|
มีหนี้ใช้หนี้
วีระ ธีระภัทร์ คมชัดลึก วันที่ 6-10 มกราคม 2546 มีหนี้ใช้หนี้ (1) ผมหายหน้าหายตาไปหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เพราะไม่อยากเขียนอะไรล่วงหน้ามากนักแล้วก็ถือโอกาสพักผ่อนให้สบายเนื้อสบายตัวไปซะเลย แล้วก็มีเวลาไปจัดระบบการทำงานในปี 2546 ให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น จะเสียอยู่นิดนึงก็ตรงที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้ากันก่อนเท่านั้นเอง กลับมาว่ากันใหม่ในปี 2546 เริ่มต้นก็ได้เรื่องเลยครับ เพราะรัฐบาลคุณทักษิณ ได้ตกลงปลงใจจะชำระคืนหนี้เงินกู้ ตามโครงการขอรับความช่วยเหลือ ทางวิชาการ และการเงินหรือที่เรารู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่า เงินกู้ไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนด ที่จริงถ้าหากใครได้ติดตามข่าวสารฟังการแถลงข้อมูลตัวเลขของคุณชายปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งฟังการให้สัมภาษณ์เป็นครั้งคราว ของคุณทักษิณในช่วงเดือนธันวาคมในปีที่ผ่านมา ก็คงจะพอปะติดปะต่อเรื่องได้ แต่ถ้าหากจะให้สรุปสั้นๆ ก็ต้องบอกว่า เรากู้เงินในโครงการเงินกู้ไอเอ็มเอฟเบ็ดเสร็จเป็นเงินทั้งหมด 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น (1) กู้จากไอเอ็มเอฟ โดยตรง 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2) กู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าญี่ปุ่น 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ (3) กู้จากธนาคารกลางของชาติต่างๆ ที่ลงขันช่วยรวมกัน 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้ที่ว่าไม่รวมเงินกู้จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ที่นำมาใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีเงื่อนไขและระยะเวลาในการชำระคืนแตกต่างกันออกไป และถือเป็นเงินกู้ระยะยาวมิใช่เงินกู้ระยะสั้น ที่ใช้เพื่อเสริมฐานะทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศอย่างที่กู้ไอเอ็มเอฟมา อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นไปอีกว่า เมื่อเริ่มต้นกู้มาในช่วงปลายปี 2540 ก็มีการทยอยเบิกเงินกู้มาใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และเมื่อหยุดกู้แล้วก็เริ่มชำระคืนเงินกู้ซึ่งก็จะใช้เวลาประมาณ 3 ปี ใช้คืนจนหมดเช่นกัน ในช่วงที่ผ่านมา ก็เริ่มมีการทยอยชำระคืนเงินกู้ดังกล่าวไปแล้วพอสมควร จากต้นเงินกู้บวกกับดอกเบี้ยประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั้น ได้ชำระคืนไปแล้วจนถึงสิ้นปี 2545 รวมเป็นเงินประมาณ 7,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นชำระคืนให้กับไอเอ็มเอฟ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือที่ยังไม่ชำระเพียงแค่ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับที่ใช้คืนบรรดาธนาคารกลางของชาติต่างๆ ไปแล้วอีก 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือที่ยังไม่ชำรคืน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่กู้มาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มชำระเลย ก็คือเงินกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าญี่ปุ่น 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หักเงินกู้ที่มีการชำระคืนไปแล้ว 7,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดที่ต้องชำระทั้งหมดประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็เหลือที่จะต้องชำระคืนจริงๆ อีก 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าหากทยอยใช้ไปเรื่อยๆ ตามตารางการชำระคืนหนี้แล้ว หนี้ในส่วนของไอเอ็มเอฟจะหมดก่อน ตามด้วยหนี้ที่กู้จากธนาคารชาติต่างๆ และสุดท้ายก็คือเงินกู้ที่กู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าญี่ปุ่น ซึ่งจะชำระหมดในราวกลางปี 2548 จะไม่ชำระก่อนก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าหากจะชำระก่อน เจรจากับเจ้าหนี้แล้วเขาไม่ขัดข้อง จะชำระคืนก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไรเหมือนกัน ถ้าหากนึกไม่ออก ก็ให้นึกถึงการเงินกู้ซื้อบ้านที่เป็นเงินกู้ระยะยาวมีการผ่อนชำระเป็นงวดๆ ตามอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันเอาไว้ จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวก็สุดแท้แต่ ปกติแล้วถ้าหากเป็นประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัวลูกค้าจะชำระคืนมากกว่าเงินงวดที่ต้องจ่ายแต่ละงวด ก็สามารถทำได้ หรือแม้แต่จะขอชำระคืนหมดทั้งก้อนก่อนกำหนดก็ทำได้ แต่ถ้าหากเป็นสัญญาเงินกู้ที่มีรายละเอียดต่างออกไปก็อาจจะมีการเสียค่าธรรมเนียมในการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดก้อนหนึ่งก็เป็นไปได้ ในกรณีนี้ผมไม่ทราบเงื่อนไขในการชำระคืนก่อนกำหนดว่าต้องมีเสียค่าธรรมเนียมอะไรหรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าหากมีก็คงเป็นเงินไม่มาก และเจ้าหนี้เองก็คงจะยินดีที่ลูกหนี้ปิดบัญชีเงินกู้ก่อนกำหนด เพราะจะได้นำเงินที่ว่าไปให้คนอื่นที่มีความจำเป็นกู้ โดยไม่ต้องไปหาจากแหล่งเงินอื่นๆ ประเด็นหลักๆ ก็น่าจะเป็นอย่างที่ได้ลำดับความให้ฟัง แต่ด้วยเหตุที่การชำระคืนหนี้ตามโครงการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ มันไม่ใช่กู้เงินซื้อบ้าน แต่เกี่ยวข้องกับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ เกี่ยวข้องกับหน้าตักของประเทศ และมีความเป็นห่วงเป็นใยท้วงติงให้ความเห็นกันเพื่อให้เกิดความรอบคอบ งานนี้ถึงจะหวังดีจะใช้หนี้ก่อนกำหนด ก็เป็นประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจกันอยู่ เหมือนกัน มีหนี้ใช้หนี้ (2) ผมได้สรุปประเด็นการชำระคืนหนี้เงินกู้ไอเอ็มเอฟ ไปเมื่อวานนี้แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้จะไม่เสียเวลา ขออนุญาตเดินหน้ากันต่อไปเลยว่า ในภาคปฏิบัติจะดำเนินการกันอย่างไร ใครจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็ย้อนกลับไปอ่านข้อเขียนฉบับเมื่อวานนี้กันเอาเองก็แล้วกัน เท่าที่ดูจากข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง แจกแจงรายละเอียดเรื่องนี้ออกมา ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะถ้าหากดูจากระดับของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศซึ่งมีประมาณ 38,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าหากจะเจียดไปใช้หนี้ก่อนกำหนดสัก 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร คิดง่ายๆ ว่า มีเงินที่หน้าตักสามหมื่นเกือบสี่หมื่นบาท จะใช้หนี้สักสี่ห้าพันบาทก่อนกำหนดคงไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไร แม้จะมีคนท้วงติงว่า ยังมีหนี้สินก้อนอื่นอีกด้วยนะ ไม่ใช่แค่หนี้ในโครงการกู้เงินไอเอ็มเอฟเรื่องนี้ก็จริง เพราะทราบกันดีว่าหนี้สินที่กู้จากต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งหมดในขณะนี้ตกประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ระยะยาวที่ไม่ถึงกำหนดครบชำระในเวลาหนึ่งปี