ธปท. สอนเศรษฐศาสตร์รัฐบาล ชี้ประมาณการจีดีพีไม่ใช่เป้าหมาย

ประชาชาติธุรกิจ    วันที่ 16 มกราคม 2546     ปีที่ 26 ฉบับที่ 3445 (2645)

จากกรณีที่มีการถกเถียงกันถึงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2546 ที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ขยายตัวสูงถึง 6% แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังประ มาณการอยู่ในระดับ 3.5-4.5% นั้น เป็นการแสดงถึงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ในความจริงแล้วเกิดจากการไม่เข้าใจความหมายของคำว่า การคาดการณ์การทางเศรษฐกิจ (Focus) กับคำว่า เป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Target) เท่านั้น

โดยแหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การคาด การณ์ทางเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์ เป็นการคำนวณภายใต้โมเดลเศรษฐมิติ (econometric model) ที่นำข้อมูลพื้นฐานทั้งภาวะเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ บวกสมมติ ฐานภายใต้สถานการณ์สงคราม ภายใต้งบประ มาณของรัฐบาลที่ตั้งไว้ และสมมติฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและในปัจจุบัน นำมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ออกมา เพื่อนำมาคำนวณเป็นตัวเลขจีดีพี ซึ่ง ธปท.จะปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 2546 ในวันที่ 31 มกราคม

สำหรับตัวเลขจีดีพีที่รัฐบาลต้องการให้เป็น 5% หรือ 6% ที่อาจจะสูงกว่าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอย่าง สศช.หรือ ธปท. ถือว่าเป็นการตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นตัวเลขจีดีพีที่รัฐบาลต้องการจะให้เกิดขึ้นในปีนี้ หรือรัฐบาลอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มขึ้น

แต่การ Focus เศรษฐกิจของ ธปท.นั้น เป็นการคำนวณภายใต้สมมติฐานที่ครอบคลุมถึงปัจจัยต่างๆ มากที่สุด ซึ่งถ้าตัวเลขจีดีพออกมาอยู่ในระดับเท่าใดนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลทราบว่า ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่าตัวเลขการคาดการณ์ รัฐบาลต้องหามาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม จะกล่าวว่า 2 หน่วยงานทะเลาะกันไม่ได้

"กรณีดังกล่าวถือว่าไม่มีใครผิดทั้งนั้น เพราะถ้าเรามีความเข้าใจความหมายของคำว่าการคาดการณ์กับเป้าหมาย ก็จะไม่มีข่าวเหมือนดังเช่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการคาดการณ์ที่เกิดขึ้นได้คำนวณจากภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ภายใต้นโยบายของรัฐบาลแบบนี้ เหมือนเช่นที่ผ่านมาแบงก์ชาติคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2545 โตเพียง 2-3% เท่านั้น ภายใต้ความยากลำบากของการส่งออก และเศรษฐกิจภายนอกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ สิ่งที่จะต้องไปให้ถึง" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนกรณีที่รัฐบาลต้องการให้หน่วยงานที่คาดการณ์เศรษฐกิจเข้ามาหารือกับรัฐบาลก่อนที่จะคำนวณการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะจะทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด แต่นั่นหมายความว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะต้องชัดเจนในอีก 2 ปีข้างหน้าและต้องครบถ้วนต่อการแก้ปัญหา สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง แต่ละมาตรการใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ เบิกจ่ายไปจริงเท่าไหร่ เป็นเงินในงบประมาณหรือนอกงบประมาณ รวมทั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ด้วย ซึ่งในขณะนั้นผู้บริหารประเทศอาจยังไม่รู้ทั้งหมด หรืออาจจะคิดมาตรการใหม่เพิ่มได้อีกหลังจากนี้อีก 3 เดือนหรือ 6 เดือนข้างหน้า

แหล่งข่าว ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่ บ้าน, พักหนี้เกษตรกร, 30 บาทรักษาทุกโรค ถือว่าเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ แต่รัฐบาลต้องมีวิธีการบริหารจัดการที่ดี มิฉะนั้น มาตรการเหล่านี้จะกลับกลายเป็นโทษมหันต์ เพราะจะกลายเป็นหนี้สาธารณะได้ในอนาคต และเป็นการสร้างวัฒน ธรรมด้านสินเชื่อที่ไม่ดีให้กับประชาชน

"การประเมินผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐ กิจต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกไปแล้ว เวลานี้คงประเมินผลที่แท้จริงยังไม่ได้ยังเร็วเกินไป แต่หัวใจของมาตรการต่างๆ คือการบริหารจัดการ" แหล่งข่าว ธปท.กล่าว

 

กลับหน้าแรก