การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย กับ 10 ปีของปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ     วันที่ 30 มกราคม 2546     ปีที่ 26 ฉบับที่ 3449 (2649)

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา คือ ในช่วงปี 2535 ถึง 2545 (10 ปีของการบังคับใช้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535) ระยะเวลาดังกล่าวประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหาต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และวงการธุรกิจโดยตรง กล่าวกันว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่การฉ้อโกงประชาชน แชร์ลูกโซ่ การฉ้อโกงบริษัทประกันภัย การล้มละลายโดยฉ้อฉล การทุจริตในสถาบันการเงิน รวมตลอดไปถึงการยักยอกฉ้อโกงประเทศของเหล่านักการเมืองในคราบของโจรใส่สูท สิ่งบอกเหตุที่นำไปสู่การประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้นได้แก่

1. นโยบายการงดปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์, เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีกระแสของการเปลี่ยนแปลงจากประเทศกสิกรรมเต็มรูปแบบไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICS) สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่กสิกรรมไปเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งมีพื้นที่ มีบริเวณก็ถูกความจำเป็นบังคับให้เปลี่ยนไปเป็นคอนโดมิเนียมที่สูงระฟ้า ผลที่ตามมาก็คือ เกิดมีความต้องการใช้เงินทุนมหาศาล สำหรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และแหล่งเงินทุนที่รองรับก็คือธนาคารพาณิชย์นั่นเอง เมื่อธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อยากขึ้น หรืองดการปล่อยสินเชื่อ การดำเนินธุรกิจต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบแทบทั้งสิ้น ยิ่งเป็นธุรกิจขนาดกลาง หรือขนาดเล็กด้วยแล้ว ก็จะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น เมื่อธุรกิจที่ดำเนินมาแล้ว ต่อมาขาดเงินสนับสนุน และก็ไม่สามารถหยุดโครงการที่ดำเนินอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการจึงต้องหันไปหาความช่วยเหลือจากเงินนอกระบบ ถึงแม้จะมีอัตราดอกเบี้ยสูง หรือบางครั้งเป็นเรื่องหลอกลวงประชาชนก็ตาม กรณีดังกล่าวนำไปสู่การระดมเงินกู้จากประชาชน จนกลายเป็นแชร์ลูกโซ่ประเภทต่างๆ ซึ่งแฝงมาในรูปแบบของการประกอบธุรกิจ หรือแชร์ลูกโซ่บนอินเทอร์เน็ต

2. การเพิ่มเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และขยับเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อแก้สภาวะเงินฝืด และลดจำนวนเงินกู้ เพื่อให้เงินออมไหลเข้าระบบ แต่เมื่อมาตรการดังกล่าวถูกใช้ออกไป ได้เกิดภาวะช็อกทางการเงิน ผลที่ตามมาก็คือเกิดมีการระดมทุนเพื่อตั้งแชร์ในรูปแบบต่างๆ หรือระดมทุนจากประชาชนในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ อันนำไปสู่วัฏจักรของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า

3. การเกิดสภาวะเงินเฟ้อ, จากความผันผวนของสภาพ เศรษฐกิจ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นก็คือสภาวะเงินเฟ้อ เมื่อค่าของเงินเล็กน้อย บรรดาผู้ที่มีเงินออมก็ต่างดึงเงินออมของตนซึ่งนับวันจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนน้อยลงไป ไปลงทุนอย่างอื่น เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากกว่า และในสภาวะการที่กำลังเกิดเงินเฟ้ออยู่นั้น ธุรกิจที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์มากๆ ก็มักจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือฉ้อโกงประชาชนแทบทั้งสิ้น

จากสิ่งบอกเหตุเหล่านี้ทำให้จำนวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับตลาดเงินและตลาดทุน ตั้งแต่ป 2535- 2545 เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังจำนวนคดีที่นำมาแสดงคือ

สำหรับจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นของคดีความผิดเกี่ยวกับตลาดเงินและตลาดทุนระหว่างปี 2536-ปี 2545 นั้น มีดังนี้