ซึ่งถ้าเป็นหนี้แบนนี้จะจัดเป็นหนี้ระยะสั้น แต่ถึงเป็นหนี้ระยะสั้น ถ้าหากเป็นเงินกู้แบบที่มีการต่อวงเงินไปได้เรื่อยๆ หรือแบบว่ามีปัญญาจะกู้ใหม่มาใช้หนี้เก่าก็คงไม่มีปัญหาอะไร เอาเฉพาะที่เป็นหนี้ระยะสั้น ที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปีข้างหน้านั้น ตกในราว 14,245 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าหากไม่มีการกู้ใหม่เข้ามา และต้องใช้คืนเมื่อครบกำหนดทุกเจ้าให้เรียบร้อย ระดับของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเมื่อเทียบหนี้เงินตราต่างประเทศระยะสั้นก็ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ดี มีเงินในกระเป๋าสามหมื่นบาทกับเศษอีกสองสามพันบาท แต่มีหนี้ที่จะต้องจ่ายประมาณหมื่นสี่หมื่นห้าพันบาท ก็เรียกว่ายังพอถูไถไปได้ไม่มีปัญหา แต่คราวนี้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศนั้น มันไม่ใช่เป็นตัวเลขที่คงที่ไม่เพิ่มไม่ลด ในช่วงที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นโดยตลอด เพราะผลจากดุลการชำระเงินที่เพิ่มขึ้น (ดุลบัญชีเดินสะพัดบวกกับดุลบัญชีเงินทุน) ในอนาคตข้างหน้า ถ้าหากทำมาค้าขายลงทุนกันตามปกติ ก็เชื่อว่าหักลบกลบหนี้แล้วก็น่าจะทำให้ดุลการชำระเงินยังเป็นบวก สรุปสั้นๆ ก็คือ เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามา มากกว่าไหลออกไป ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่าเกิดความพลิกผัน ทำให้มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ หรือเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า เพราะจะทำให้ระดับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง และยิ่งไปใช้หนี้คืนก่อนกำหนด ก็ยิ่งทำให้ระดับของทุนสำรองลดต่ำลงไปอีก ผมเข้าใจว่าทางรัฐบาลเอง ก็คงจะประเมินทางหนีทีไล่เอาไว้ และคิดบวกลบคูณหาร ว่า ถ้าหากใช้หนี้คืนก่อนกำหนด จะทำให้เกิดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยการค้าการขายการลงทุนจากภายนอกก็จะเข้ามามากขึ้น การกู้หนี้ยืมสินของภาคเอกชนก็จะทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น และอาจจะทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อปรับฐานะเครดิตของประเทศขึ้นไปจากระดับปัจจุบัน ระดับเครดิตของประเทศในปัจจุบันแม้จะอยู่ในระดับลงทุนได้ แต่ก็ไม่ได้มีการปรับขึ้นไปสู่ระดับที่สูงเหมือนกับที่เคยเป็นในอดีต และถ้าหากเทียบกับเกาหลีใต้ และมาเลเซีย ซึ่งเคยมีอันดับความน่าเชื่อถือตอนประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เท่ากับเรา แต่ว่าตอนนี้ทั้งเกาหลีใต้ และมาเลเซีย ก็แซงหน้าเราไปเรียบร้อยแล้ว แม้แต่คุณชายปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าแบงก์ชาติเองก็ยอมรับว่า ได้เล็งผลเลิศเอาไว้เหมือนกันว่า "...การคืนหนี้ก่อนกำหนด จะสะท้อนให้เห็นว่า เรามีเงินทุนที่แข็งแกร่งจริงๆ และน่าจะมีผลตามมาในส่วนของจัดอันดับเครดิตของบริษัทต่างๆ..." แต่จุได้ตามที่คิดหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นที่น่าสนใจก็คืน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลและบริหารทุนสำรองของประเทศจะจัดสรรเงินก้อนไหนมาใช้คืนหนี้ไอเอ็มเอฟ เพราะบัญชีในทุนสำรองนั้นกระจายไปอยู่ที่ฝ่ายออกบัตร ฝ่ายการธนาคาร และทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน แต่หลักๆ แล้วจะอยู่ที่ฝ่ายออกบัตร (เกี่ยวข้องโดยตรงการรักษามูลค่าของธนบัตรที่พิมพ์ออกมาหนุนเวียนในท้องตลาด) กับฝ่ายการธนาคาร ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในความดูแลของฝ่ายออกบัตร ส่วนที่เหลือประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ฝ่ายการธนาคาร ในเมื่อไม่แตะเงินในบัญชีของฝ่ายออกบัตร ยุ่งเฉพาะบัญชีของฝ่ายการธนาคารตรงนี้ก็เลยมีคำถามที่จะต้องตามอยู่เหมือนกัน พรุ่งนี้จะคุยต่อสักวันก็คงไม่ว่ากัน มีหนี้ใช้หนี้ (3) ในขณะนี้การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้หนี้คืนไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ยังไม่หมดสิ้น ตรงกันข้ามกลับเกิดประเด็นใหม่ๆ ให้ต้องคิดพิจารณาเพิ่มขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากใช้หนี้สินดังกล่าวหมดแล้ว พันธกรณีและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามหนังสือเจตจำนงที่ทำไว้แต่เดิม เป็นอันยกเลิกไปหรือเปล่า?? ตรงนี้ผมเข้าใจว่าไม่ได้ยกเลิกตามไปด้วย การชำระคืนหนี้ก่อนกำหนด มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย นอกเหนือจากการประหยัดดอกเบี้ยจ่ายจำนวนประมาณ 110 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐหรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้มีอะไรที่เราไม่รู้หรือเปล่า แต่คำถามที่น่าสนใจน่าจะเป็นว่า เอาเงินจากไหนไปใช้คืนหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด แม้จะมีคำตอบจากผู้ว่าแบงก์ชาติออกมาชัดเจนแล้วว่างานนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเงินในบัญชีที่ฝ่ายออก บัตรดูแลอยู่ (ไม่ว่าจะเป็นบัญชีทุนสำรองเงินตราบัญชีผลประโยชน์ และบัญชีสำรองพิเศษ) ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า งานนี้เป็นเรื่องของฝ่ายการธนาคารที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นคนบริหารจัดการเป็นสำคัญ ฝ่ายการธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมในการปริวรรตเงินตราต่างประเทศทั้งหมด ทั้งภาครัฐและเอกชน พูดง่ายๆ ก็คือ ใครเอาเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศจะต้องมาแลกเป็นเงินบาทที่ฝ่ายการธนาคาร และใครที่จะเอาเงินตราต่างประเทศออกไปก็ต้องเอาเงินบาทมาแลกที่ฝ่ายการธนาคารเช่นกัน ถอดความออกมาอีกชั้นหนึ่งก็คือ กระแสเงินตราต่างประเทศ ที่เคลื่อนไหวเข้าออกทั้งในแง่ดุลการค้า ดุลบริการบริจาคและดุลเงินทุน ที่ผ่านฝ่ายการธนาคารนั้น จะต้องมี รับเข้ามากกว่าจ่ายออก เพราะถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น การชำระคืนเงินกู้ไอเอ็มเอฟที่ฝ่ายการธนาคารจะต้องรับผิดชอบก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาได้ สถานภาพของฝ่ายการธนาคารในธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่ปกป้องรักษาค่าเงินบาทแล้วขาดทุนป่นปี้ จนทำให้แบงก์ชาติมีฐานะยํ่าแย่ขาดทุนสะสม 131,765 ล้านบาท ก็เพิ่งจะได้รับการชำระสะสางล้างขาดทุนได้หมดสิ้นเพราะมีการโอนเงินบาทจากบัญชีสำรองพิเศษของฝ่ายออกบัตรมาโปะให้ 165,000 ล้านบาท (พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเงินในบัญชีของฝ่ายออกบัตรที่เป็นเงินบาทลดลงไปหรือหมดไป 165,000 ล้านบาท) เมื่อกลางปี 2545 ที่ผ่านมานี้เอง ตรงนี้ก็เลยทำให้ต้องพิจารณาเรื่องนี้กันให้รอบคอบมากยิ่งขึ้นไปอีก ผมไม่ทราบว่าฝ่ายการธนาคาร หลังจากได้รับการชดใช้หนี้สินเดิมไปหมดสิ้น จนทำให้เงินกองทุนไม่ติดลบในปัจจุบันนั้น มีเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ในมือเท่าไร ตรงนี้ต้องบอกตามตรงว่าข้อมูลล่าสุดไม่มี