|
คำนวณ "จีดีพี"
สูตร ดร.โอฬารมาแรง !
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2546 หลังจากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มาเป็นดัชนีเป้าหมายในการฉายภาพว่าแต่ละปีเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตมากน้อยแค่ไหน หลายฝ่ายจึงเริ่มสนใจและตั้งคำถามมากขึ้นว่าแต่ละหน่วยงานมีสูตรหรือวิธีการหาตัวเลขจีดีพีออกมาอย่างไร การคำนวณตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ตามมาตรฐานสากลที่มีการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจนั้น เดิมหน่วยงาน หลักๆ จะใช้โมเดลเศรษฐมิติ (econometric model) โดยจะมีสมการมากมายที่จะหาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์นั้นออกมาเป็นตัวเลข และนำข้อมูลสมมติฐานต่างๆ มาประกอบเพื่อคำนวณคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีออกมา ที่ผ่านมาหน่วยงานที่ยังใช้ econometric model จะมีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ส่วนการคำนวณของสถาบันวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังนั้น ล่าสุดไม่ใช่ econometric model อีกต่อไป เพียงแต่ใช้การประมวลข้อมูลจากโปรแกรมเอ็กเซลเท่านั้น แหล่งข่าวจากนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า โมเดลที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลังคือใช้โมเดลที่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแนะนำ โดยใช้ตัวเลขอินดิเคเตอร์ง่ายๆ มาบวก ลบ คูณ เข้าไปตามสมการ Y=C+I+G+(X-M) เท่านั้น เป็นการวิเคราะห์เชิงบัญชีเพื่อให้ตัวเลขออกมาสมดุลกัน หรือให้ออกมาตามที่รัฐบาลอยากจะเห็น ไม่ได้ดูความสัมพันธ์ของตัวแปรตามหลักการสากล แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ในระยะหลังที่ตัวเลขจีดีพีออกมาค่อนข้างคลาดเคลื่อนมากส่วนหนึ่งมาจากกรณีที่ลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้ปีฐานที่นำมาอ้างอิงอาจจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ จึงต้องใช้ข้อมูลหลังลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งเป็นช่วงที่ค่อนข้างสั้นมาก และเป็นจุดบกพร่อง ส่งผลให้มีการปรับตัวเลขจีดีพีคลาดเคลื่อนได้ ส่วนแหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคให้ความเห็นถึงการจัดทำตัวเลขจีดีพีว่า ปัจจัยสำคัญก็คือ 1.โมเดลที่จะนำมาใช้แต่ละแห่งจะแตกต่างกัน อยู่ที่ว่าใครจะใช้โมเดลแบบไหน บางแห่งอาจจะใช้หลายๆ โมเดลในการคำนวณเนื่องจากมีตัวแปรต่างๆ มากมาย 2.สมมติฐานหรือ assumption ที่จะใส่ในสมการต่างๆ เพื่อประมวลผลข้อมูลออกมาก่อนที่จะนำไปใส่ในโมเดล "ในการทำข้อมูลของนักวิเคราะห์ไม่ใช่ว่าจะมีโมเดลที่ว่างเปล่าให้ใส่ตัวเลขเข้าไปได้เลย เพราะแต่ละสถาบันจะกำหนดโมเดลของตัวเอง และตัวเลขสมมติฐานที่จะใส่ในสมการแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน รวมทั้งมุมมองการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดตัวเลขที่จะใส่ในสมการและการประมาณการว่าควรจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ รัฐบาลพูดว่าหน่วยงานทางการใดจะประกาศ ตัวเลขจีดีพีขอให้รัฐบาลแอ็ปพรูฟก่อน ที่ผ่านมาไม่เคยเจออย่างนี้ ถ้ารัฐบาลต้องการอย่างนั้นรัฐบาลก็กำหนดโมเดลให้แต่ละแห่งออกไปเลยจะดีกว่า" แหล่งข่าวให้ความเห็น แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า การประมาณการตัวเลขจีดีพีนั้นแม้รัฐบาลจะให้ข้อมูลหรือสมมติฐานตัวเลขที่เหมือนกัน เช่น รัฐบาลกำหนดว่าจะใส่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 ล้านบาท แต่ก็อาจได้ผลไม่เหมือนกัน นักวิเคราะห์จะต้องคิดว่าเงินดังกล่าวใส่ให้กลุ่มไหนอย่างไร ใส่ในกลุ่มนี้แล้วเงินจะหมุนสักกี่รอบ (ตัวทวีคูณของเงิน) รวมทั้งมุมมองของนักวิเคราะห์ในประเด็นดังกล่าวเพื่อกำหนดตัวเลขสมมติฐานอื่นๆ ว่าจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งก็จะแตกต่างกันออกไป "เวลานี้นักวิเคราะห์ นักลงทุน ไม่รู้จะยึดตัวเลขของทางการหน่วยงานไหนดี อาทิ ธปท., สภาพัฒน์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ขณะนี้การประมาณการของ ธปท.