"นิพนธ์"ค้านเกณฑ์อำนาจเหนือตลาด

มติชนรายวัน     วันที่ 29 มกราคม 2546

ชี้เปิดช่องวิ่งเต้นแก้กฎช่วยพรรคพวก หอการค้ายุเพิ่มบทลงโทษเป็นทวีคูณ

นักวิชาการค้าน"อดิศัย"แยกเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดเป็นรายธุรกิจ ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติ เปิดช่องให้มีการวิ่งเต้นบิดเบือนกฎช่วยพรรคพวกกันเอง ด้านหอการค้ายุเพิ่มบทลงโทษทวีคูณ ชี้ปรับแค่ 6 ล้าน"จิ๊บจ๊อย" ด้าน"เออาร์ที"ค้างเติ่ง อ้างเหตุบอร์ดหอค้าครบวาระ ต้องรอชุดใหม่มาสานต่อ

นายนิพนธ์ พัวพงศกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตกรรมการแข่งขันทางการค้าให้ความเห็นเมื่อวันที่ 28 มกราคม กรณีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าที่มีนายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เห็นชอบเกณฑ์อำนาจเหนือตลาด 2 กลุ่มธุรกิจคือ ค้าปลีกและจักรยานยนต์ ว่า เป็นเรื่องดีที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เพราะถ้าไม่มีการออกเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดตาม มาตรา 25 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้เกณฑ์อำนาจเหนือตลาดแยกเป็นรายธุรกิจ ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ธุรกิจไม่แน่ใจว่า ในธุรกิจของตนนั้นจะใช้เกณฑ์อะไรในการกำหนดอำนาจเหนือตลาด อาจทำให้เกิดการวิ่งเต้นกับคณะกรรมการหรือรัฐมนตรีเพื่อให้ประกาศเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดธุรกิจของตนช้าหรือหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์

"การแยกรายธุรกิจเพื่อกำหนดเกณฑ์เหนือตลาดที่แตกต่างกันมาก ยิ่งทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยกำหนดมูลค่าหรือส่วนแบ่งการตลาดสูงๆ เพื่อให้ธุรกิจของพรรคพวกพ้นจากกฎเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีปัญหาในเรื่องการนิยามว่า ขอบเขตตลาดมีแค่ไหนเพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการเคยเถียงกันเป็นวันๆ เช่น บอกว่า ธุรกิจค้าปลีกมีมูลค่าตลาดรวมปีละ 270,000 ล้านบาท จะใช้อะไรเป็นตัววัดหรือขอบเขตแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ยังทำให้เกิดการวิ่งเต้นได้อีก" นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่า คณะกรรมการหรือรัฐมนตรีบางคนจะไม่ออกกฎเกณฑ์ในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมของพรรคตนเองหรือทำลายคู่แข่งที่พรรคพวกตัวเองเสียเปรียบ ซึ่งกฎเกณฑ์ที่ออกมาในธุรกิจค้าปลีกหรือจักรยานยนต์ไม่มีกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนหรือนักธุรกิจมั่นใจได้ว่า มีความโปร่งใส

อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า สิ่งที่ไม่ทำให้เกิดการแข่งขัน มิใช่ส่วนแบ่งตลาดหรือมูลค่าตลาด แต่เป็นพฤติกรรมที่อุปสรรค เช่น การยึดครองเทคโนโลยี ธุรกิจที่ต้องลงทุนมากและต้นทุนจม เช่น กิจการโทรคมนาคมซึ่งจะทำให้ธุรกิจรายใหม่ไม่เกิดหรือเกิดยาก

นายสมควร นกหงษ์ รักษาการประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ธุรกิจการค้าปลีก-ค้าส่งมีการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นทำให้ห้างค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นของคนไทยไม่สามารถอยู่รอดได้ เนื่องจากห้างค้าปลีกคนไทยไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะนำสินค้ามาขายแข่งตัดราคากับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ดังนั้น การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยธุรกิจค้าปลีกคนไทยให้แข่งขันกับธุรกิจค้าปลีกต่างชาติได้

"หากเกณฑ์ดังกล่าวผ่าน ครม.แล้ว อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ว่า มีการผูกขาดทางการค้าหรือไม่ ถ้าพบว่ามีความผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย และหากเป็นไปได้อยากให้เพิ่มบทลงโทษเป็นทวีคูณ เนื่องจากบทลงโทษปัจจุบันที่กำหนดจำคุก 3 ปี ปรับ 6 ล้านบาท เป็นวงเงินที่น้อยเกินไป" นายสมควรกล่าว

นายสมควรกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีที่หอการค้าชลบุรีร่วมกับบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด(เออาร์ที) จัดส่งสินค้าให้กับสมาชิกเออาร์ทีนั้น ขณะนี้การดำเนินงานหยุดชะงักลง เนื่องจากเป็นช่วงที่คณะกรรมการหอการค้าจังหวัดและหอการค้าไทยหมดวาระการบริหารงาน ดังนั้น คงต้องรอให้มีการแต่งตั้งชุดใหม่เข้ามาบริหารงานก่อน ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเรื่องการจัดส่งสินค้ายังเป็นเรื่องราคาสินค้าที่ทำการจัดส่งในบางครั้งมีราคาสูงกว่าที่ซื้อจากซัพพลายเออร์(ผู้ผลิตสินค้า) โดยเรื่องดังกล่าวคงต้องมีการหารือกันอีกครั้ง

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า การกำหนดเกณฑ์อำนาจเหนือตลาด แม้ว่าจะไม่มีผลบังคับย้อนหลังเอาผิดกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่มีพฤติกรรมการแข่งขันทางการค้าไม่เป็นธรรม แต่ถือว่ากระทรวงพาณิชย์มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และถ้าพบว่าผู้ประกอบการค้าปลีกรายใดปฏิบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดก็ต้องลงโทษทันที ไม่ต้องมานั่งเกรงใจกันและกันเหมือนที่ผ่านมา

 

กลับหน้าแรก