จากข้อมูลที่ปรากฏจะเห็นได้ว่ามูลค่าความเสียหายของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวกับตลาดเงิน-ตลาดทุน ตั้งแต่ปี 2535-2545 สูงถึงหกหมื่นกว่าล้านบาท (60,103,214,393.43 บาท) ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณบริหารของบางประเทศเลยทีเดียว เป็นที่น่าสังเกตว่ายอดความเสียหายที่นำมาแสดงนี้ เป็นข้อมูลของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีการแจ้งความ และดำเนินคดีเท่านั้น อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและมิได้มีการดำเนินคดียังมีอีกมากมาย ซึ่งความเสียหายก็จะไม่น้อยกว่าที่ปรากฏให้เห็น ในขณะเดียวกันอาชญากรรมที่เกิดจากการคอร์รัปชั่นของข้าราชการและนักการเมือง ซึ่งต่างประเทศถือว่าเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง เพราะเป็นอาชญากรรมที่กระทำลงโดยอาศัยอำนาจ และโอกาสจากตำแหน่งหน้าที่ (oeceepational crime) แต่ประเทศไทยก็มิได้จัดให้อยู่ในประเภทของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การทุจริตในการซื้อขายยางพารา โดยทำในลักษณะของ Paper Company ของนักการเมืองภาคใต้ การทุจริตในโครงการจัดนมให้แก่นักเรียน การทุจริตในโครงการตำราเรียน และเครื่องแบบนักเรียน การทุจริตในเรื่องยา การทุจริตในโครงการปุ๋ยที่ยอมให้เกษตรกร การทุจริตในโครงการก่อสร้างของ รฟม. และการ ดำเนินการของ ร.ฟ.ท. รวมตลอดไปถึงการทุจริตในโครงการก่อสร้างทางด่วน และจัดเก็บค่าทางด่วน ซึ่งความเสียหายเหล่านี้ก็มิได้มีการรวบรวมไว้ในข้อมูลของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่แสดงนี้ถ้าพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมจะเห็นได้ว่าบรรดาโจรใส่สูทเหล่านี้ คือ "กาฝากของแผ่นดิน" โดยแท้

กลับมาพิจารณาถึงสัมฤทธิผลของการบังคับใช้กฎหมายของ กระบวนการยุติธรรม ต่ออาชญา กรรมประเภทนี้ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีคำตอบสั้นๆ อยู่เพียง 2 คำก็คือ "ล้มเหลว" เพราะภายในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนคดีที่อาชญากรทางเศรษฐกิจถูกลงโทษมีอยู่น้อยมาก ล่าสุดกรณีการดำเนินคดีกับผู้บริหารกลุ่ม Brinton Group ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้บริหารกลุ่ม Brinton Group ที่ร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง และออสเตรเลีย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของประเทศไทยอย่างมาก แต่ผลของคดีผู้กระทำความผิดกลับถูกลงโทษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับในการดำเนินการนั้น เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 สำนักงาน ป.ป.ง., ก.ล.ต. กรมแรงงาน, ป., และ สศก. ได้ร่วมกันนำหมายค้านของศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้าทำการค้นชั้น 24 อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ ผลการตรวจค้นพบเอกสารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่ง ก.ล.ต.ได้ยึด และนำไปตรวจสอบ นอกจากนี้ยังได้มีการจับกุมพนักงานที่เป็นชาวต่างประเทศ จำนวน 77 คน ที่ได้ทำงานในสถานที่ดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวนกองปราปรามดำเนินคดี ในข้อหาไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพในประเทศไทยอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งผลของคดีศาลแขวงพระนครใต้ได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาจำนวน 77 คน โดยปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุก 1 ปี รอลงอาญา 1 ปี ส่วนผู้ต้องหาจำนวน 8 คนที่อยู่ภายในราชอาณาจักรเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ศาลได้ลงโทษปรับคนละ 3,000 บาทอีกกระทงหนึ่ง หลังจากที่ศาลแขวงพระนครใต้ ได้มีคำพิพากษาแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งตัวผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นออกนอกราชอาณาจักร ในส่วนความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอจึงมิได้มีการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