มีแต่ข้อมูลที่เคยเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2545 ซึ่งตอนนั้นระบุว่า ฝ่ายการธนาคารมีเงินตราต่างประเทศในรูปของการถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศอยู่ 6,935 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ แต่ตอนนั้นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมียอดรวมกันทั้งสิ้น 34,546 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ น้อยกว่า ณ สิ้นปี 2545 ซึ่งมี 38,585 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 4,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐนั้น ถ้าหากไม่ได้ไปงอกเงยที่ฝ่ายออกบัตร หรือถ้าหากงอกเงยออกมาแล้ว มีการโอนส่วนที่ได้มาที่ฝ่ายการธนาคาร (ประมาณปีละ 800 ล้านเหรียญดอลลาร์ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับการใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศมีภาระในการชำระคืนเงินต้น ในขณะที่กระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ยจ่าย) รวมกับการที่ฐานะดุลการชำระเงินเกินดุลประมาณ 4,790 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 ผมเดาเอาว่า ในขณะนี้ฝ่ายการธนาคารซึ่งจะเป็นคนดำเนินการชำระหนี้เงินกู้ไอเอ็มเอฟในฐานะเป็นหน่วยปฏิบัติ งานของธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะมีเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ในมือไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ตรงนี้จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมการใช้หนี้คืนก่อนกำหนด 4,800 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะชำระในคราวเดียวหรือแบ่งจ่ายเป็น 3 งวดให้หมดภายในเดือนกรกฎาคม 2546 จึงไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต แต่ปัญหาก็คือ เงินตราต่างประเทศในระดับ 5,000 ล้านเหรียญที่อยู่ในมือของฝ่ายการธนาคารหลังใช้คืนหนี้เงินกู้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด พอเพียงกับการทำธุรกรรมทางด้านต่างประเทศทั้งหมดหรือเปล่า พรุ่งนี้จะคุยให้ฟังต่อก็แล้วกัน มีหนี้ใช้หนี้ (4) ถ้าหากเราตั้งสมมติฐานว่า การชำระคืนหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนดวงเงิน 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะดำเนินการโดยการบริหารทุนสำรองในบัญชีที่ฝ่ายการธนาคารของแบงก์ชาติเป็นคนดูแล โดยไม่ไปแตะทุนสำรองในบัญชีของฝ่ายออกบัตร สิ่งที่จะต้องพิจารณากันต่อไปก็คือ หน้าตักของฝ่ายการธนาคาร ซึ่งประเมินว่าในขณะนี้น่าจะมีสินทรัพย์ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (เข้าใจว่าส่วนใหญ่น่าจะลงทุนในรูปของพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐ) ประมาณ 8,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อไปจะต้องหักด้วยการชำระหนี้ไอเอ็มเอฟประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546 แล้วยอดเงินทุนสำรองที่ฝ่ายการธนาคารจะมีเหลืออยู่ในมือประมาณ 3,200-5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารจัดการทางด้านเงินตราต่างประเทศหรือเปล่า คำตอบเบื้องต้นในเรื่องนี้ก็คือ มีอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้เพราะเงินตราต่างประเทศที่ฝ่ายการธนาคารดูแลเพื่อให้การชำระราคาและส่งมอบเงินตราต่างประเทศในทุกๆ ด้านนั้น เมื่อชำระคืนหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนดจะมีจำนวนน้อยกว่ายอดนำเข้าสินค้าในแต่ละเดือนด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เพราะตัวเลขยอดนำเข้าสินค้าต่างประเทศในปัจจุบันเฉลี่ยตกในราวเดือนละ 