ดอกเบี้ยเงินฝากสุทธิติดลบ ถึงเวลาแบงก์แสดงน้ำใจ

ทัศนะ : บรรยง วิทยวีรศักดิ์   กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 มีนาคม 2546

หลายปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ร่วมแบกรับต้นทุนส่วนเกิน ที่เกิดจากการบริหารงานผิดพลาด ของธนาคารมาตลอด ถึงเวลาที่ธนาคาร จะได้แสดงน้ำใจ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล กับดอกเบี้ยเงินฝากบ้าง 

และแล้ววันที่เศรษฐีเงินฝากกลัวนักกลัวหนาก็มาถึง วันที่ดอกเบี้ยเงินฝากสุทธิหลังหักอัตราเงินเฟ้อ กลายเป็นตัวเลขติดลบ วันที่เงินฝากในธนาคารของเขา จะมีค่าลดลงทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย ขณะที่คนทำงานหาเช้ากินค่ำยิ้มได้กว้างขึ้น

ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าปี 2546 นี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะลดไปอีกเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อน่าจะปรับสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากสุทธิ หลังหักภาษีและอัตราเงินเฟ้อติดลบ

ธปท.แจ้งว่า ไตรมาสที่ 4 ปี 2545 พบว่า ดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ 1.88% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.4% เมื่อหักภาษี 5% ออกจากดอกเบี้ยเงินฝาก จะทำผลตอบแทนสุทธิเท่ากับ 1.6% หากหักอัตราเงินเฟ้อ 1.4% ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.2%

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เงินในธนาคารของผู้ฝากแทบไม่ได้งอกเงยขึ้นเลย เพราะส่วนงอกเงยถูกกัดกินโดยอัตราเงินเฟ้อในสัดส่วนที่เท่ากัน

ดังนั้นหากปี 2546 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลงไปอีก จากการที่ยังมีสภาพคล่องเหลืออีกจำนวนมาก ธนาคารย่อมต้องพยายามหาวิธีลดต้นทุนลง เมื่อดอกเบี้ยรับลดลง ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงที่เคยได้รับเกือบ 0% อยู่แล้ว ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ในปีนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงจึงต้องติดลบ และไม่รู้ว่าสภาพเช่นนี้จะดำรงอยู่อีกนานเท่าไร

ถามว่า ธปท.รู้อยู่แล้วว่า ปัจจุบันดอกเบี้ยธนาคารอยู่ในสภาวะที่ต่ำพอสมควรแล้ว ทำไมจึงยังออกมาชี้นำว่า ดอกเบี้ยยังต่ำลงได้อีก เหตุผลคือ ทั้งผู้นำรัฐบาลและ ธปท.เชื่อมั่นว่า ยิ่งดอกเบี้ยต่ำลงเท่าใด จะมีผลกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น จึงไม่แปลกใจว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ธปท.ได้ยืนยันที่จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาโดยตลอด

ธปท.มีกลไกในการดูแลอัตราดอกเบี้ยโดยผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน โดยหากมีสภาพคล่องสูงเกินไป ธปท.จะออกพันธบัตรระยะสั้นออกมาดูดซับ หากเงินตึงตัว ธปท.จะเข้าซื้อพันธบัตรเหล่านี้คืนปล่อยเงินกลับเข้าระบบ การดูแลอัตราดอกเบี้ยจึงมีลักษณะเป็น Managed Float เหมือนอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อรัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ เพื่อผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จึงไม่แปลกที่ ธปท.จะช่วยตอบสนอง

ทำไมการลดดอกเบี้ยจึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศที่ยังย่ำแย่อยู่นั้น ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะคนไทยไม่กล้าใช้เงิน ทำอย่างไรให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น

หนึ่ง..กระตุ้นให้เกิดความมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว สอง..ลดดอกเบี้ยเพื่อให้คนรู้สึกว่า ต้นทุนในการซื้อสินค้าเงินผ่อนถูกลง ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น สาม..ทำให้ผู้ฝากเงินต้องพยายามหาช่องทางลงทุนอื่น เพื่อให้ผลตอบแทนมากขึ้น หรือเมื่อไม่มีเหตุจูงใจในการฝากเงิน ก็ไปซื้อสินค้าอำนวยความสะดวกเสียดีกว่า

เป็นที่น่าสังเกตว่า การวัดอัตราการเจริญเติบโตของประเทศนั้น ใช้วิธีเปรียบเทียบมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีต่อปี ปีใดมีการผลิตสินค้าและบริการในมูลค่าที่มากกว่าปีที่ผ่านมา ก็ถือว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และในการคำนวณ GDP สินค้าใดมีมูลค่าสูง หากมีปริมาณเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย จะมีผลต่อ GDP ทันที

การสร้างอุปสงค์ต่อสินค้าชิ้นใหญ่ๆ จึงเป็นเป้าหมายแรกๆ ในการผลักดัน GDP ให้สูงขึ้น และแน่นอนว่าสินค้าชิ้นใหญ่ ผู้ซื้อมักซื้อเงินผ่อน การเสียดอกเบี้ยต่ำๆ ในการผ่อนชำระ จึงเป็นสิ่งจูงใจอย่างมากในการกระตุ้นกำลังซื้อ

ธุรกิจเป้าหมายที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

1.อสังหาริมทรัพย์ คือเป้าหมายหลักที่มีแรงส่งต่อ GDP มากที่สุด และนำไปสู่ธุรกิจต่อเนื่องอีกหลายชนิด หรือแม้แต่สถาบันการเงินที่สามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้น

