Asia bond สปิริต เกมการเมือง และวาระแห่งการปลดแอกเอเชีย

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 27 มกราคม 2546    ปีที่ 26 ฉบับที่ 3448 (2648)

หลายห้วงแห่งทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาประเทศในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย ต่างก็ต้องพึ่งพิงความร่วมมือ และความช่วยเหลือจากบรรดาชาติตะวันตกทั้งมิติด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการพัฒนา เหล่านี้ก่อเกิดความรู้สึก เมื่อเรามองดูชาติตะวันตกเราจะพบว่าประเทศเหล่านั้นยิ่งใหญ่กว่าเสมอ การดำเนินรอยตาม หรือการให้ความนบนอบ ต่อประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นประหนึ่งว่า เราเป็นประเทศภายใต้อาณานิคมทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ

แต่ดูเหมือนว่าในรอบปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศเอเชียที่มีความเข้มแข็ง และเป็นรูปธรรมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลากหลายความร่วมมือทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ถูกสร้างและถูกสานเพื่อผนึก 
"ความเป็นเอเชีย" ยกตัวอย่างเช่น ความร่วมมือภายใต้ The Asian Coorporation Dialogue (ACD), Bilateral Free Trade Agreement, Asean+3 เป็นต้น ผลสืบเนื่องต่อมาคือ การค้าระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกที่เพิ่มความสำคัญขึ้น ความร่วมมือของกลุ่มประเทศในเอเชีย ยังริเริ่มไปถึงการจัดตั้งตลาดการเงินและพันธบัตรภูมิภาคที่มีรัฐบาลไทยเป็นตัวตั้งตัวตีอย่าง ตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asia bond)

ที่ผ่านมาการระดมเงินกู้จากนอกประเทศของกลุ่มประเทศเอเชียรวมถึงไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนรายใหญ่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านตลาดการเงินระดับโลกอย่างนิวยอร์ก แฟรงก์เฟิร์ต หรือลอนดอน มีบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้จัดการกองทุนสัญชาติตะวันตกทำหน้าที่เป็นตัวกลาง โดยบรรดาผู้ค้าต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินจำนวนไม่น้อยให้กับนายหน้าเหล่านั้น ธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้สามารถทำกำไรมหาศาลให้กับบริษัทการเงินตะวันตก

เมื่อสำรวจลงไปจะพบว่าประเทศที่มีส่วนเกินและมีศักยภาพในการเป็นผู้ปล่อยกู้ในระบบการเงินโลกนั้นมีไม่น้อย ที่เป็นทุนจากประเทศพัฒนาทางแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง ในขณะที่ประเทศที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ในฐานะผู้กู้ก็มักเป็นประเทศกำลังพัฒนาทางแถบเอเชียที่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินในเวทีโลก แต่กลับต้องจ่ายค่าส่วนต่างบางส่วนของทุน (margin fund) เพื่อเป็นค่าจัดอันดับความน่าเชื่อถือแก่บริษัทจัดอันดับ (credit rating agency) อย่าง Standard and Poor หรือ Moody รวมถึงจ่ายบางส่วนให้กับบริษัทจัดการทางการเงิน

แนวความคิดพันธบัตรเอเชียที่รัฐบาลไทยซึ่งนายกฯทักษิณพยายามผลักดันนั้นมีแนวคิดจากการระดมทุนโดยรวบรวมจากเงินทุนสำรองทางการ ของประเทศกลุ่มสมาชิกเอเชีย เพื่อตั้งเป็นกองทุน Asia fund และมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อปล่อยกู้ให้กับพันธบัตร หรือหุ้นกู้ของรัฐบาลและบริษัทเอกชน โดยคาดว่าจะเรียกใช้บริการการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและผู้จัดการกองทุนที่มีสัญชาติเอเชีย เรียกว่าเป็นการดำเนินงานโดยคนเอเชียเพื่อคนเอเชียโดยแท้

เบื้องต้นได้มีการประมาณคร่าวๆ ถึงจำนวนเงินทุนขั้นต้นในการจัดตั้งกองทุนจากทุนสำรองเพียง 1% เฉพาะแค่ประเทศจีน, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และประเทศไทยนั้น สามารถตั้งกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเจ้าของเงินอย่างญี่ปุ่น (475 ล้านเหรียญสหรัฐ) และจีน (275 ล้านเหรียญสหรัฐ) ถือสัดส่วนใหญ่ในกองทุน นัยว่าหลักการของพันธบัตรเอเชียจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมิถุนายนของปีนี้ ตามที่นายกฯทักษิณได้กล่าวไว้ในขณะที่พบปะกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ช่วงวันที่ 10-12 มกราคมที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยซึ่งถือเป็นตัวหลักในการจัดการเรื่องดังกล่าวจะพยายามแสดงท่าทีว่ามีการตอบรับอย่างดีจากประเทศเอเชียด้วยกัน แต่ประเทศหลักอย่างญี่ปุ่นและจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนเงินในกองทุนสูงก็เพียงแต่ตอบรับในหลักการเท่านั้น รัฐบาลไทยพยายามขยายแนวความคิดเรื่องพันธบัตรเอเชียนี้ทุกครั้งในเวทีทั้งทวิและพหุภาคี โดยให้เครดิตแก่ประเทศฮ่องกงว่าเป็นต้นความคิด