ยังค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟอยู่ ขณะที่สภาพัฒน์เริ่มที่จะมองภาพบวกมากขึ้นตามรัฐบาล ส่วนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง จะเป็นการสนับสนุนรัฐบาลเป็นหลัก เพราะเขารู้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะทำอะไรบ้าง ดังนั้น ถ้าจะเลือกว่าจะยึดใครก็ต้องยึด ธปท. เป็นหลักมากกว่า" แหล่งข่าวให้ความเห็น ขณะเดียวกัน ในระหว่างทางจะมีข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ ตัวเลขก็ต้องเปลี่ยนแปลงและมีการปรับปรุงตาม ดังนั้น สิ่งที่นักวิเคราะห์จะดู คือ ดูแนวโน้มเป็นหลักมากกว่าที่จะดูตัวเลขว่าจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะบางทีตัวเลขจีดีพีดูดีเพราะโตเร็ว แต่ไส้ในอาจจะทำให้มีปัญหาในอนาคตก็ได้ จีดีพีในฝันของ "สมคิด" ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ไม่สามารถบอกได้ เพราะที่ผ่านมาการทำนายตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่สิ่งที่สำคัญรัฐบาลจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และในอนาคตรัฐบาลก็จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ และนักวิเคราะห์ทุกสำนักวิจัยเข้ามารับฟังข้อมูลและแนวทางในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจ ก่อนที่จะนำไปวิเคราะห์หรือทำนายทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อที่จะทำให้การทำนายตัวเลข อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ขณะนี้สถานการณ์ของเศรษฐกิจในปี 2546 มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นมากกว่าปีก่อน ซึ่งเกิดจากการฟื้นตัวทั้งภาคการผลิต การบริโภค และการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้จากดัชนีเศรษฐกิจทุกตัวในปีที่ผ่านมาขยายตัวทั้งหมด และถ้าเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแล้ว ประเทศไทยมีการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศจีนและประ เทศเกาหลีใต้ รัฐบาลชุดนี้พร้อมที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในระดับใกล้เคียง 5% ธปท.ยันใช้โมเดลเดิม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า สำหรับประมาณการตัวเศรษฐกิจปี 2546 ของ ธปท.ในขณะนี้ยังคงใช้ประมาณการเดิมที่ 3-4% และจะมีการประเมินภาวะเศรษฐกิจใหม่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 20 มกราคมนี้ ซึ่งจะมีการแถลงข่าวการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งในวันที่ 31 มกราคม 2546 ที่จะถึงนี้ โดยการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของ ธปท.ยังคงใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เดิมตามที่เคยคำนวณไว้ และไม่ได้มีการเปลี่ยนแบบจำลอง หรือวิธีคิดแต่อย่างใด แต่ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณจะเป็นข้อมูลที่ทันสมัย และตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด ซึ่งจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และจะไม่มีการแทรกแซงจากผู้ว่าการ ธปท.หรือบุคคลอื่นแต่อย่างใด เนื่องจากจะให้เป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายนโยบายการเงินเท่านั้น
|
| กลับหน้าแรก |