2.รถยนต์และจักรยานยนต์ ในปีที่ผ่านมาธุรกิจรถยนต์เติบโตถึง 40% และ 80% ของผู้ซื้อรถ ซื้อโดยการผ่อนชำระย่อมแสดงให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยมีส่วนจูงใจในการตัดสินใจ

3.โทรศัพท์เคลื่อนที่ จากการที่ยอดขายของโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นปีละ 100% มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว จนไปถึงมือผู้ใช้ระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา กระเป๋ารถเมล์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ โดยผู้ซื้อเหล่านี้สามารถซื้อได้ง่ายโดยวิธีผ่อนชำระที่ร้านค้าจัดรายการส่งเสริมการขายแบบไม่เสียดอกเบี้ย จึงถือว่าได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนี่เอง

4.ห้างค้าปลีก ซึ่งเฟื่องฟูมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการซื้อของจากห้างค้าปลีกสามารถผ่อนส่งผ่านทางบัตรเครดิตได้ และหากเป็นสินค้าชิ้นโตก็ได้รับสิทธิผ่อนส่งโดยไม่เสียดอกเบี้ย

จะเห็นว่าธุรกิจเป้าหมายล้วนเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ ราคาระดับหลักหมื่นขึ้นไป การขายรถยนต์เพิ่มคันเดียว มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่าการปลูกข้าวเปลือกได้ตั้ง 100 เกวียน ธุรกิจเหล่านี้จึงได้รับการส่งเสริมมากมายจากรัฐ

ธุรกิจหนึ่งที่ดูเหมือนจะได้รับผลทางอ้อม แต่กลับได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ธุรกิจนั้นคือธนาคารพาณิชย์ การลดดอกเบี้ยแต่ละครั้งธนาคารได้รับประโยชน์ถึง 4 ประการ

หนึ่ง..การลดดอกเบี้ยเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้มากขึ้น สอง..ธนาคารสามารถปล่อยขายบ้านมือสองที่ยึดมาได้ เป็นการลดภาระ NPL สาม..การลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นการลดต้นทุนดำเนินการให้กับธุรกิจที่เป็นลูกหนี้ของธนาคาร ทำให้ลูกค้าอยู่ได้ สามารถผ่อนส่งดอกเบี้ยเป็นรายได้หล่อเลี้ยงธนาคารไปตลอด

สี่..ที่สำคัญที่สุดคือ การลดดอกเบี้ยแต่ละครั้งทำให้กำไรของธนาคารเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนของธนาคารลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าการลดลงของดอกเบี้ยเงินกู้

แต่สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ สมมติเดิมธนาคารได้รับดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 7.0% หากลดดอกเบี้ยลง 0.25% รายได้ของธนาคารจะลดลง 1 ใน 28 คิดเป็น 3.57% เพียงแต่ว่ารายได้ของธนาคารจะลดลงให้ลูกค้าทันที ที่มีการประกาศลดดอกเบี้ยออกไป เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่ใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่อ้างอิงตามดอกเบี้ยของลูกค้าชั้นดี MLR หรือ MRR แต่รายจ่ายของธนาคารส่วนใหญ่เป็นเงินฝากประจำ ยังต้องจ่ายอัตราเดิมไปก่อนจนกว่าจะครบเทอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน

นั่นหมายความว่า เมื่อประกาศลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากแบบสองขา ธนาคารยอมลดรายรับลงทันที 3.75% ของรายได้เดิม แต่รายจ่ายของธนาคารจะทยอยลดภายใน 3-6 เดือน แต่ลดลงถึง 14.29%การลดดอกเบี้ยแต่ละครั้ง ถึงแม้จะลดทั้งสองด้าน ธนาคารยังได้ประโยชน์เต็มๆ ขนาดนี้ แล้วลองคิดดูว่า ธนาคารที่ลดดอกเบี้ยเฉพาะเงินฝากด้านเดียว จะได้เปรียบขนาดไหน

ดอกเบี้ยลดเป็นไปตามกลไกตลาด เป็นไปตามสภาพคล่อง เป็นเรื่องที่พอรับฟังได้ แต่จะมาอ้างภาระหนี้เสียที่แบกรับมาหลายปี แล้วขอกินส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ตั้ง 5-6% ตลอดไป ฟังดูจะไม่งามเสียแล้ว หลายปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เสียสละร่วมแบกรับต้นทุนส่วนเกินที่เกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของธนาคารมาตลอด ตอนนี้ถึงเวลาที่ธนาคารน่าจะได้แสดงน้ำใจ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ในสัดส่วนที่สมเหตุสมผลกับดอกเบี้ยเงินฝากบ้าง

เพราะหากยังคงลดทั้งสองด้านแบบเดิมๆ ครั้งละ 0.25% ไปเรื่อยๆ ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า วันหนึ่งหากดอกเบี้ยเงินฝากลดลงไปอยู่ที่ 0.5% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงไปอยู่ที่ 5.0% แล้ว วันดีคืนดีท่านผู้บริหารธนาคารเกิดประกาศลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ลงไปทีเดียว 0.5% ทั้งสองด้าน ดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 4.5% มันจะเป็นอย่างไร

ธนาคารจะมานั่งกินส่วนต่าง 4-5% รอธุรกิจฟื้น โดยที่ตัวเองจะไม่มาร่วมแบ่งปันความรับผิดชอบบ้างเลยหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่ธนาคารจะแสดงน้ำใจ !

 

กลับหน้าแรก