|
ระบอบทาสโทรมือถือ
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 มกราคม 2545 มติคณะรัฐมนตรีที่ให้ออกพระราชกำหนด จัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบริการโทรคมนาคม นับเป็นเครื่องยืนยันอีกครั้ง ถึงเนื้อแท้ของรัฐบาลไทยรักไทย ที่มุ่งเข้ามาปกป้อง ผลประโยชน์ธุรกิจผูกขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของแกนนำรัฐบาล พระราชกำหนดดังกล่าวคือกฎหมายที่บังคับเอาประชาชนไทยทั่วประเทศ ให้เป็นทาสที่คอยผลิตกำไรส่วนเกินถวายแก่บริษัทผูกขาดมือถือไปชั่วลูกชั่วหลาน เรายกเลิกระบอบทาสกันไปกว่าร้อยปีแล้ว แต่ผลงานชิ้นเอกของรัฐบาลนี้คือ การรื้อฟื้นระบอบทาสขึ้นมาใหม่ เป็นระบอบทาสยุคไอที เพราะโซ่ที่ใช้ล่ามนั้นมองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ คำยืนยันของผู้นำรัฐบาลว่า บริษัทโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันจะไม่ได้รับเงินเพิ่มจากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว นั้นเป็นการบิดเบือนประเด็น เพราะหัวใจของเรื่องไม่ใช่อยู่แค่ผู้ประกอบการรายเดิมจะเสียเงินให้รัฐบาลเพิ่มขึ้นหรือลดลง ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ธุรกิจมือถือปัจจุบันยังเป็นธุรกิจผูกขาด ของบริษัทใหญ่เพียง 2-3 บริษัท และการแปรสัมปทานก็ควรต้องทำให้ธุรกิจนี้ มีการแข่งขันอย่างแท้จริง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาว แต่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากบริการโทรคมนาคม จะกลับทำให้ตลาดโทรมือถือ กลายเป็นตลาดผูกขาดแบบถาวร ถึงแม้รัฐบาลจะกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตให้เงินภาษีที่จะได้รับเท่ากับเงินส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัทมือถือเดิม จะต้องจ่ายให้แก่รัฐบาลในช่วงอายุสัมปทานที่เหลือ แต่บริษัทมือถือเดิมก็ยังได้ประโยชน์อยู่ดี เพราะแม้จะยังจ่ายเงินให้แก่รัฐบาลเท่าเดิม แต่การเก็บภาษีสรรพสามิตก็เป็นการการันตีว่า พวกเขาจะยังคงได้รับกำไรส่วนเกินจากการผูกขาดต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด และอำนาจผูกขาดของพวกเขาจะยืนยงคงอยู่ต่อไปชั่วกัลปาวสาน การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นการสร้างกำแพงขวางกั้น ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้ ผู้ประกอบการรายใหม่จะเสียเปรียบบริษัทเดิมชนิดไม่ติดฝุ่น เพราะนอกจากจะต้องลงทุนเป็นเงินก้อนนับหมื่นล้านบาทเพื่อติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายแล้ว ยังจะต้องบวกค่าภาษีสรรพสามิตลงไปในค่าบริการของตนอีก ทำให้ไม่สามารถเสนอบริการที่มีคุณภาพดีแต่ราคาถูกกว่าบริษัทเดิมได้ จริงอยู่ว่า บริษัทมือถือเดิมก็ต้องลงทุนหลายหมื่นล้านบาท เพื่อติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายมาตั้งแต่แรกเช่นกัน แต่พวกเขาเริ่มธุรกิจในยุคแรกด้วยอำนาจผูกขาดเต็มมือ สามารถคิดค่าบริการมหาโหด กดขี่ข่มเหง ตัดหัวคั่วแห้งผู้บริโภคได้ตามใจชอบ ทั้งยังผูกขาดการขายเครื่องโทรศัพท์มือถือในราคาแพงลิบสูบเลือดเครื่องละหลายหมื่นบาทติดต่อกันหลายปี พวกเขาจึงสูบเลือดจากผู้บริโภคไทยไปชดเชยเงินลงทุนในเครือข่ายของตนได้อย่างพอเพียง ในทางตรงข้าม