|
"เศรษฐกิจไทย
พึ่งตนเองได้มากขึ้นหรือไม่"
โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2546 เรื่อง "ต่างมุมมอง" ระหว่างรัฐบาลกับสภาพัฒน์กรณีการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจปี 2546 ดูเหมือนว่าจะเป็นความขัดแย้งกันเรื่องความตั้งใจและเป็นการทะเลาะกันเรื่องตัวเลขประมาณการ แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองฝ่ายมีสมมติฐานเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ นายกฯบอกว่า เศรษฐกิจจะโตได้ถึงร้อยละ 6 ขอให้มาดูนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลก็ทำได้ แต่สภาพัฒน์ย้ำให้เห็นความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้คาดการณ์ได้เพียงร้อยละ 3.5-4.5 นายกฯบอกให้ดูนโยบายและสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และรัฐบาลกำลังทำงานหนักเพื่อเร่งเครื่อง สภาพัฒน์ให้มองภาวะเศรษฐกิจ "ภายนอก" และเห็นว่า ค่อนข้างจะมืดมน ดังนั้น ความแตกต่างจึงมากกว่าความตั้งใจที่ต่างกัน หรือความไม่ลงรอยกันเรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องความเข้าใจภาวะจริงๆ ของเศรษฐกิจไทยที่แตกต่างกัน ความใฝ่ฝันของนายกฯค่อนข้างชัดเจนและเราควรปรบมือให้ 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยสุ่มเสี่ยงกับปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้นๆ โดยเฉพาะปัญหาที่มากับเงินเก็งกำไรจำนวนมหาศาล ความไม่แน่นอนในอารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุน และการปรับเปลี่ยนค่าเงินของประเทศที่เป็นคู่แข่งส่งออกสินค้าประเภทเดียวกับไทย นายกฯต้องการให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงพูดถึงความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่จะทำให้ไทยพึ่งตนเองได้ สร้างธุรกิจที่มาจากรากฐานของทักษะและวัตถุดิบภายในประเทศ นายกฯหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะประสบความสำเร็จได้เช่นตัวเอง แต่ความจริงก็คือ นับเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 เศรษฐกิจไทยกลับมีความสุ่มเสี่ยงกับภาวะเศรษฐกิจภายนอกมากขึ้น ตัวชี้ง่ายๆ คือ สัดส่วนของมูลค่าสินค้าต่อจีดีพี ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจสัดส่วนนี้คือร้อยละ 40 ขณะนี้อยู่ระหว่างร้อยละ 60-70 ซึ่งนับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นอกจากนั้น เรายังพึ่งพิงเงินลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 5 ปี 2541-2545 เป็นมูลค่ามากกว่าที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 13 ปีเริ่มจาก พ.ศ.2528 ดังนั้น สภาพัฒน์จึงมีประเด็นที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอก ในการประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยปี 2546 จะโตเท่าไร เพราะปัจจัยภายนอกจะเป็นขีดจำกัดต่อนโยบายภายใน อย่างไรก็ตาม เราอาจจะตั้งคำถามด้วยว่า จริงๆ แล้วนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งตนเอง โตจากปัจจัยภายในประเทศและลดความสุ่มเสี่ยงกับความผันผวนของปัจจัยภายนอกหรือไม่? จนถึง ณ จุดนี้ คำตอบคือ "ไม่" รัฐบาลพยายามใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเคนส์ คือยอมเป็นหนี้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยใช้งบประมาณขาดดุล และโดยการเพิ่มสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อดึงเงินที่กองอยู่ในธนาคารให้ออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ผลก็คือ การบริโภคกลับคืนสู่ระดับปี 2539 ในทางทฤษฎีการบริโภคที่เพิ่มขึ้นน่าจะจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนเพิ่ม และในท้ายที่สุดเศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโตได้มากกว่าที่รัฐบาลลงแรงไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากๆ แต่ดังที่ศาสตราจารย์ อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึงประมาณร้อยละ 4 ของจีดีพีและได้รับกลับมาเป็นจีดีพีโตเพียงร้อยละ 5 ทำไมจีดีพีไม่โตมากกว่านี้? คำตอบอยู่ที่ธนาคาร ในอดีตธนาคารเป็นกลไก ซึ่งผันเงินออมไปสู่การลงทุน โดยให้สินเชื่อแก่นักธุรกิจ แต่ขณะนี้ธนาคารยังฝันหนีดีฝ่อจากภาวะเศรษฐกิจวิกฤต พ.ศ.2540 และถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์การให้กู้ใหม่ๆ ที่เข้มงวดมากขึ้น ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารลดสินเชื่อทุกรูปแบบ จนขณะนี้การให้สินเชื่อลดลงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปี พ.