5,000-5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าหากพิจารณาเพียงขาเดียวก็จะเห็นว่าตัวเลขค่อนข้างจะฉิวเฉียดอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ทราบดีว่า ตราบใดที่การส่งออกสินค้ายังมีปริมาณมากกว่าการนำเข้า (ในเชิงตัวเลขทางด้านการเงิน) และยังมีเงินไหลเข้าทางด้านดุลบริการและบริจาค (รายได้หลักมาจากเงินที่นักท่องเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอยในประเทศบวกกับเงินโอนกลับของคนไทย ที่ไปทำงานในต่างประเทศ) เกินกว่ารายจ่ายที่ต้องหักออกไปในด้านเดียวกัน แม้ว่าการชำระคืนหนี้ของเอกชนและรัฐบาลจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็มีเงินลงทุนทางตรงและทางอ้อมไหลเข้ามาด้วยนั้น แม้ว่าในขณะนี้ดุลบัญชีเงินทุน (หมายถึงเงินไหลเข้าไหลออกที่ไม่เกี่ยวกับการค้าและบริการ) ยังคงมีสภาพติดลบ หรือเงินไหลเข้าน้อยกว่าเงินไหลออก แต่เมื่อรวมบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศเข้ามาไว้ด้วยกันทั้งหมดแล้ว ปัญหาก็ยังไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในบ้านเรา ยังมากกว่าเงินตราต่างประเทศที่ไหลออกไป หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ฐานะดุลการชำระเงินยังเกินดุลอยู่ ตราบนั้น การบริหารทุนสำรองในส่วนที่ฝ่ายการธนาคารดูแลอยู่ก็ยังไม่เป็นปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าผลของการชำระคืนหนี้ก่อนกำหนดวงเงิน 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แทนที่จะทยอยชำระคืนตามตารางเวลาการชำระคืนหนี้ ซึ่งทำให้การกระจายตัวของการชำระหนี้ยืดเวลาออกไป จะทำให้เกิดแรงกดดันในการบริหารทุนสำรองในช่วงที่มีการชำระหนี้เพิ่มขึ้นกว่าสถานการณ์ปกติ สถานการณ์ที่เป็นในปี 2545 จะเห็นว่าแม้ดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้าบวกกับดุลบริการ) จะเกินดุลอยู่ประมาณ 6,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในเมื่อดุลบัญชีเงินทุนขาดดุลประมาณ 2,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลก็คือดุลการชำระเงินถึงจะเกินดุลแต่ก็เกินดุลเพียงแค่ 4,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่การคาดหมายประมาณการของทางธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องเดียวกันนี้ ในปี 2546 ก็คือดุลการชำระเงินจะเกินดุลเพียงแค่ 1,890 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การเกินดุลดังกล่าว แม้จะเกิดขึ้นได้ตามประมาณการที่ทำกันไว้ แต่ก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องดำรงฐานะการเกินดุลการค้า (ส่งออกมากกว่านำเข้าสินค้า) การเกินดุลบริการ (รายรับด้านบริการมากกว่ารายจ่ายด้านบริการ) และดุลบัญชีเงินทุนจะต้องไม่ติดลบมากไป จนทำให้การเกินดุลการค้าและดุลบริการ (เรียกรวมๆ ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด) ถูกหักลบกลบหนี้ไปจนไม่เหลือเงินตราต่างประเทศเข้ามาเสริมทุนสำรองให้มากขึ้นไปอีก ตรงนี้แหละครับ ที่ผมคิดว่าคุณทักษิณตัดสินใจเรื่องนี้ แล้วทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นมาโดยไม่จำเป็น และถ้าหากจะทอดเวลาให้ยาวออกไปอีกสักนิดนึง ก็จะทำให้ทุกอย่างง่ายเข้าในเชิงการบริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ แต่ถ้าหากจะใช้หนี้กันจริงๆ ในขณะที่สถานการณ์เกิดไม่อำนวยขึ้นมา เพราะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การส่งออก การท่องเที่ยวและเงินทุนที่จะไหลเข้า ไม่ไหลเข้ามาตามที่ควรจะเป็นแล้วละก้อ ผมคิดว่าในท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นจะต้องดึงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจากฝ่ายออกบัตรมาใช้จ่ายไปพลางก่อน เรื่องของเรื่องก็คือ ผลจากการออกพระราชกำหนด 3 ฉบับ เมื่อกลางปี 2545 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.