ประเมิน 2 ปีนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลทักษิณ การทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic diplomacy)

โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รัฐบาลบอกว่านโยบายต่างประเทศจะเน้นเศรษฐกิจ การทูตจะต้องช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผมประเมินดู ก็ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในแง่ของบทบาทกระทรวงการต่างประเทศที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมก็คิดว่าไม่มีอะไรเด่น ผมก็ให้เกรด C สำหรับผลงานของกระทรวงการต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ

แต่ที่เป็นรูปธรรมจะเป็นของกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งการเจรจาเขตการค้าเสรีตอนนี้ฮิตมาก ทำให้กระทรวงนี้เด่นขึ้นมา กระทรวงพาณิชย์มีผลงานเจรจา FTA เต็มไปหมด ทวิภาคีเราก็เจรจากับสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย กรอบพหุภาคี อาเซียนกับจีนก็เจรจากันอยู่ ผลงานของกระทรวงพาณิชย์จึงปรับจากเกรด C มาเป็น B

ส่วนกระทรวงการคลังยัง C เช่นเดิม นั่นคือบทบาททางด้านต่างประเทศยังไม่มีอะไร เพราะกระทรวงการคลังยุ่งอยู่กับเรื่องภายใน ทั้งที่จริงแล้ว ยังมีเรื่องต่างๆ อีกมากในกรอบความร่วมมือด้านการเงินระหว่างประเทศ เช่น Asian Monetary Fund เรื่องของระบบอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เรื่องเงินสกุลแห่งเอเชีย บทบาทที่เห็นคือเรื่องของ Asia Bond ซึ่งไม่น่าจะประสบความสำเร็จ และก็ไม่ได้รับความสนใจจากที่ประชุมอาเซียนในการประชุมสุดยอดที่พนมเปญ

เรื่องการลงทุน ในตอนแรกดูล้มเหลวโดยดูจากสุนทรพจน์ของนายกฯทักษิณ ที่ ESCAP ที่บอกว่าเราจะพึ่งพาตนเอง จะไม่พึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยกำลังต่อต้านต่างชาติ เป็นชาตินิยม ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในเรื่องการลงทุนจากต่างชาติ หลังจากนั้น นายกฯทักษิณก็ต้องพูดแก้ตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนหลังมาลงตัวเป็น "Dual Track Policy" คือเดินไปทั้ง 2 ทาง โดยพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังคงพึ่งพาต่างชาติอยู่ เป็นทางออกที่ดี เพราะเราได้สร้างสมดุล ทำให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้น ดังนั้น จากเกรด D จึงกลายเป็น C ประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องประเทศเพื่อนบ้าน ขณะหาเสียงเลือกตั้ง ดร.สุรเกียรติ์ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้มาก ในเชิงโจมตีรัฐบาลชวนว่าทอดทิ้งประเทศเพื่อนบ้าน และใช้ approach แบบตะวันตกกับพม่า ทำให้พม่าไม่อยากจะพูดกับเราในช่วงปีแรก รัฐบาลก็ดู active ในการกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต่อมาในช่วงปี 45 เราก็ไม่ค่อยได้ยินข่าว ความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านดูซึมเซาลงไป แล้วอยู่ๆ ก็มีเรื่องเขมรเผาสถานทูตไทยระเบิดขึ้นมา เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลทักษิณในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น จากตอนแรกที่ความสัมพันธ์เป็นเกรด B ตอนนี้ตกมาอยู่ที่ D

เรื่องที่ประสบความล้มเหลวอีกเรื่อง คือเรื่องยาเสพติด แรกๆ รัฐบาลทักษิณก็บอกว่า จะต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหายาเสพติด จะต้องมีการประชุม 3 ฝ่าย การประชุมสุดยอด 4 ประเทศ ไทย พม่า จีน ลาว แต่ก็ไม่สำเร็จ ช่วงหลังๆ 3 ประเทศเหล่านั้น ก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องนี้กับไทยเท่าไร

กรอบเอเชีย ACD เรื่อง ACD หรือ Asia Cooperation Dialogue ผมให้เกรด C เพราะว่าถึงแม้รัฐบาลจะจัดประชุมครั้งแรกได้ แต่การประชุมครั้งนั้นก็ดูทุลักทุเล ผู้เข้าร่วมประชุมเหมือนถูกฉุดกระชาก ต้องโทร.ไปขอร้องให้มา เช่น ตอนแรกญี่ปุ่นบอกว่า รัฐมนตรีต่างประเทศไม่ว่าง ติดประชุมสภา เพราะญี่ปุ่นไม่สนับสนุนเท่าไรเรื่อง ACD ตอนหลังเราคงไป lobby จนเขาต้องมาแบบเสียไม่ได้ จริงๆ แล้ว ไทยเราน่าจะใช้อาเซียนเป็นแกน ในการขยายความสัมพันธ์ออกไปจากอาเซียน+3 เมื่ออาเซียน+3 มีความเข้มข้นในการรวมตัว ก็อาจพัฒนาไปเป็นอาเซียน+4 โดยดึงเอาอินเดียเข้ามา หรือบวกกลุ่มความร่วมมือในเอเชียใต้ต่อไป น่าจะเป็นการขยายแบบนั้น