ศ.2540 เท่านั้น แล้วธนาคารอยู่ได้อย่างไร? อยู่ได้ด้วยการให้สินเชื่อบัตรเครดิตระยะสั้น ให้รัฐบาลยืมเงินไปใช้และลงทุนพันธบัตรต่างประเทศ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังต่ำอยู่ หมายความว่าการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและซึ่งเกิดจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น ส่งผลสำคัญ 2 ประการ หนึ่ง เพิ่มการนำเข้า ผู้คนมีเงินใช้สอยมากขึ้น แต่นักธุรกิจภายในประเทศไม่อาจผลิตเพื่อสนองความต้องการอย่างพอเพียง ผู้คนจึงสนองความต้องการโดยซื้อสินค้านำเข้า มูลค่านำเข้าพุ่งขึ้นทันทีทันใดจากปลายปี 2544 เมื่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเงินในกระเป๋าผู้บริโภค สอง การบริโภคที่เพิ่มขึ้น กระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติยิ่งเข้ามาลงทุน ถ้าผู้คนใช้จ่ายมากขึ้นแล้วผู้ผลิตในประเทศไม่อาจสนองความต้องการได้ ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำทดแทนแล้วได้กำไรไป แม้ว่าส่วนหนึ่งของเงินลงทุนเป็นการผลิตสินค้าส่งออก แต่จำนวนมากทีเดียวสนองความต้องการของตลาดภายใน และแม้จะผลิตเพื่อส่งออกแต่มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในประเทศไม่สูงนัก เพราะว่าสัดส่วนของการผลิตมักใช้วัตถุดิบเป็นสินค้านำเข้าในอัตราสูง(ประมาณร้อยละ 40-50) มูลค่าสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น และส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการบริโภคไม่เป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลดำเนินมาตรการงบประมาณขาดดุลอยู่แล้ว ถ้าหากเกิดดุลบัญชีการค้าขาดดุลตามด้วยดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลขึ้นมาอีก เราก็อาจจะต้องผจญกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงกับไร้น้ำยาเสียทีเดียว ปีที่แล้วการส่งออกเป็นที่น่าพอใจและช่วยเศรษฐกิจไทยไว้ได้ ไม่มีใครคาดว่าการส่งออกของไทยจะเฟื่องฟูหลังเหตุการณ์ 11 กันยายนและเศรษฐกิจสหรัฐ และโลกถดถอย แต่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16-18 ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2545 ดังนั้น ในปีที่แล้วการส่งออกจึงยังมากกว่าการนำเข้า ทำให้เรามีดุลการค้าเกินดุล ภาวะดุลการค้าเกินดุลและการทำงานหนักของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้เรามีเงินทุนสำรองมากพอจนอาจจะจ่ายเงินชำระหนี้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด จนนายกฯกล่าวว่า เป็นเพราะเรามีสติปัญญาจะคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองเราเอง เศรษฐกิจไทยพึ่งตนเองได้มากขึ้น แต่ความจริงก็คือว่า เศรษฐกิจไทยกลับพึ่งพาสินค้าส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าก่อนวิกฤต นอกจากนั้น หากพิจารณาการส่งออกอย่างลึกๆ แล้ว จะพบว่าสาขาที่เจริญเติบโตล้วนแล้วแต่เป็นอุตสาหกรรมที่บรรษัทข้ามชาติเป็นผู้ผลิต รัฐบาลต้องลงทุนส่งเสริมสาขาส่งออกเป็นอย่างมาก(โดยเฉพาะการท่องเที่ยว) และยังต้องเอาใจนักลงทุนต่างชาติด้วย(เช่นในกรณียกเลิก พ.ร.บ.เพื่อควบคุมการค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของต่างชาติ) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเคนส์ของรัฐบาลไม่ถูกต้อง และไม่ได้หมายความว่าที่รัฐบาลฝันอยากเป็นไทกับตัวเอง พึ่งตนเองได้และเศรษฐกิจเจริญเติบโตจากปัจจัยภายในเป็นสิ่งที่ผิด ทำมาถูกทางแล้ว ตรงนี้ขอปรบมือให้ แต่หากจะเพิ่มจีดีพีให้ได้ในอัตราสูงกว่าร้อยละ 5 รัฐบาลต้องสำแดงมาตรการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ที่จะส่งผลให้การบริโภคที่ขยายตัว แปลงเป็นการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้นให้ได้อย่างมีนัยสำคัญคือต้องทำให้ธนาคารเพิ่มสินเชื่อให้ได้ หากยากเกินไปเพราะมีขีดจำกัดจากปัจจัยภายนอกที่เหลือกำลัง ใคร่เสนอแนะให้ท่านนายกฯทำใจยอมรับจีดีพีโตร้อยละ 4-5 สำหรับปี 2546 อย่างที่นักธุรกิจจำนวนมากยอมรับอยู่ในขณะนี้ และใช้เวลามุ่งไปที่ทำอย่างไรจะให้เยาวชนไทยซึ่งเป็นพลังในอนาคตได้มีการศึกษาและทักษะที่จะก้าวทันและจัดการกับโลกาภิวัตน์ได้ ความพยายามในเรื่องการศึกษาจะให้ผลในระยะยาวมากกว่า เพราะเป็นการลงทุนลงแรงที่คุ้มค่า และนายกฯก็จะอยู่เป็นรัฐบาลได้นานๆ ดังหวัง
|
| กลับหน้าแรก |