เงินตราไปแล้วนั้น เปิดช่องให้สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง หรือถ้าหากจะทำกันให้ชัดๆ จะจะแล้ว ก็ยังอาจจะออกพระราชกำหนดใหม่เพื่อการนี้ก็สามารถทำได้ แต่นั่นก็ยังไม่จบเรื่องมีหนี้ใช้หนี้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีการเคลื่อนไหวอะไรเกี่ยวกับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ก็หนีไม่พ้นจะต้องไปเกี่ยวโยงกับนโยบายการเงินที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน (ค่าเงินบาท) และหนีไม่พ้นต้องส่งผลกระทบมาถึงการดูแลปริมาณเงินในระบบและนโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมจะสรุปเรื่องนี้อีกทีในวันพรุ่งนี้ครับ มีหนี้ใช้หนี้ (5) ผมต้องขออนุญาตออกตัวเอาไว้สักนิดนึงนะครับว่า ข้อมูลและการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ ในเรื่องทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ที่ฝ่ายการธนาคารของแบงก์ชาติ จะต้องบริหารจัดการซึ่งผมได้แยกแยะให้ดูไปเมื่อวานนี้นั้น ต้องเรียนตามตรงว่า เป็นการคาดเดาตามสมมติฐานที่ผมคิดว่าน่าจะสอดคล้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามฐานข้อมูล เดิมที่ผมมีอยู่ แต่ถ้าหากฐานข้อมูลเดิมที่ผมมีอยู่ผิด และมีข้อมูลใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแตกต่างไปจากที่ผมเข้าใจแล้วละก้อ ข้อสังเกตที่ผมทิ้งท้ายเอาไว้เมื่อวานนี้ว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในส่วนที่ฝ่ายการธนาคารมีอยู่ในมือ ที่บอกว่ามีน้อยไปนิดและอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริการอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งความพอเพียงขอ ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่ควรจะมีควรจะเป็นก็อาจจะผิดไปจากที่คำนวณไว้ได้ ถ้าหากได้ข้อมูลใหม่ หรือว่าทางรัฐบาลแถลงออกมาให้ประชาชนได้ทราบก็จะเป็นประโยชน์กับผมกับคุณมากขึ้น ตรงนี้สำคัญ เพราะปริมาณเงินตราต่างประเทศที่ฝ่ายการธนาคารจะต้องดูแลนั้นเกี่ยวข้องกับการชำระราคา และส่งมอบเงินตราต่างประเทศไม่เฉพาะภาครัฐแต่ยังรวมถึงภาคเอกชนที่มีการส่งออกนำเข้าสินค้า รวมทั้งมีการนำเงินเข้าออกในรูปต่างๆ ด้วย ถ้าหากปริมาณเงินตราต่างประเทศในบัญชีที่ฝ่ายการธนาคารดูแลอยู่มีจำนวนน้อยไป ก็จะทำให้ขาดความยืดหยุ่น เผื่อเหลือเผื่อขาดในการดำเนินการ และนั่นจะนำไปสู่ความจำเป็นที่ฝ่ายการธนาคารจะต้องไปทำธุรกรรม ทางด้านปริวรรตเงินตรา ต่างประเทศในตลาดเงินตราต่างประเทศโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะธุรกรรมนั้นจะเป็นธุรกรรมขายหรือซื้อเงินตราต่างประเทศในตลาดล่วงหน้า หรือแม้แต่การเข้าแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดทันทีก็ตาม เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยง โดยไม่จำเป็น และยังทำให้เกิดความวูบวาบผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเพิ่มเติม จากที่ต้องบริหาร อัตราแลกเปลี่ยนให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับเหมาะสมตามนโยบายอยู่แล้ว