เศรษฐกิจการพนันที่ผิดกฎหมาย : นัยต่อเศรษฐกิจการเมืองไทย

ตัดตอนจาก : เอกสารประกอบการรายงานผลการวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ เรื่อง เศรษฐกิจการพนัน : ทางเลือกเชิงนโยบายศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประชาชาติธุรกิจ     วันที่ 30 มกราคม 2546     ปีที่ 26 ฉบับที่ 3449 (2649)

ในการศึกษาภาพรวมของเศรษฐกิจนอกกฎหมายในปี พ.ศ.2536-2538 ผาสุก สังศิต และนวลน้อย (2543 : 7) พบว่ากิจกรรม 6 ประเภท ได้แก่ 1) ยาเสพย์ติดผ่านประเทศไทย 2) การค้าอาวุธสงคราม 3) น้ำมันเถื่อน 4) ค่าบริการโสเภณี 5) ค่าบริการนายหน้าค้าแรงงานพม่าเข้าไทย และการค้าหญิงไทยไปต่างประเทศ และ 6) การพนัน มีมูลค่าเพิ่ม (value added) เกิดขึ้นระหว่าง 286,000-457,000 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจนอกกฎหมายเท่ากับร้อยละ 8 ถึงร้อยละ 13 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP)

เฉพาะกิจกรรมทางการพนัน งานของผาสุก สังศิต และนวลน้อย (2543) ศึกษาครอบคลุมเรื่องหวยใต้ดิน พนันฟุตบอล และบ่อนการพนัน พบว่ามีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นระหว่าง 134,000-227,000 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจการพนันที่ผิดกฎหมายในระหว่างปี พ.ศ.2536-2538 คิดเป็นร้อยละระหว่าง 3.7-7.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ (2544) ผู้วิจัยขยายขอบเขตการศึกษากิจกรรมของเศรษฐกิจการพนันเป็น 8 ประเภท (ดูตาราง) คือ 1) หวยใต้ดิน 2) การพนันฟุตบอล 3) บ่อนการพนันในประเทศ 4) บ่อนชายแดนและบ่อนต่างประเทศ 5) หวยหุ้น 6) หวยออมสิน 7) หวยรายวัน (จับยี่กี หวยปิงปอง มะก่องถี่) และ 8) หวย ธ.ก.ส. ผลการศึกษาพบว่า 1) หวยใต้ดินเป็นกิจกรรมที่ประชาชนขาดทุนมากที่สุดคือประมาณ 162,600 ล้านบาทต่อปี 2) บ่อนการพนันในประเทศ ประชาชนขาดทุนประมาณ 94,000-148,000 ล้านบาทต่อปี 3) บ่อนชายแดนและบ่อนต่างประเทศ ประชาชนสูญเสียค่าใช้จ่าย 14,000-17,000 ล้านบาทต่อปี 4) พนันฟุตบอลประมาณ 12,000-16,000 ล้านบาทต่อปี 5) หวยหุ้นระหว่าง 4,000-4,800 ล้านบาทต่อปี 5) หวยออมสิน 2,700 ล้านบาทต่อปี 6) หวยรายวันระหว่าง 1,200-1,500 ล้านบาทต่อปี และ 7) หวย ธ.ก.ส. 1,050 ล้านบาทต่อปี ค่าใช้จ่ายที่ประชาชนขาดทุนไปกับการพนันในปี พ.ศ.2544 อยู่ระหว่าง 399,500-518,600 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในปี พ.ศ.2544 ที่เท่ากับ 5,123.4 ล้านล้านบาท มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจการพนันนอกกฎหมายคิดเป็นร้อยละ 7.8-10.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในปี พ.ศ.2544

ตัวเลขมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากธุรกิจการพนันนอกกฎหมายของคนไทยคิดเป็นร้อยละ 7.8-10.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติในปี พ.ศ.2544 ของไทย ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากการพนันที่ถูกกฎหมาย ในปี พ.ศ.2537 ของฮ่องกงที่อยู่ในราวร้อยละ 9 ของ GDP ร้อยละ 3 ของสิงคโปร์ และร้อยละ 2.8 ของมาเลเซีย ส่วนรายได้จากการพนันที่ถูกกฎหมายของคนไทยในปัจจุบันไม่ถึงร้อยละ 1 ของ GDP (Jonathan Karp, 1994 : 62-66)

มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจการพนันในปี พ.ศ.2544 สูงกว่าของปี พ.ศ.2536-2538 ระหว่างร้อยละ 2.5-4.1 เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เนื่องจาก ประการแรกประชาชนใช้จ่ายในการซื้อหวยใต้ดินสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2536-2538 วงเงินที่ประชาชนซื้อหวยใต้ดินอยู่ที่ 320,000 ล้านบาท แต่ในปี พ.ศ.2544 วงเงินหวยใต้ดินสูงถึง 542,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 222,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 69 เมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินหวยใต้ดินในปี พ.ศ.2536-2538 อนึ่ง ในการประมาณการผลกำไรของเจ้ามือหวยใต้ดินในปี พ.ศ.2536-2538 ผาสุก (2543) ประมาณการว่าเจ้ามือจะมีกำไรระหว่างร้อยละ 25-30 ของยอดเงินที่ลูกค้าแทง หรือเท่ากับ 81,000-98,000 ล้านบาทต่อปี แต่ในปี พ.ศ.2544 สังศิตประมาณการว่าผลกำไรของเจ้ามือหวยใต้ดินขั้นต่ำอยู่ที่ร้อยละ 30 ของยอดเงินที่ลูกค้าแทง หรือเท่ากับ 162,600 ล้านบาทต่อปี ประการที่ 2 ค่าใช้จ่ายของประชาชนในบ่อนการพนันในประเทศสูงขึ้นมากเช่นเดียวกับกิจกรรมการซื้อหวยใต้ดิน กล่าวคือ ในระหว่างปี พ.ศ.2536-2538 วงเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 224,000-816,000 ล้านบาทต่อปี กลายเป็น 541,000-826,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2544 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 317,000 ล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 42 อนึ่ง สังศิตประมาณการผลกำไรของบ่อนการพนันทั่วไประหว่างปี พ.ศ.2536-2538 และปี พ.ศ.2544 ว่าอยู่ที่ร้อยละ 20 ของวงเงินที่ลูกค้านำไปใช้เล่นการพนันเหมือนกัน

ประการที่ 3 มีการประมาณการค่าใช้จ่ายของคนไทยในบ่อนการพนันในต่างประเทศเพิ่มเติม ในการศึกษาปี พ.ศ.2544 ผู้วิจัยได้ประมาณการเงินที่ลูกค้าคนไทยนำไปเล่นที่บ่อนการพนันที่กาสิโนชายแดน 34 แห่ง และกาสิโนต่างประเทศ เช่น ที่ออสเตรเลีย ลาสเวกัส มาเก๊า นิวซีแลนด์ และอังกฤษ ว่าอยู่ในราว 71,000-84,000 ล้านบาทต่อปี และนักวิจัยประมาณการว่าลูกค้าคนไทยขาดทุนในราวร้อยละ 20 หรือราว 14,000-17,000 ล้านบาทต่อปี การศึกษาในปี พ.ศ.2536-2538 สังศิต (2543) ยังมิได้มีการประมาณการยอดวงเงินและการขาดทุนของคนไทยที่ไปเสียที่บ่อนต่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วง "เศรษฐกิจฟองสบู่" ที่จำนวนเงินที่ไหลออกไปยังสถานกาสิโนในต่างประเทศค่อนข้างสูง

