จะพัฒนาแบบยั่งยืนหรือย่ำยี

โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร    มติชนรายวัน    วันที่ 8 มกราคม 2545

นายกฯทักษิณใช้ถ้อยคำ "การพัฒนายั่งยืน" เสมอตั้งแต่ก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในคำกล่าวหลายที่หลายโอกาส หากแม้นว่าท่านนายกฯเข้าใจความหมายของแนวคิด และแนวทางการพัฒนา แบบยั่งยืนอย่างแท้จริง และบริหารประเทศตามแนวทางนี้อย่างเอาจริงเอาจัง ย่อมเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยิ่งนัก

"เหตุการณ์ 20 ธันวาคม 2545" ที่จังหวัดสงขลา เลือดที่เห็นไหลรินอาบหน้าบรรดาผู้คนของทั้งสองฝ่าย กลับเป็นเลือดของพี่น้องคนไทย ที่เกิดจากการปะทะกันเอง จึงน่าเศร้าใจว่า "ความขัดแย้งทางความคิด" ทำไมต้องตามมาด้วย "ความรุนแรง" ทั้ง "การคิดต่าง" บน "ทางสันติ" ทำได้ไม่ยาก ในสังคมไทยที่ได้พัฒนาหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการศึกษาให้ทัดเทียมอารยประเทศแล้ว

ภาพที่ตำรวจ (คนของรัฐ) ปะทะกับม็อบ (ประชาชนที่ชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย) บริเวณใกล้โรงแรมเจบีหาดใหญ่ สถานที่จัดประชุม ครม.สัญจร และที่พักของนายกฯทักษิณและคณะ ซึ่งจะประชุมร่วมกับนายกฯมหาธีร์ด้วย โดยกลุ่มประชาชนที่ชุมนุมพยายามจะเข้าไปยื่นหนังสือคัดค้านและถูกสกัด ซึ่งแพร่ภาพออกมาบ้างทางหนังสือพิมพ์บางฉบับ หรือโทรทัศน์บางช่องในช่วงวันที่ 21-22 ธันวาคม 2545 นั้น เป็นภาพที่สร้างความอึดอัดใจให้กับชาวไทยจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ต้องการเห็นคนไทยต้องมาทำรุนแรงต่อกัน ต่างฝ่ายก็ต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรง ผลออกมาก็บาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย เป็นที่น่าเสียใจ และน่าสงสารทั้งสองฝ่าย

สังคมไทยได้ผ่านเหตุการณ์ที่คนไทยด้วยกันต้องมาทำร้าย ทำลาย ทำความรุนแรงต่อกันมาหลายครั้งหลายครา ในความรู้สึกของคนไทย ที่รักชาติรักประชาธิปไตยนั้น มันมากพอที่จะสั่งสมบทเรียนหลายแง่มุมหลายมิติ ให้คนไทยทุกหมู่เหล่า ที่ไม่ต้องการจะพานพบเหตุการณ์เยี่ยงนี้ เพราะรู้ว่า อย่างน้อยมันก็ขัดขวางการพัฒนาสังคมไทย ให้เป็นสังคมที่มีการพัฒนาแบบพอเพียงอย่างยั่งยืนเนิ่นช้าไปอีกหลายสิบปี

อะไรคือสาเหตุที่มาเบื้องลึกของเรื่องที่เกิดขึ้น พูดอย่างไม่ลดเลี้ยวเล่นลิ้น เข้าใจกันง่ายๆ ตรงประเด็น ก็คือ ประชาชนไม่เอาท่อก๊าซ แต่รัฐจะเอาท่อก๊าซ (เพียงแต่ใช้วิธีพูดแบบอ้อมๆ ค้อมๆ ซื้อเวลาไปก่อน)

กรณี "ท่อก๊าซ" ได้สะท้อนถึงกรอบแนวคิดในการพัฒนาประเทศ ซึ่งขัดแย้งกัน 2 แนวทาง

การที่ประชาชนจะต้องมีวิถีชีวิตไปตามแนวทางการพัฒนาที่รัฐกำหนด คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าขัดขืนอะไร หากแนวทางนั้น เป็นแนวทางการพัฒนาเพื่อชุมชนที่เขาอาศัยอยู่แบบพอเพียงและยั่งยืน ไม่ใช่การพัฒนา "จากบนลงล่าง" ซึ่งยัดเยียดความคิด ความเชื่อ ความรู้ ค่านิยม ทัศนคติ วิถีในการดำรงชีวิต ฯลฯ ลงมาจากรัฐโดยไม่เห็นหัวประชาชน ที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้น

