปิดเผยออกมาว่า ในการเจรจาวาระของอุรุกวัย ที่เมืองบรัสเซลส ประเทศเบลเยียม เมื่อปี 1990 คาร์ลา ฮิลส์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐได้นำผู้เชี่ยวชาญติดตามมาเป็นที่ปรึกษาด้วยถึง 400 คน ซึ่งมากกว่าตัวแทนของทวีปแอฟริกาและละตินอเมริการวมกันเสียอีก นอกจากที่ปรึกษาจำนวน 400 คนนี้ยังมีผู้แทนจากบริษัทข้ามชาติอีก 200 คน เช่น อเมริกัน เอ็กซเพรส ซิตี้แบงก์ และ ไอบีเอ็ม ซึ่งอนุญาตให้พนักงานของตนมาเป็นผูให้ข้อมูลและคอยให้ความช่วยเหลือในทุกด้านอีกด้วย ในด้านการเจรจาข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา บริษัทผู้ผลิตยา ไฟเซอร์ (ผู้ผลิตยาไวอะกร้า) บริษัทมอนซานโต และดูปองท์ ก็ส่งผู้เชี่ยวชาญของตนมาคอยให้คำปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด (Watkins, 1992:37-38) ตัวอย่างข้างต้นได้ชี้ให้เห็นว่าการเจรจาวาระอุรุ กวัยซึ่งเป็นการเจรจาที่ยาวนานถึง 8 ปี (1986-1993) และเป็นวาระที่สำคัญที่สุดซึ่งนำมาสู่การแปรรูปเวทีการเจรจาแกตต์มาเป็นองค์การการค้าโลก อย่างเป็นทางการนั้น ข้อตกลงต่างๆ นั้นได้รับการผลักดันจากตัวแทนของบริษัทข้ามชาติอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนน้อยมากเพราะขาดทั้งทุนและผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ระบบสิทธิบัตรได้ถูกฉ้อฉลและถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยกติกาขององค์การการค้าโลกเพื่อการผูกขาดด้านเทคโนโลยีและข่าวสาร รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการค้ากำไรเกินควรอย่างไร้ความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคและประเทศที่กำลังพัฒนา ประเด็นสิทธิบัตรกลายเป็น "อาวุธ" ในการปล้นสดมภ์ผู้บริโภคในลักษณะของ "การทำนาบนหลังคน" ของยุคครอบโลก (globalization) ที่บริษัทข้ามชาติและบริษัทผูกขาดของกลุ่มทุน ต้องการกิน "หัวคิว" โดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ในรูปของค่าต๋ง ของระบบแฟรนไชส์ เครื่องหมาย การค้า (brand) สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์มิใช่แค่เรื่องละเมิด (2) คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 13 มีนาคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3461 (2661) ประเด็นความไม่เป็นธรรมของการคิดค่าสิทธิบัตรซอฟแวร์ ยุทธศาสตร์ใหม่ของยุคครอบโลก (globalization) คือ การทำงานครั้งเดียวและนั่งกินไปตลอดชาติ แทนการทำการลงทุนเพื่อทำการผลิตอย่างเดิมในภาคการผลิตจริง (real sector) ดังนั้นเรื่องสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า จึงกลายเป็นตัวทำกำไรนอกเหนือจากการทำกำไรในตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งไม่ต้องทำการผลิตจริงเช่นเดียวกัน วิธีการทำกำไร คือการตั้งราคาขายโดยไม่คำนึงรายได้ของประชาชาติต่อหัว ของแต่ละประเทศดังนี้ 1. ราคาของซอฟต์แวร์ ซีดี ดีวีดี นั้นกำหนดจากมาตรฐานการครองชีพของประเทศที่พัฒนาแล้วบวกเพิ่มอีก 200-300 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ต้นทุนในการผลิตซ้ำแผ่นละแค่ 3 บาท 2. การมัดมือชกให้ซื้อเป็นชุด 3. การมัดมือชกให้ซื้อ ใส่เครื่องทุกเครื่องในบ้าน หรือ สำนักงานทั้งๆที่ไม่ได้ผลิตซ้ำเพื่อจัดจำหน่าย และผู้ผลิตก็ไม่ได้ผลิตเพิ่ม ซึ่งเป็นการละเมิดบังคับและจำกัดสิทธิส่วนบุคคล ในประเด็นที่ 1 ปัญหาซอฟต์แวร์และซีดีเถื่อนจะหมดไปจากตลาดทันที ถ้าหากว่าเจ้าของสิทธิบัตรเหล่านั้นไม่โลภมากอย่างหน้ามืดตามัวโดยตั้งราคาไว้สูงจนผู้บริโภคจ่ายไม่ไหว ทั้งๆที่ราคาผลิตซ้ำแผ่นละไม่ถึง 5 บาท