ประการที่ 4 จำนวนของประชากรที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการพนันแทบทุกประเภทมีจำนวนมากขึ้น ในปี พ.ศ.2538 ศูนย์วิจัยกสิกรประมาณการว่ามีคนไทยที่เล่นหวยใต้ดินทั้งประเทศประมาณ 21 ล้านคน แต่ในปี พ.ศ.2544 คณะนักวิจัยสำรวจพบว่าจำนวนผู้เล่นหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นเป็น 23.7 ล้านคน นั่นคือในช่วงเวลาเพียง 6 ปี มีผู้เล่นหวยเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12.9 เมื่อเปรียบเทียบกับฐานของผู้เล่นหวยในปี พ.ศ.2538 ในขณะเดียวกันจำนวนเจ้ามือหวยใต้ดินและเครือข่ายก็ขยายตัวค่อนข้างมากในช่วงเวลาเดียวกันนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำระหว่างปี พ.ศ.2540-2544 ที่กดดันให้คนหันมาเสี่ยงกับการเล่นการพนันมากขึ้น ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานการศึกษาดีจำนวนมากก็ถูกแรงบีบบังคับจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ (economic rationality) ให้หันเหเข้าสู่การทำธุรกิจหวยโดยการเข้าหุ้นกัน ขนาดของธุรกิจเจ้ามือหวยรุ่นใหม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้ามือหวยขนาดเล็กและขนาดกลาง

เช่นเดียวกับจำนวนประชากรที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันที่สังศิต (2543) ประมาณการว่ามีอยู่ในระดับหลายหมื่นคนในระหว่างปี พ.ศ.2536-2538 ในปี พ.ศ.2544 สังศิตและคณะสำรวจพบว่าจำนวนผู้เล่นในบ่อนการพนันในประเทศมี 4.19 ล้าน และจำนวนนักการพนันที่ไปเล่นที่บ่อนชายแดนมีไม่น้อยกว่า 2.98 ล้านคนต่อปี ดังนั้นจำนวนประชากรที่เกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันในปี พ.ศ.2544 อยู่ระหว่าง 4.19-7.17 ล้านคน

จากการสำรวจในปี พ.ศ.2544 คณะนักวิจัยพบว่าการพนันที่มีผู้นิยมเล่นในปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 15 ประเภท จำนวนผู้เล่นการพนันทุกประเภทรวมกันเท่ากับ 83 ล้านคน (คนหนึ่งอาจเลือกเล่นการพนันได้มากกว่า 1 ประเภท) จากการศึกษาพบว่า การพนันที่มีผู้นิยมเล่นมากที่สุดเรียงตามลำดับของจำนวนประชากรที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้แก่ 1) หวยใต้ดิน 23.7 ล้านคน 2) สลากกินแบ่งรัฐบาล 21.2 ล้านคน 3) หวยออมสิน 7.8 ล้านคน 4) การพนันในบ่อน 4.2 ล้านคน 5) หวย ธ.ก.ส. 36 ล้านคน 6) หวยหุ้น 2.0 ล้านคน 7) การพนันฟุตบอล 2.0 ล้านคน 8) กีฬาพื้นบ้าน 1.3 ล้านคน 9) มวยหรือมวยตู้ 8.1 แสนคน 10) จับยี่กี 2.6 แสนคน 11) หวยปิงปอง 2.3 แสนคน 12) ม้าแข่ง 8.0 หมื่นคน 13) การพนันอินเทอร์เน็ต 3.6 หมื่นคน 14) สลากจากต่างประเทศ 1.8 หมื่นคน และ 15) การพนันประเภทอื่นๆ ที่เหลือรวมกัน 2.9 แสนคน

ผู้ที่เล่นการพนันประเภทที่ผิดกฎหมายมีจำนวนมากกว่าผู้ที่เล่นการพนันประเภทที่ถูกกฎหมายมาก กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2544 จำนวนผู้ที่เล่นการพนันผิดกฎหมาย ซึ่งได้แก่ หวยใต้ดิน หวยออมสิน หวย ธ.ก.ส. หวยหุ้น การพนันฟุตบอล กีฬาพื้นบ้าน จับยี่กี หวยปิงปอง การพนันผ่านอินเทอร์เน็ต สลากจากต่างประเทศ และการพนันอื่นๆ ที่เหลือรวมกันเท่ากับ 61 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของจำนวนประชากรที่เล่นการพนันทั้งหมด ในขณะที่ผู้เล่นการพนันประเภทที่ถูกกฎหมาย ได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล มวยหรือมวยตู้ และม้าแข่ง มีจำนวนเพียง 22.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของจำนวนประชากรที่เล่นการพนันทั้งหมด นั่นคือจำนวนผู้เล่นการพนันผิดกฎหมายมีจำนวนมากกว่าผู้เล่นการพนันที่ถูกกฎหมายถึง 39 ล้านคน