ถึงแม้ว่าจะมีการประชุม ACD ครั้งแรกได้ แต่อนาคตยังไม่แน่นอนว่า จะเป็นไปในแนวทางไหน และปี"46 นี้ ไทยเราก็จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอีก จริงๆ แล้วเวทีการประชุมระหว่างประเทศจะต้องเปลี่ยนเจ้าภาพไปเรื่อยๆ สะท้อนปัญหาว่ายังไม่มีแรงสนับสนุน คือภาวะยังไม่สุกงอมพอที่เราจะไปตั้งเวทียักษ์ใหญ่ ในอนาคตหาก ACD เป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจริงๆ ก็อาจเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชุดนี้ แต่ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นและมีคำถามอยู่เต็มไปหมดคือ ACD จะไปได้ถึงไหน แล้วประเทศอื่นจะร่วมมือหรือไม่ จะร่วมมือเรื่องอะไรบ้าง ขณะนี้ยังดูเลอะเทอะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย

ไทยไม่ใช่มหาอำนาจ ถ้าเป็นญี่ปุ่นหรือจีนเป็นตัวตั้งตัวตีจะดูเหมาะสมกว่า และไทยเรามาจากไหนจะมาเป็นแกนนำ ผมดูว่าเป็นการทะเยอทะยานเกินไป ทำเกินตัวเกินไป จึงดูเหมือนว่าเราต้องการเป็นพระเอกคนเดียว

อาเซียน ตอนนี้จึงไปกระเทือนบทบาทของอาเซียน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยเราไม่มีบทบาทเด่นในอาเซียน รัฐบาลชุดนี้แทบจะไม่มีข้อเสนอในอาเซียน อันนี้เป็นความล้มเหลวของนโยบายต่างประเทศไทย ในการที่เราได้สูญเสียความเป็นผู้นำในอาเซียน หรืออาจเป็นเพราะเรากำลังมาสนใจ ACD เรากำลังแยกตัวมาตั้งวงใหม่ แล้วมองข้ามอาเซียนไป ในอดีต ไทยมีบทบาทนำในอาเซียนมาโดยตลอด แต่เราได้สูญเสียบทบาทนั้นไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงให้เกรด D สำหรับผลงานรัฐบาลทักษิณในกรอบอาเซียนมหาอำนาจ ตอนนี้มาประเมินความสัมพันธ์ไทยกับมหาอำนาจในยุครัฐบาลทักษิณ

ญี่ปุ่น เริ่มที่ญี่ปุ่น ช่วงปีแรก active มาก สร้างกรอบใหม่ๆ เต็มไปหมด ตอนที่นายกฯทักษิณไปเยือนญี่ปุ่นก็มีพูดเรื่องเขตการค้าเสรี และมีการลงนามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจแต่หลังจากนั้นความสัมพันธ์ไทย - ญี่ปุ่นก็เงียบลงไป แทบไม่มีข่าวอะไรออกมา ผมถือว่าไม่มีอะไรโดดเด่น จากเดิมที่เป็น เกรด B เลยตกลงมาเป็น C อาจจะเป็นเพราะญี่ปุ่นกำลังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราเลยเมินญี่ปุ่นและหันไปตีสนิทกับดาวรุ่งดวงใหม่คือจีน

จีน ความสัมพันธ์ไทย - จีน ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทุกกลุ่ม ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ไทย-จีน จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น "ความสำเร็จ" ของรัฐบาลชุดนี้ ผมให้เกรด B+ เพราะไทยเราคงจะเห็นภาพในอนาคตแล้วว่า ใครจะใหญ่ขึ้นมาในเอเชียคงหนีไม่พ้นจีน ก็คงจะต้องรีบตีสนิทกับจีนไว้เผื่อจะได้รับอานิสงส์