ส่วนค่าวิจัยค้นคว้าในการผลิตส่วนใหญ่ก็ได้ทุนคืนไปแล้วหลายร้อยเท่า ในขณะที่ราคาขายปลีกซอฟต์แวร์ วินโดวส์ในสหรัฐอเมริกา มีราคาประมาณ 100 เหรียญ โดยที่ ค่าแรงขั้นต่ำของคนอเมริกันนั้นชั่วโมงละ 7 เหรียญ ทำงานเต็มวันวันละ 8 ชั่วโมงจะได้เงิน 56 เหรียญ ดังนั้นคนงานอเมริกันทำงานเพียงวันครึ่งก็สามารถซื้อซอฟต์แวร์วินโดวส์ได้แล้ว แต่ราคาวินโดวส์ในเมืองไทยนั้นราคาประมาณ 4 พันบาท โดยที่ค่าแรงขั้นต่ำในบ้านเรานั้นวันละ 160 บาท ดังนั้นโดยคิดจากอัตราค่าครองชีพ หรือกำลังซื้อของประชาชน และค่าเงิน (purchasing power parity-PPP) คนงานไทยต้องทำงานถึง 25 วันจึงสามารถจ่ายค่าซอฟต์แวร์วินโดวส์ได้ ถ้าคิดจากอัตราค่าครองชีพราคาซอฟต์แวร์วินโดวส์จึงมีราคาสูงกว่าราคาในประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 20 เท่า ราคาที่ยุติธรรมนั้นควรจะเป็นราคาค่าแรงขั้นต่ำ 1 วันครึ่ง คือ 240 บาท แต่เพื่อความยุติธรรมก็ให้บวกอีกเท่าตัวเป็นกำไร ราคาก็ไม่ควรจะเกิน 500 บาท แต่นี่ตั้งไว้ถึง 4000 บาท หรือ 10 เท่าของราคาที่ควรจะเป็น สำหรับราคาของไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ซึ่งมีการบังคับขายตามบริษัทต่างๆว่าจะซื้อต้องซื้อครั้งละอย่างต่ำ 5 ชุด ราคาชุดละ 1 หมื่น 2 พันบาทเศษๆ หรือ 6 หมื่นบาท นี่คือราคาปล้นชาติ ที่กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกองตำรวจเศรษฐกิจคิดกันไม่ออก และกระทำตัวเป็นผู้รับใช้บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาปล้นประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เราโง่ไปร่างตามคำบัญชา ในขณะที่ราคาซอฟต์แวร์ไมโครซอฟท์ออฟฟิศขายกันในอเมริกาชุดธรรมดา สำหรับใช้ตามบ้านและนักเรียนมีราคาเพียง 149 เหรียญ หรือราคาที่คนงานที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำทำงานเพียง 3 วันก็สามารถซื้อได้ ถ้าเป็นราคาค่าแรงขั้นต่ำ 3 วันของคนงานไทย ราคา ซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็ไม่ควรจะเกิน 500 บาท ให้บวกอีกเท่าตัวก็ไม่ควรเกิน 1000 บาท แต่นี่ตั้งราคาไว้ถึง 12 เท่าของราคาที่ควรจะเป็น การมัดมือชกให้ร่างกฎหมายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคดีอาญา ต้องขอชมเชย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งได้พิจารณาข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนจากโทษทางอาญาจาก พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา และเสนอเข้า ค.ร.ม. รับทราบเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นี้ โดยเสนอให้แก้กฎหมายให้เป็นคดีแพ่ง ตามกฎระเบียบของ Part 3 เรื่อง Enforcement of Intellectual Property Rights ของ องค์การค้าโลก ในหัวข้อ TRIPS ซึ่งให้อำนาจศาลเป็นผู้ดูแลการละเมิดแต่เพียงผู้เดียว โดยใช้ศัพท์ว่า Judicial authority สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้เหตุผลว่า เจ้าของสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ (ร้อยละ 97 เป็นบริษัทต่างด้าวข้ามชาติ) ควรต้องเป็นผู้รับภาระในการปกป้องคุ้มครองลิขสิทธิ์ของตนเองเหมือนอย่างในนานาประเทศ เช่น อเมริกา อียู และญี่ปุ่น เพราะลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของเอกชน ดังนั้น คดีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศเหล่านี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เจ้าของสิทธิต้องเสียค่าใช้จ่าย และหาหลักฐานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเอง ผมเห็นด้วยกับสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพราะว่าการเขียนกฎหมาย (ทาส) โดยยอมจำนนต่อการกดดันของประเทศเจ้าของสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ นั้นไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้จ่ายภาษีอากร โดยที่รัฐเอางบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรบุคคลของรัฐไปเป็นเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของเอกชน ซึ่งไม่ใช่กิจของรัฐ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่อง หมายการค้าจะต้องมองแบบภาพรวม มิใช่มองแค่การละเมิด มองที่การปราบปราม แต่ต้องมองแบบแบบกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่สมาชิกจำนวนมากได้มีบทบาทในการประชุมองค์การค้าโลก โดยผลักดันเรื่องให้ตีความยืดหยุ่นในปัญหาสิทธิบัตรเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะของแต่ละประเทศ เหตุผลก็คือ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ยาวนานถึง 50 ปี เป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก และขาดการกระตุ้นให้เจ้าของพัฒนาปรับปรุงสิ่งใหม่ การคุ้มครองสิทธิบัตรยาวนานถึง 20 ปี ทำให้ราคายาแพง และคนยากจนต้องเสียชีวิตเพราะจ่ายค่ายาไม่ไหว เป็นการละเมิดสิทธิในด้านการรับการรักษาพยาบาล รวมทั้งเป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก และขาดการกระตุ้นให้เจ้าของพัฒนาปรับปรุงสิ่งใหม่ ไม่เพียงแค่นั้น ค่าสิทธิบัตร ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเครื่องหมายการค้า คิดราคาตามค่าครองชีพ หรือรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้เกิดการค้ากำไรเกินควรที่ไม่เป็นธรรม และเป็นสาเหตุหลักแห่งการละเมิดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า ที่ถูกต้องคิดจากรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศผู้ใช้สิทธิบัตรร้อยละ 97 ประเทศพัฒนาเป็นเจ้าของ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องขาดดุลการสิทธิบัตรร้อยละ 97 ประเทศพัฒนาเป็นเจ้าของ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน หนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้ประชาชนในประเทศยากจน ต้องดำรงชีพอย่างไม่มีมาตรฐานขั้นต่ำเพราะการขาดดุลชำระเงิน รายได้ของประเทศถูกส่งออกไปจ่ายให้บริษัทข้ามชาติ การทำความเข้าใจกับปัญหาลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าจะต้องมองให้รอบด้านในมุมมองของผู้บริโภค พร้อมๆ กับมุมมองของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้บริโภคสินค้าเหล่านี้โดยถูกมัดมือชกจากการตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับรายได้ของประชาชาติต่อหัว ประเด็นที่โต้แย้งกันนั้นมิใช่ประเด็นว่าควรจะต้องจ่ายหรือ ไม่จ่ายค่าสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าระยะเวลาการคุ้มครองที่ยาวนานเกินไปตั้งแต่ 20 ปี ในกรณีของสิทธิบัตร และ 50 ปี ในกรณีของลิขสิทธิ์ นั้นไร้ความเป็นธรรม การบีบบังคับให้ผู้บริโภคให้ซื้อในราคาที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น การร้องเพลงของนักร้องอย่างมาดอนน่า หรือไม เคิล แจ็กสัน บนเวทีคอนเสิร์ตเพียง 4 นาที ก็สามารถทำรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ เป็นเวลา 50 ปี คิดเป็นเงินมากกว่าชาวนาไทยทั้งชาติทำนาเป็นเวลา 2-3 ปี จึงเป็นเรื่องที่ขาดความชอบธรรมอย่างยิ่ง ถ้าหากประเทศไหนยอมรับกติกาที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ประเทศนั้นก็จะไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาและเป็นไทได้
|
| กลับหน้าแรก |