เศรษฐกิจการพนันที่ผิดกฎหมายมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจการพนันที่ถูกกฎหมายทั้งในแง่ของจำนวนประชากรและขนาดของวงเงินที่เกี่ยวข้อง จากการสำรวจขนาดของวงเงินกิจกรรมการพนันที่มีผู้นิยมเล่นมากที่สุด 7 ประเภท ในปี พ.ศ.2544 เรียงตามลำดับได้ดังต่อไปนี้คือ 1) การพนันในบ่อน 113,958 ล้านบาท 2) หวยใต้ดิน 92,073 ล้านบาท 3) การพนันฟุตบอล 51,085 ล้านบาท 4) สลากกินแบ่งรัฐบาล 38,700 ล้านบาท 5) หวยหุ้น 16,156 ล้านบาท 6) หวยออมสิน 9,341 ล้านบาท และ 7) หวย ธ.ก.ส. 3,471 ล้านบาท ขนาดของเศรษฐกิจการพนันจากการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 5,000 ตัวอย่าง จากด้านผู้บริโภคพบว่าวงเงินที่เกี่ยวข้องในปี พ.ศ.2544 เท่ากับ 324,784 ล้านบาท (ตัวเลขนี้จะแตกต่างหรือต่ำกว่าผลการสำรวจ โดยการประเมินจากด้านเจ้ามือ) จากการศึกษาพบว่าวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันที่ไม่ถูกกฎหมายซึ่งมี 6 ประเภท เท่ากับ 286,084 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 88 ของวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันทั้งหมด ในขณะที่วงเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันที่ถูกกฎหมายมีเพียง 1 ประเภทคือ สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเงินเท่ากับ 38,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายในการพนันของคนไทยมีสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัว จากตัวเลขของทางราชการในปี พ.ศ.2544 ประชากรผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 46.5 ล้านคน และรายได้ต่อหัวของประชากรเท่ากับ 81,365.1 บาทต่อปี ดังนั้น

1. หากใช้ตัวเลขการสำรวจจากด้านเจ้ามือ (หวยใต้ดิน บ่อนการพนัน พนันฟุตบอล หวยรายวัน) และตัวเลขจากการสำรวจด้านผู้บริโภคหรือผู้เล่น (หวยหุ้น สลากกินแบ่งรัฐบาล หวยออมสิน และหวย ธ.ก.ส.) ขนาดของมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจการพนันในประเทศไทยในปี พ.ศ.2544 (ทั้งที่ผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย) เท่ากับ 438,200-557,300 ล้านบาท รายจ่ายของประชาชนทางด้านการพนันเฉลี่ยเท่ากับ 9,424-11,985 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเท่ากับร้อยละ 11.6-14.7 ของรายได้

2. หากใช้ตัวเลขจากการสำรวจเฉพาะด้านผู้บริโภคในปี พ.ศ.2544 เป็นฐานขนาดของเศรษฐกิจการพนันในปี พ.ศ.2544 เท่ากับ 324,784 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการจ่ายของประชาชนทางด้านการพนัน เท่ากับ 6,985 บาทต่อคนต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 8.6 ของรายได้

จากการศึกษาพบว่า ค่าใช้จ่ายในการพนันต่อรายได้ของคนไทยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในด้านเดียวกันนี้ของคนออสเตรเลีย ที่ค่าใช้จ่ายในการพนันต่อรายได้ของครัวเรือนหลังหักภาษี (household disposable income) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.68 ในปี พ.ศ.2527-2528 ไปเป็นร้อยละ 2.83 ในปี พ.ศ.2537-2538 ทวีปเอเชียแถบตะวันออกกลางร้อยละ 1.8 ทวีปอเมริกาเหนือร้อยละ 1.0 อังกฤษร้อยละ 0.9 ประเทศ อื่นๆ ในทวีปยุโรป (ยกเว้นอังกฤษ) ร้อยละ 0.4 ทวีปอเมริกาใต้ อเมริกา กลาง และแคริบเบียนร้อยละ 0.2 (Richard C. Morrais, 2002 : 25)

 

กลับหน้าแรก