|
ควบรวมกิจการธนาคารไทย
กับความล้มเหลวในนโยบาย
รายงาน : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2546 สถาบันการเงินไทยมีการปรับโครงสร้างบนความล้มเหลวของนโยบายในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เกิดเป็นวิกฤตการณ์ที่ควบคู่ไปกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 ถึงแม้ว่านโยบายของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในขณะนั้น จะผลักดันให้มีการใช้มาตรการ 14 สิงหาคม 2541 เป็นเงื่อนไขสนับสนุนการเพิ่มทุนที่สามารถใช้ได้กับธนาคาร และบริษัทเงินทุนที่จดทะเบียนอยู่ในประเทศไทย และ ธปท.พิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีศักยภาพ นโยบายของกระทรวงการคลัง และ ธปท.เดินตามข้อเสนอของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ โดยจัดการช่วยเหลือสนับสนุนออกเป็นกองทุน 2 ชั้นในส่วนที่เป็นกองทุนชั้นที่ 1 ทางการจะสมทบเงินเพิ่มทุนของภาคเอกชน (รวมถึงผู้ถือหุ้นปัจจุบัน) โดยสถาบันที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจัดชั้นสินเชื่อและกันสำรองเผื่อหนี้สูญให้ครบ ซึ่งทางการจะเพิ่มทุนให้โดยการแลกหุ้นสามัญกับพันธบัตรรัฐบาลที่เปลี่ยนมือได้ อายุ 10 ปี ตามอัตราดอกเบี้ยตลาด และเจ้าของเงินกองทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นนี้มีสิทธิเหนือผู้ถือหุ้นเดิม ทางการและผู้ถือหุ้นใหม่สามารถเปลี่ยนกรรมการบริหารตลอดจนผู้บริหารของสถาบันการเงินนั้นๆได้ โดยมีสิทธิแต่งตั้งกรรมการบริหารตามสัดส่วนของทุนที่ตนเองถืออยู่แต่ไม่น้อยกว่า 1 คน ส่วนกองทุนชั้นที่ 2 นั้น ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อกระตุ้นการปรับโครงสร้างในภาคธุรกิจ โดยทุกๆ สิ้นไตรมาส สถาบันการเงินสามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือทางการเงินผ่านหน้าต่างนี้กับคณะกรรมการปรับโครงสร้างระบบการเงิน โดยรายงานความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งนี้ สถาบันการเงินแต่ละแห่งสามารถขอเงินทุนสนับสนุนสูงสุดได้ไม่เกิน 2% ของสินทรัพย์เสี่ยง ส่วนที่เป็นสินเชื่อใหม่กำหนดไม่เกิน 1% ของสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนหน้าที่จะมีมาตรการแพ็คเกจใหญ่นั้น นโยบายของกระทรวงการคลัง และ ธปท.ได้เข้าแทรกแซงสถาบันการเงินไทย ที่เจอกับวิกฤตินับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2540 โดยสั่งระงับการดำเนินกิจการจำนวน 16 แห่ง ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ได้ประกาศปิดสถาบันการเงินที่กำลังจะล้มละลายเพิ่มอีกจำนวน 42 แห่ง รวมทั้งสิ้น 58 แห่ง แต่ภายหลังมีการอนุมัติให้เปิดกิจการใหม่ได้ 2 แห่ง แต่แทนที่ความกังวลต่างๆจะเหือดหายไป ปัญหากลับลุกลามเป็นลูกโซ่ และฝันร้ายได้เกิดขึ้นอีกในวันส่งท้ายปีของวันที่ 31 ธันวาคมนั่นเอง ทางการได้เข้าควบคุมกิจการของธนาคารศรีนคร และธนาคารนครหลวงไทย ในระยะต่อมา มาตรการ 14 สิงหาคม 2541 ได้หยุดอาการตื่นกลัวไปได้ในระดับหนึ่ง เมื่อทางการให้ความมั่นใจว่าจะเป็นปราการหลังที่จะเข้าช่วยเหลือฐานะทางการเงินให้กับธนาคารเอกชนที่จำเป็นต้องการเพิ่มทุนใหม่ โดยแผนของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น มีแผนใหญ่รองรับการปรับโครงสร้างระบบสถาบันการเงินไทยให้มีธนาคารพาณิชย์ที่มีความเข้มแข็งทางการเงินเหลืออยู่เพียง 4 กลุ่ม โดยที่กลุ่มแรกเป็นธนาคารพาณิชย์เอกชนขนาดใหญ่ที่เหลือเพียง 1-2 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย กลุ่มที่สองเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางที่มีสถานภาพกึ่งรัฐกึ่งเอกชน โดยจัดให้มีการควบกิจการกัน ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย โดยควบรวมกับธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางรายอื่นอีก 1 หรือ 2 ธนาคาร กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มธนาคารที่ต่างชาติเข้าซื้อกิจการ 2-3 แห่ง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของรัฐให้ควบรวมกิจการกันทั้งหมดโดยมีธนาคารกรุงไทยเป็นแกนหลัก นโยบายของทางการขณะนั้นคาดหวังว่า หากแผนดังกล่าวได้ผล ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยจะลดจำนวนลงเหลือเพียงครึ่งระหว่าง 6-7 แห่งเท่านั้น เทียบกับปัจจุบันที่มีธนาคารเอกชนจำนวน 9 แห่งและธนาคารของรัฐอีก 3 แห่ง ด้วยมาตรการที่เข้มงวดกับการปรับโครงสร้างสถาบันการเงินที่ถูกต้อง และมีความเข้มแข็งดังกล่าว กลับได้รับการขานรับที่น้อยเต็มที จากธนาคารเอกชน ทำให้วันเวลาที่ผ่านไป 5 ปี การปฏิรูปโครงสร้างระบบธนาคารและสถาบันการเงินยังคงเป็นนโยบายที่ซื้อเวลา และรอวันระเบิดในอนาคต ถึงแม้ช่วงวิกฤติจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ช่วงที่ยากลำบากยังคงดำรงอยู่ เนื่องจากระบบสถาบันการเงินของไทยยังไม่สามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวมได้ รวมทั้งการเป็นธนาคารที่มีความเข้มแข็งในโครงสร้างทางการเงินที่จะรองรับการแข่งขันในอนาคต นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีภาระหนี้สินที่มีปัญหาต้องแบกรับอีกจำนวนมหาศาล ภายใต้นิยามใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงตามกติกาสากลของธนาคารเพื่อการชำระเงิน หรือบีไอเอส ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยยังต้องกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยตลอดไป ตราบเท่าที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว ศักยภาพในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ หรือบริหารงานได้เสมอตัวแค่ประคองตัวเองให้อยู่รอดในวันนี้เท่านั้น การที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง จะออกมาแสดงความคิดเห็น ที่ต้องการมองเห็นกิจการธนาคารพาณิชย์ได้ควบรวมกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง แต่อาจจะเป็นโอกาสที่สายเกิน หากว่าเขาไม่สามารถหลุดพ้นจากการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการปราบปรมมการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.จากมติถอดถอนของฝ่ายค้านที่ได่นื่นไว้ในวันพุธที่ 15 มกราคมนี้ ขณะที่มุมมองของ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินไทย ก็ตระหนักถึง จุดอ่อน ของระบบเศรษฐกิจว่ายังมีความอ่อนแอ นับตั้งแต่โดยช่วงหลังวิกฤติ ที่ ธปท.พยายามเสริมสร้างความเข้มแกร่งให้ระบบสถาบันการเงิน ทั้งด้านการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับให้เป็นมาตรฐานสากล การเปิดเผยข้อมูล การสนับสนุนให้สถาบันการเงินของรัฐควบรวมกัน และส่งเสริมให้บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ควบรวมกันเพื่อยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ที่จำกัดขอบเขตการทำธุรกิจ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขัน ธปท.ยังได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงินในระยะยาว โดยได้ดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทย (Financial Master Plan) ระยะ 10 ปีข้างหน้า จะสามารถมองอนาคตของสถาบันการเงินว่าจะเป็นรูปแบบใด หรือมีทิศทางอย่างไร ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินทราบว่าควรปรับตัวอย่างไรให้สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง และแข่งขันได้ ธปท.วาดฝันไว้ว่า หากแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยที่คาดว่าจะสรุปและประกาศให้ทราบได้ในเร็ววันนี้ จะช่วยทำให้สถาบันการเงินมองเห็นอนาคตของตัวเองว่าต้องปรับตัวอย่างไรถึงจะอยู่รอดในกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่การแข่งขันด้านธุรกิจการเงินมีความรุนแรงมากขึ้น
|
| กลับหน้าแรก |