|
คุ้มครองแรงงานภาคเกษตร
เป็นเรื่องที่คิดดีและทำได้
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มกราคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3447 (2647) สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดแบ่งประเภทของกลุ่มแรงงาน ซึ่งเรียกเพราะๆ เป็นภาษาวิชาการว่า ผู้ทำงานเชิงเศรษฐกิจ ออกเป็น 5 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มนายจ้าง กลุ่มลูกจ้างภาคเอกชน กลุ่มลูกจ้างรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ กลุ่มผู้ทำธุรกิจส่วนบุคคล (own-account worker) และผู้ช่วยธุรกิจภายในครัวเรือนโดยมิได้รับค่าจ้าง (unpaid family worker) สำหรับ 3 กลุ่มแรก คือ นายจ้าง ลูกจ้าง ลูกจ้างรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ปัจจุบันหายห่วงครับ เพราะรัฐมีสวัสดิการและการประกันสังคมครอบคลุมความเป็นอยู่เป็นอย่างดีแล้วในระดับหนึ่ง ผมห่วงแต่ผู้ทำธุรกิจส่วนบุคคล และผู้ช่วยธุรกิจภายในครัวเรือนโดยมิได้รับค่าจ้าง : ซึ่งส่วนน้อยมากมีฐานะดี แต่ส่วนใหญ่ก็จะยากจนเป็นชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ลูกจ้างในภาคเกษตรที่ยังมิได้รับการคุ้มครองทางสังคมมายาวนาน จนอาจกล่าวได้ว่าถูกลืม หรือไม่ก็รัฐมิได้เห็นความสำคัญอะไรของแรงงานกลุ่มนี้ เนื่องจากไม่เคยสร้างปัญหา สร้างข้อเรียกร้องอะไร ก็อยู่กันไปแบบธรรมชาติๆ ใช้ภูมิปัญญาดังเดิมกันต่อไป มีความสุขตามอัตภาพที่เคยชินครับ คณะกรรมาธิการแรงงานสภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมสัมมนาหลายครั้ง เพื่อการปรับปรุงพัฒนาระบบแรงงานของประเทศ พร้อมกับมีแรงผลักดันที่ต้องการให้แรงงานทุกกลุ่มเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่จะสร้างผลผลิตมูลค่าเพิ่มให้คนไทยทั่วประเทศได้อยู่ดี กินดี ใช้หนี้ ใช้สิน ต่างชาติให้หมดไป และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วยว่า บุคคลจะต้องได้รับการดูแลจากรัฐโดยเสมอภาคกัน ดังนั้น คณะกรรมาธิการแรงงานจึงได้มองไปที่กลุ่มแรงงานภาคเกษตร กลุ่มที่อยู่ท้ายแถวของเราก่อน แรงงานภาคเกษตรของเรามีมาก และจัดเป็นแรงงานนอกระบบการประกันสังคมตามกฎหมาย ตัวเลขคร่าวๆ ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ในจำนวนแรงงาน 37 ล้านคน มีแรงงานอยู่ในระบบประกันสังคมเพียง 8 ล้านกว่าคน นอกนั้นจัดเป็นแรงงานนอกระบบทั้งสิ้น สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2539 พบว่าผู้ประกอบอาชีพภาค เกษตรทั้งหลาย หรืออาจเรียกว่าผู้ประกอบอาชีพ อิสระ โดยทั่วไปมีการศึกษาค่อนข้างต่ำจบระดับประถมศึกษาถึงร้อยละ 87 อีกร้อยละ 10 จบระดับมัธยมศึกษา การศึกษาโดยเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มผู้ที่เป็นลูกจ้างเอกชน แต่กลับมีอายุเฉลี่ยสูงกว่า คือส่วนใหญ่จะเป็นชายโดยมีอายุเฉลี่ย 42.6 ปี ส่วนหญิงก็อายุเฉลี่ย 41.6 ปี คนในวัยนี้ในภาคเอกชนจัดว่าสูงอายุแล้วครับ สรุปว่า แรงงานภาคเกษตรของเราเป็นคนรุ่นเก๋า (version แรกๆ) ที่สมควรจะได้รับการดูแลจากคนรุ่นใหม่ และรัฐบาลยุคใหม่ (new version) ปี 2546 นี้จะเป็นปีเริ่มต้นของการขยายความคุ้มครองแก่แรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานภาคเกษตรและงานเสริมอาชีพที่ทำที่ บ้าน เพราะจากตัวเลขที่กล่าวมา ยืนยันแล้วว่า แรงงานนอกระบบมีมิใช่น้อยและที่สำคัญยังไม่มีกฎหมายใดที่ให้ความคุ้มครองแก่แรงงานกลุ่มนี้ ยกตัวอย่าง เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติเงินทดแทน ก็ได้มีมาตราที่กีดกันยกเว้นไว้ว่า อาชีพเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ ไม่ต้องเข้าระบบประกันสังคม ในสารบบของกฎหมายแรงงานทุกฉบับในภาพรวม ไม่มีที่ใดให้ความสำคัญแรงงานภาคเกษตรเลย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติมาช้านานแล้ว