สหรัฐ สำหรับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐค่อนข้างจะสลับซับซ้อน เราคงจำได้ว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาได้ก็เพราะการโจมตีรัฐบาลชวนว่า "ตามก้น" อเมริกา เป็น "ลูกไล่" อเมริกา เป็น "หางเครื่อง" อเมริกา รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่พ่ายแพ้อย่างยับเยินก็เพราะเรื่องนี้ ที่ถูกสร้างภาพว่าเป็นรัฐบาลที่ยอมตะวันตกและสหรัฐมากเกินไป ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สมัยรัฐบาลชวน จริงๆ แล้วตอนนั้นเราไม่มีทางเลือกที่ต้องไปใกล้ชิด และขอความช่วยเหลือจากสหรัฐแต่นั่นกลายเป็นตราบาปของพรรคประชาธิปัตย์ของรัฐบาลชวนที่ล้างไม่ออก

มาถึงรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลทักษิณรู้ว่า ถ้าไปใกล้ชิดกับอเมริกามากเกินไปจะอันตราย แล้วความรู้สึกของคนไทยโดยทั่วๆ ไปก็ไม่ค่อยชอบอเมริกาเท่าไร ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ก็ดำเนินนโยบายเรียกว่า "ตามกระแส" ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "populist policy" ดังนั้น พอเข้ามาเป็นรัฐบาลปั๊บ ก็รีบไปสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียและถอยห่างจากสหรัฐ ประเทศเพื่อนบ้านก็ไปเยือนมาหมด จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ก็ไปมาหมด อเมริกาไปเป็นประเทศสุดท้าย แต่พอเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา ก็กลายเป็นว่าเราไม่มีทางเลือกที่จะต้องไปใกล้ชิดกับอเมริกา แต่ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาสหรัฐค่อนข้างจะไม่ดี

ในแง่ของท่าทีไทยต่อเรื่องสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเรามีท่าทีค่อนข้างลังเล ตอนแรกเราบอกว่าเราจะเป็นกลาง เสร็จแล้วพอมีโทรศัพท์มาจากทำเนียบขาว ก็มีการประชุมด่วน แล้วเราก็ประกาศสนับสนุนอเมริกาเต็มที่ แต่หลังจากนั้นก็ได้รับการต่อต้านจากชาวไทยมุสลิม แล้วเริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่าจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน เราจะกลายเป็นเป้าของการก่อการร้าย รัฐบาลจึงเริ่มถอย ต่อมาก็ประกาศว่าเราดำเนินนโยบายตามสหประชาชาติ เพราะฉะนั้น ท่าทีลักษณะนี้ ลึกๆ แล้ว สหรัฐคงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เพราะว่า 4 ประเทศที่เป็นพันธมิตรกับเขาในภูมิภาคนี้ คือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สนับสนุนอเมริกาเต็มที่ มีไทยเท่านั้นที่เป็นพันธมิตรอีกประเทศหนึ่ง แต่ว่าไม่เต็มที่ แต่พอนายกฯทักษิณไปเยือนสหรัฐ ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้น เหมือนกับเราไปง้อเขา เราประกาศสนับสนุนสหรัฐเต็มที่ แล้วมีการลงนามความตกลงทางด้านเศรษฐกิจระหว่าง Colin Powell กับ ดร.สุรเกียรติ์ด้วย ภาพรวมคือ ตอนนี้ความสัมพันธ์ไทยกับอเมริกาเริ่มนิ่งขึ้น โดยภาพรวมความสัมพันธ์ดูดีขึ้น ผมให้เกรด B

สหภาพยุโรป แต่สำหรับความสัมพันธ์ไทยกับสหภาพยุโรป ไม่มีอะไรเด่น รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอียู ขณะที่ตอนนี้ กับญี่ปุ่นเราก็เสนอให้มีการจัดทำการค้าเสรี จีนก็มี อเมริกาก็มี อินเดียก็มี แต่ว่าอียูเราไม่เคยพูดถึงเลย เหมือนกับเรามองข้ามอียูไป ทั้งๆ ที่ทางสิงคโปร์กำลังหาทางเจรจากับอียูอยู่ สิงคโปร์ได้ไปลงนามเขตการค้าเสรีกับกลุ่ม EFTA(European Free Trade Area)แล้ว และเขากะว่าจะเอาตรงนี้เป็นช่องทางเจาะเข้าไปในอียูอีกที่หนึ่ง แต่ไทยเรากลับรู้สึกเงียบมากกับยุโรป ผมให้เกรดเป็น D ในแง่ความสัมพันธ์ไทยกับอียู

อินเดีย ส่วนอินเดียเป็นไพ่ใบใหม่ของไทย ไทยเรามักจะมีไหวพริบดี ปรับตัวได้เร็ว ใครกำลังจะเป็นใหญ่เราก็จะรีบเข้าไปตีสนิท ในอนาคตที่จะใหญ่ขึ้นมาคือจีนกับอินเดีย สองพี่เบิ้มมหาอำนาจ เพราะฉะนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราก็ไปใกล้ชิดกับอินเดียมากขึ้น นายกฯทักษิณไปเยือนอินเดียหลายครั้งโดยรวม ไทยเราได้ใกล้ชิดกับอินเดียมากขึ้น เพราะฉะนั้น ในแง่ความสัมพันธ์ไทยกับอินเดีย ผมให้เกรด B