จากกระแสที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายต่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจของผู้นำรัฐบาลและประชาชน ทำให้สถาบันกฎหมายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย, กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคดีเศรษฐกิจ และทรัพยากร สำนัก งานอัยการสูงสุด ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง "10 ปีการดำเนินคดีตลาดเงิน ตลาดทุนไทย : ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเพียงใด" ในวันที่ 29 พฤศจิกายน และ 12 ธันวาคม 2545 โดยผู้เขียนได้เป็นผู้สรุปปัญหาของทั้ง 5 หน่วยงาน เป็นวิทยากรประจำกลุ่ม และผู้วิจารณ์ผลสรุปของการสัมมนา ซึ่งปัญหาการบังคับใช้กฎหมายต่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจาก

1.ปัญหาในส่วนของความรู้ ความเข้าใจกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจ, การตีความปัญหาข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง

2.ปัญหาในส่วนของความร่วมมือ และการประสานงานระหว่างบุคลากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและระหว่างประเทศ

3.ปัญหาในส่วนของการนำเสนอ รวบรวม และรับฟังพยานหลักฐานในการดำเนินคดี

4.ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุแทรกแซงภายนอก และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจ

5.ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจ

สำหรับแนวทางในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อแก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายต่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังถูกมองว่าไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่

1. ควรมีการกำหนดนโยบายส่งเสริม พัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และการทำงานต่อเนื่องของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม การโยกย้าย เปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างรวดเร็ว เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการสร้างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อต่อกรกับอาชญากรทางเศรษฐกิจ

2. เพื่อแก้ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ซึ่งมักจะทำงานในลักษณะอาณาจักรของใครของมัน และเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจภายนอกซึ่งมักจะพยายามเข้ามาครอบงำกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงแนวความคิดในการพิจารณาถึงความสำคัญของพยานหลักฐาน ข้อกฎหมาย และการตีความ ที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน จึงเห็นสมควรให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เป็นไปในรูปของการรวมผู้เชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ มาร่วมกันทำงานเป็นทีม ซึ่งเรียกว่า Multi agency task force โดยทำงานเป็นทีมพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาของเจ้าพนักงานที่รับผิดชอบในการทำคดี

3. ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจขณะนี้ มีตำรวจและอัยการรับผิดชอบในการทำคดีเฉพาะด้านอยู่ แต่ศาลที่ทำหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาพิพากษาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจยังไม่มี จึงเห็นสมควรให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณา พิพากษา อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือจะเปิดเป็นแผนกคดีเศรษฐกิจในศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันในการทำงาน

4. เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จำต้องอาศัยข้อมูลมากกว่าคดีอาชญากรรมธรรมดา จึงเห็นสมควรให้มีการจัดตั้งศูนย์สถิติ และข้อมูลกลางคดีเศรษฐกิจ หรือคดีพิเศษขึ้น ซึ่งอาจจะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรมก็ได้

5. สิ่งสำคัญที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อสัมฤทธิผลในการบังคับใช้กฎหมายต่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คือ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และมาตรการทางกฎหมายให้ตามทันกับพัฒนาการของอาชญากรรมประเภทนี้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขคือ

5.1 แกไขกฎหมายให้การกระทำบางอย่างเป็นข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย

5.2 นำหลักผลักภาระการพิสูจน์ให้จำเลยมาใช้ในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

5.3 บัญญัติกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มกันการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเช่นเดียวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

5.4 ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้นำเอาวิธีการเพื่อความปลอดภัยประเภทห้ามประกอบอาชีพบาง อย่าง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 50 มาใช้ในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

5.5 เสนอกฎหมายเกี่ยวกับการขัดขวางความยุติธรรม เพื่อนำมาใช้ในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น

6.ดำเนินการเพื่อให้มีมาตรการพิเศษเกิดขึ้น เช่น

6.1 ให้มีการยึด อายัดทรัพย์ได้ชั่วคราวก่อนดำเนินคดี เช่นเดียวกับกรณีของธนาคารแห่งประเทศไทย

6.2 กำหนดให้มีการยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อห้ามมิให้นักลงทุนที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ การกระทำใดจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดหลักทรัพย์ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ มีกำหนดระยะเวลาในเวลาหนึ่งเป็นการชั่วคราว

เป็นที่หวังกันว่า มาตรการเหล่านี้ถ้าถูกนำออกมาใช้แล้ว สัมฤทธิผลในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น และสังคมจะได้เลิกมองว่ากระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจ อยู่ในมือของอาชญากรทางเศรษฐกิจ หรือโจรใส่สูทอีกต่อไป

 

กลับหน้าแรก