ปี 2546 นี้ รัฐบาลจะสนใจดูแลกระดูกสันหลังของชาติแล้วครับ ความสำเร็จของการพัฒนาให้ชาติเจริญรุ่งเรืองนั้น ประชากรในชาติจะต้องไม่ยากจนและการมีงานทำจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการ ลดปัญหาความยากจน ซึ่งถ้าจะให้นานาอารย ประเทศยอมรับ งานที่สร้างให้คนในชาติทำ จะต้องมีลักษณะของงานที่มีคุณค่า (decent work) โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (Interna- tional Labour Organization : ILO) ได้กำหนดคุณลักษณะของงานที่มีคุณค่าในเชิงยุทธศาสตร์ไว้ว่า จะต้องมีองค์ประกอบของ : 1. การส่งเสริมหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน : การมีมาตรฐานการทำงาน การคุ้มครองด้านกฎหมายแรงงาน การปลอดภัยอาชีวอนามัย และรักษาสิ่งแวดล้อม การสร้างเครือข่าย การกำกับดูแลการใช้แรงงานเด็กที่ขาดความเป็นธรรม กล่าวง่ายๆ ก็คือ อยู่ในระบบแรงงานที่ดีครับ 2. การสร้างโอกาสการมีงานทำ การสนับสนุนให้มีความต้องการแรงงานมากขึ้น การมีระบบการจัดการแก่แรงงานที่ว่างงานเป็นฤดูกาล มีการพัฒนาฝีมือแรงงาน มีระบบข้อมูล 3. การคุ้มครองทางสังคม ซึ่งเป็นประเด็นหลักของบทความนี้ที่ผมเสนอให้แก่แรงงานเกษตรกรรมของประเทศของเรา ให้ได้รับการดูแลให้เทียมหน้าเทียมตากับกลุ่มแรงงานหรือผู้ทำงานเชิงเศรษฐกิจในกลุ่มอื่น 4. การหารือทางสังคม ซึ่งหมายถึงการที่กลุ่มภาคีต่างๆ ในระบบแรงงาน ซึ่งโดยพื้นฐานก็คือ ไตรภาคี ได้แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ ได้มีสัมพันธภาพต่อกันในเชิงบวก เพื่อสร้างสรรค์ ต่อรอง ยุติข้อพิพาท และก่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีต่อกัน ในการสร้างผลผลิต อันจะเป็นมูลค่าเพิ่มในระดับเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ หรือภาษาง่ายๆ ก็คือ มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ปี 2546 นี้ ผมเน้นข้อสาม คือ การให้ความคุ้มครองทางสังคมให้แก่แรงงานภาคเกษตรครับ เพราะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ถูกลืม หรือรัฐแกล้งลืมมานานว่า ไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ของเราก็ยังเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรวัยแรงงานของเราส่วนใหญ่ยังจัดอยู่ในประเภทไร้ฝีมือทางอุตสาหกรรม แต่มากด้วยภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรม ดังนั้น ผมให้ความสำคัญแก่แรงงานภาคเกษตรครับ และหวังไว้ใหญ่หลวงว่าจะเป็นผู้ขุดทรัพย์ในดิน สินในน้ำมากู้ชาติ ผมเสนอให้รัฐมีนโยบายและแผนงานที่จะเตรียมการให้ความคุ้มครองแก่แรงงานภาคเกษตร เริ่มตั้งแต่ปี 2546 นี้ ขั้นแรกจะต้องวางหลักปักธงให้ชัดก่อน ว่าจะให้ความคุ้มครองแก่แรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่มีความรู้น้อยให้เข้าใจระบบสวัสดิการสังคมของรัฐที่มีการเก็บภาษีพิเศษ (ear mark tax) ได้อย่างไร การจัดการให้มีทางเลือกสาธารณะ (public choice) ให้แก่ผู้ทำงานเชิงเศรษฐกิจได้เข้าถึงระบบประกันสังคมของรัฐตามกำลังเศรษฐกิจ หรือความพอใจที่จะจ่ายได้อย่างไร มีทางเลือกในวิธีเก็บเงินสมทบ หรือละเว้นการเก็บเงินสมทบให้แก่แรงงานนอกระบบโดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรกรรมได้อย่างไร เช่น อาจเป็นโครงการเหมาราย 3 เดือน 6 เดือน และการต่อสิทธิประโยชน์กับโครงการอื่นๆ เมื่อสถานภาพ เปลี่ยนไป ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้ทำได้ เพราะมีเสียงข้างมากท่วมท้นสภาอยู่แล้ว และในส่วนของระบบสารสนเทศเดิมที่หลายหน่วยงานมีอยู่ก็สามารถนำมาบูรณาการให้เกิดการจัดการที่มีประสิทธิ ภาพได้ ผมไม่เพียงเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้คิดใหม่-ทำใหม่ครับ แต่ผมอยากจะให้รัฐบาลชุดนี้จะต้องคิดดี-ทำได้ด้วยครับ
|
| กลับหน้าแรก |