สิทธิมนุษยชน แต่เรื่องสิทธิมนุษยชน เห็นชัดเจนว่าไม่มีอะไร รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญ ซ้ำร้ายกลับลิดรอนสิทธิของสื่อด้วยซ้ำ ล่าสุด ก็มีกรณี UN จะมาสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทยในกรณีมีการวิสามัญฆาตกรรมเรื่องยาเสพติดอีก เพราะฉะนั้น ภาพลักษณ์ของเรา แทนที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะเราก็เป็นผู้นำในเรื่องของพัฒนาการประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ แต่ว่าเรากลับ "ถอยหลังลงคลอง" ในเรื่องประชาธิปไตย เราเริ่มที่จะเป็นเผด็จการมากขึ้น รวบอำนาจมากขึ้น แบบใครวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงให้เกรด D

ทีมไทยแลนด์ เรื่องทีมไทยแลนด์ หรือกลไกของนโยบายต่างประเทศ ผมคิดว่าการปฏิรูป ระบบราชการนั้นค่อนข้างจะ "ผักชีโรยหน้า" ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแต่ชื่อ อย่างอื่นก็เหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ เปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ว่ามันคือกรมเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน เปลี่ยนแต่ชื่อคือ "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น เรื่องทีมไทยแลนด์ เรื่องทูต CEO นั้น ผมมองว่า เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เพราะการขาดการประสานงานกันในหน่วยงานของไทยในต่างประเทศเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุอยู่ที่กรุงเทพฯ การสร้างทีมไทยแลนด์ไม่ใช่สร้างที่โตเกียว แต่เราต้องสร้างที่กรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯไม่ได้ประสานกัน กระทรวงต่างประเทศกับกระทรวงพาณิชย์ ต่างไปกันคนละทาง ต่างคนต่างไม่ชอบกัน แย่งกันเป็นพระเอกมาโดยตลอด กระทรวงพาณิชย์มองว่ากระทรวงการต่างประเทศชอบไปแย่งงานเขามาทำ ในเรื่องการค้าซึ่งเป็นของเขา ถ้าร่วมมือกันได้ จะดีกว่ามาทะเลาะกัน แต่การจะแก้ไข ต้องมีกลไกใหม่ที่ประสานระหว่างกระทรวง แต่ของเราไม่มี

ทูต CEO ก็ยังมีปัญหาอีกเยอะ กฎหมายรองรับก็ไม่มี ทูตเองก็ไม่สามารถเป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์ได้คือกระทรวงการต่างประเทศจะมีความสามารถเป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์ได้หรือไม่ หน่วยงานอื่นไม่ยอมรับกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขามองว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ ในกระทรวงการต่างประเทศ จะหาได้น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง และสามารถที่จะเป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์ได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผมขอให้เกรด C เพราะอย่างน้อยก็เป็นคะแนนสำหรับความคิดริเริ่มที่จะแก้ปัญหานี้

ไทยในเวทีโลก เรื่องสุดท้ายคือเรื่องบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เราน่าจะมีบทบาทมากกว่านี้ ผมหมายถึงในสหประชาชาติ ไทยเราแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย ในเรื่องการเจรจา WTO เราก็เงียบๆ ไม่ได้มีบทบาทนำอะไร ใน IMF เราก็ไม่ได้มีบทบาทอะไร เอเปคที่เม็กซิโก เราก็ไม่ได้มีบทบาทอะไร พอดีปีนี้เราจะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดเอเปค ก็จะเป็นจังหวะที่รัฐบาลจะพยายามแสดงให้เห็นว่าไทยเรามีบทบาท ผมก็อยากจะบอกว่า ในปีนี้รัฐบาลจะต้องโฆษณาน่าดูว่าเป็นเรื่องสำคัญ และจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล แต่เอเปคตอนนี้ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้น ผมเดาได้ในการประชุมที่กรุงเทพฯ ถึงแม้รัฐบาลจะประโคมข่าวอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเนื้อจริงๆ แล้วไทยคงจะไม่ได้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอะไร ผมให้เกรด C สำหรับบทบาทไทยในเวทีโลก

สรุป ผลการประเมินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทักษิณในรอบ 2 ปี ผมให้เกรดรวมเป็นเกรด C ครับ

หน้า 7

กลับหน้าแรก