ผู้ประกอบการรายใหม่กลับต้องแข่งขันกับรายเก่าตั้งแต่เริ่มต้น รายใหม่จึงต้องเข้ามาแข่งในตลาดมวลชน เพื่อขยายขนาดให้ได้ฐานลูกค้าที่ใหญ่พอให้เร็วที่สุด แต่ตลาดมวลชนนั้นตัดสินกันที่ค่าบริการราคาถูกเป็นหลัก ข้อนี้ต่างกับบริษัทรายเดิมที่ได้จับจองสูบเลือดจากตลาดผู้ใช้บริการระดับบนที่ยอมทนจ่ายทั้งค่าเครื่อง และค่าบริการแพงมานานหลายปีก่อนที่จะขยายสู่ตลาดมวลชนในปัจจุบัน นัยหนึ่ง ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องลงทุนในอุปกรณ์เครือข่ายนับหมื่นล้านบาทโดยไม่มีอำนาจผูกขาด แต่ต้องคิดค่าบริการและขายเครื่องโทรศัพท์มือถือในราคาถูก แล้วยังต้องบวกภาษีสรรพสามิตเข้าไปอีก โดยต้องต่อสู้แย่งตลาดกับบริษัทยักษ์ใหญ่เดิมที่ถอนทุนคืนไปแล้วและมีกำไรสะสมไว้กองโตอีกด้วย การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จึงทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีต้นทุนสูงลิบ แต่รายได้ต่ำ และขาดทุนเป็นเวลายาวนาน กระทั่งขาดทุนถาวร แล้วจะมีผู้ประกอบการรายใหม่หน้าใดที่หาญกล้าโดดเข้ามาฆ่าตัวตายเช่นนี้เล่า! แต่ผู้เสียประโยชน์อย่างแท้จริงในท้ายสุดก็คือ ประชาชนไทยผู้บริโภค ซึ่งจะต้องทนกับการใช้บริการมือถือราคาแพงแต่คุณภาพต่ำตลอดไป และถูกบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ข่มเหงรังแก เชือดเนื้อถือหนังได้ตามใจชอบไปตลอดกาล ผู้รับเคราะห์กรรมเป็นหัวหมูบูชายัญให้แก่ความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุดของบริษัทมือถือผูกขาดไม่กี่แห่ง และความฉ้อฉลของผู้นำการเมืองไม่กี่คนก็คือประชาชนไทยทั่วประเทศที่ต้องพึ่งพาใช้บริการโทรศัพท์เพื่อติดต่อธุรกิจส่วนตัว และทำมาหากินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้รัฐบาลอ้างว่า อาจยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ในช่วงปีแรก ๆ แต่วิธีดังกล่าวกลับยิ่งเลวร้าย เพราะเท่ากับให้นักการเมืองมีอำนาจตัดสินให้คุณให้โทษธุรกิจเอกชนอย่างไร เท่าใดก็ได้ เป็นการเปิดช่องคอรัปชั่นและการใช้อำนาจเพื่อพวกพ้องได้อย่างถูกกฎหมาย การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบริการโทรคมนาคมยังเป็นการทำลายระบบภาษีอากรของประเทศ เพราะภาษีสรรพสามิตมีหลักการที่จัดเก็บจากกิจกรรมที่รัฐบาลเห็นว่า ไม่เป็นประโยชน์หรือไม่ควรส่งเสริม ได้แก่ อบายมุข บันเทิง สินค้าฟุ่มเฟือย และกิจกรรมที่กระทบสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมัน รถยนต์ เป็นต้น แต่บริการโทรคมนาคมเป็นปัจจัยพื้นฐานของการยังชีพและการประกอบธุรกิจของประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกับไฟฟ้าและน้ำประปา ไม่ใช่กิจกรรมที่รัฐบาลต้องควบคุม หรือจำกัดการใช้ ที่ส่อพิรุธอย่างชัดเจนคือ ประเทศไทยจะยังไม่เปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม จนถึงปี 2549 แต่รัฐบาลกลับเร่งออกเป็นพระราชกำหนดทันที ทั้งที่การออกพระราชกำหนดนั้น เขาทำกันในกรณีเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่กระทบถึงประโยชน์ของประเทศเท่านั้น การเร่งออกพระราชกำหนดในครั้งนี้จึงเป็นวิธีบังคับหักคอรัฐสภาให้ยอมตาม และลิดรอนอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมที่จะตั้งขึ้นนั่นเอง ระบอบทักษิณาธิปไตยจงเจริญ!
|
| กลับหน้าแรก |