นี่คือประเด็นในแง่หลักคิดและแนวทางที่ผมคิดว่าทางรัฐบาล กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องมีคำตอบให้กับคนที่เขาสงสัย ซึ่งจะอธิบายได้มากหรือน้อยแค่ไหนผมไม่ทราบได้ แต่การบริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ที่เคยผิดพลาดมหันต์ในอดีตโดยฝ่ายการ ธนาคารของแบงก์ชาติ ไม่ว่จะมีแนวนโยบายอะไรอยู่เบื้องหลัง บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน แต่ผลที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดบาดแผลและความเสียหาย ที่แม้จนถึงปัจจุบันก็ยังเยียวยารักษากันไม่เสร็จ ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมเป็นห่วงและใส่ใจกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะความผิดพลาดในเรื่องแบบนี้กระทบเป็นวงกว้างและลงลึกกว่าที่เราคิดกันมากนัก ถ้าหากแจกแจงประเด็นนี้ได้ชัดเจน สิ่งที่เป็นความดีความงามในการชำระคืนหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจว่า สามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศได้ประมาณ 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ก็น่าสนใจที่จะดำเนินการตามที่วางเป้าหมายเอาไว้ ที่จริงเรื่องการประหยัดหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้คืนหนี้ก่อนกำหนดนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยงเงินกู้ ที่เราต้องจ่ายให้กับเจ้าหนี้ เมื่อนำไปเทียบกับ อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการนำเงินที่กู้ไปลงทุนหาประโยชน์ในระหว่างที่ยังไม่ ครบกำหนดชำระนั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่ อัตราดอกเบี้ยงเงินกู้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้เมื่อนำเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ไปลงทุน ข้อมูลของแบงก์ชาติตรงนี้ชัดเจนเพราะระบุได้เลยว่า เงินกู้ที่กู้ตรงจากไอเอ็มเอฟเสียดอกเบี้ยร้อยละ 2.56 ต่อปี ในขณะที่นำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนเพียงแค่ร้อยละ 1.97 ส่วนเงินกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าญี่ปุ่นนั้นเสียดอกเบี้ยร้อยละ 2.33 ในขณะที่นำเงินเยนไปลงทุนได้ผลตอบแทนเพียงแค่ร้อยละ 0.6 สำหรับเงินกู้จากธนาคารชาติที่มาร่วมลงขันด้วยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 1.38 แต่สามารถนำไปลงทุนได้ผลตอบแทนร้อยละ 1.42 จะเห็นได้ว่ามีเพียงเงินกู้ที่กู้จากธนาคารชาติต่างๆ เท่านั้น ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย ให้กับเจ้าหนี้ ส่วนในอีกสองกรณีนั้น ผลตอบแทนติดลบ และถ้าหากหักลบกลบหนี้แล้ว ก็น่าสนใจว่าจะ ทำให้ประหยัดเงินที่จะต้องคืนตามกำหนดประมาณ 103.94 ล้านเหรียญ นี่เป็นส่วนที่ดีส่วนที่ได้ชัดๆ ที่เห็น แต่ตรงนี้ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามที่ผมได้แยกแยะไปก่อนหน้านี้ แต่งานนี้ยังเกี่ยวข้องกับเครดิตทางการเมืองของรัฐบาลคุณทักษิณและคาดหมายว่าประเทศไทย จะได้รับการปรับฐานะอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคตเสริมซ้อนเข้ามาอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากหยิบเรื่องทั้งหมดขึ้นชั่งนํ้าหนัก พิจารณาข้อดีข้อเสียแล้ว จะตัดสินใจอย่างไร โดยอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ครบถ้วนกระบวนความ ผมก็คิดว่าน่าจะได้ข้อยุติ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้แล
|
| กลับหน้าแรก |