การเงียบเฉยของยักษ์ใหญ่อย่างจีนและญี่ปุ่นเป็นไปในลักษณะที่ไม่ใช่การเพิกเฉย เพียงแต่ต้องการจับตามองความเคลื่อนไหวเหล่านี้อยู่ห่างๆ ก่อนที่จะแสดงท่าทีใดๆ ออกไป ทั้งนี้การจัดตั้งตลาดการเงินภูมิภาคโดยอาศัยพันธบัตรเอเชียหรือเอเชียบอนด์ถือได้ว่าเป็นนัยแห่งการปลดแอกชาติเอเชีย ซึ่งหากประสบความสำเร็จย่อมหมายถึงการเลิกพึ่งพิงตลาดกลางทางการเงินของชาติตะวันตก

ผลที่ตามมาคือ การทำลายรายได้สำคัญของแหล่งเงินที่ยิ่งใหญ่ของโลก คำถามคือ "นักการเงินสหรัฐอเมริกาจะทนได้หรือไม่" คำตอบคือ ไม่ได้อย่างแน่นอน และนั่นหมายถึงการที่รัฐบาลกลางสหรัฐต้องยื่นมือเข้ามาทำอะไรสักอย่างเพื่อแทรกแซง เพียงแต่ภาวะขณะนี้ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐยังไม่ผลีผลามที่จะทำการใดอันเป็นการกระทบความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มอาเซียน เนื่องจากยังต้องอาศัยกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นแขนขาในการปราบปรามการก่อการร้าย เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการซ่องสุมกำลังในการก่อการร้ายสากล อีกทั้งสหรัฐคงกำลังจับตาดูหลักการและความร่วมมือของกลุ่มประเทศเอเชียในครั้งนี้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากในอดีตนั้นเราเคยล้มเหลวในการจัดตั้งกองทุนภูมิภาคอย่าง Asian Management Fund (AMF) มาแล้ว

สหรัฐเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของทั้งจีนและญี่ปุ่น ดังนั้น จีนและญี่ปุ่นต้องเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอย่างแน่นอน และหากขาดความร่วมมือของจีนและญี่ปุ่นคงยากยิ่งที่ความฝันในการปลดแอกโลกการเงินของประเทศเอเชียจะเป็นจริง โดยเฉพาะจีนที่ถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเอเชีย ทางรัฐบาลกลางปักกิ่งยังไม่มีท่าทีใดๆ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลไทยให้เครดิตประเทศฮ่องกงว่าเป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุนแนวคิดนี้ ฮ่องกงเป็นรัฐในปกครองของรัฐบาลกลางปักกิ่ง ถึงแม้ว่าโดยหลักการจะแยกการปกครองและระบบเศรษฐกิจของทั้งสองเป็นอิสระต่อกัน แต่ความจริงนั้นรัฐบาลฮ่องกงยังคงขึ้นตรงกับปักกิ่งอย่างที่สุด ดังนั้นการตัดสินใจแสดงท่าทีของฮ่องกงจึงเสมือนเป็นตัวแทนของปักกิ่งกลายๆ และนั่นจะทำให้การโฆษณาของรัฐบาลไทยมีน้ำหนักมากขึ้น

แนวความคิดพันธบัตรเอเชียจะถูกนำมาสานต่อจนเป็นรูปธรรมหรือไม่นั้นจะเห็นได้ว่ามีส่วนประกอบสำคัญหลายอย่าง ทั้งสปิริตในความร่วมมือของกลุ่มประเทศเอเชีย ยุทธวิธีการดำเนินการทางการทูต เหล่านี้ไม่สามารถพินิจได้จากมิติทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว

พันธบัตรเอเชียถูกคาดหวังมากไปกว่านั้นคือ การดำเนินการไปสู่การใช้เงินตราสกุลเดียว ซึ่งคงเป็นไปได้ยากเพราะท่ามกลางประเทศเอเชียเองมีความแตกต่างของการพัฒนาอย่างมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นการเริ่มก้าวแรกย่อมเป็นก้าวที่สำคัญเสมอ และหากสำเร็จงานนี้ท่านนายกฯของไทยคงได้รับการสรรเสริญอย่างท่วมท้น เพราะนอกจากจะสามารถปลดแอกประเทศจากองค์กรการเงินระดับโลกอย่าง IMF แล้วยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการปลดแอกเอเชียอีกด้วย งานนี้ขอยกเครดิตให้ในความพยายามจากใจจริง

 

กลับหน้าแรก