รัฐที่ดีต้องคำนึงถึงชุมชน ฟังเสียงคนในชุมชนเป็นสำคัญ ยอมรับความแตกต่างในความหลายหลายทางวัฒนธรรม ตระหนักถึงความเข้มแข็งและความอ่อนแอที่ไม่เหมือนกัน ควรให้ประชาชนได้มีโอกาสพัฒนา ดูแลปกป้องทรัพยากร ในชุมชนของเขา นี่คือ "สิทธิชุมชน" ในการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง การทอนอำนาจภาครัฐให้เล็กลง พร้อมกับคืนอำนาจสู่ชุมชน จึงจะเป็นการปฏิรูปราชการตามแนวทางประชาชนอย่างแท้จริง

รัฐจะพัฒนาประเทศแบบยั่งยืนได้อย่างไร ในเมื่อยังมีเหตุการณ์ที่คนไทยด้วยกันเอง ต้องมาใช้ความรุนแรง ต่อกันดังที่เกิดขึ้นแล้วนี้ รัฐยืนยันจะนำท่อก๊าซมาให้ประชาชนในนาม "การพัฒนา" หากแต่เป็นการพัฒนาที่สวนทาง กับการพัฒนาแบบยั่งยืน เป็นการพัฒนาแบบลำเอียงไม่สมดุล การพัฒนาที่ต้องหลั่งเลือด อันเกิดจากการที่คนไทยด้วยกัน ต้องมาปะทะกันเอง เป็นการพัฒนาที่คุ้มแล้วหรือ

ต่อให้โครงการท่อก๊าซมีมูลค่านับหมื่นนับแสนล้านบาท ก็คงต้องเอาออกไป หากเป็นสิ่งที่ขัดขวางการพัฒนาแบบยั่งยืน ให้สังคมไทย หากยังห่วงเม็ดเงินมากกว่าจิตวิญญาณ ความเป็นชุมชน หากยังห่วงอุตสาหกรรมนิยม /โลกาภิวัตน์นิยม มากกว่าชุมชนนิยม/ท้องถิ่นนิยม หากยังห่วงความทันสมัยในเมืองมากกว่าความร่มเย็นในชนบท หากยังใช้อำนาจนิยมมากกว่ามนุษย์นิยมแล้วละก็ เรื่องนี้และเรื่องทำนองนี้อาจจะจบลงแบบโศกนาฏกรรม อันคาดไม่ถึงก็ได้ในอนาคต

ทุกฝ่ายควรไตร่ตรองให้รอบคอบ มองกันอย่างเป็นพี่น้องร่วมแผ่นดินเดียวกัน ทางออกที่ยั่งยืนคือ การแสวงหาฉันทานุมัติร่วมกัน บนหนทางสันติธรรม การเอาแพ้เอาชนะกันไปกันมา มองกันเยี่ยงศัตรู ไม่เกิดผลดีอะไรเลย ต้องมองกันเป็นมิตร เป็นหุ้นส่วนทางการพัฒนาแบบยั่งยืน เพื่อชาติไทย สำหรับลูกหลานเหลนโหลนไทยสู่อนาคตอันศานติสุข

เมื่อชาติมีปัญหา ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง เพราะด้วยความรักผูกพันในชาติ เพราะเป็นปัญหาของชาติ จึงทำให้พวกเราในฐานะประชาชนของชาติ ควรนั่งลงพูดคุยอย่างใจเย็นมีสติ เพื่อแสวงหาทางออก และสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับชาวไทยทุกคน

ความเห็นที่ต่างกันอย่างมีเหตุผล ย่อมก่อให้เกิด "ความคิดใหม่" อันจำเป็นต่อการสร้างสรรค์ และแสวงหาทางออก ให้กับสังคมไทย "ความเห็นต่าง" จึงเป็นเรื่องธรรมดาในกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดในสังคม เพราะช่วยลับสมองของเราให้เกิดปัญญาในการทำงานให้สัมฤทธิผลในที่สุด

ผู้กุมอำนาจรัฐทั้งหลาย โปรดหยุดสวด "บทเพลงแห่งอำนาจนิยม" ลงบ้าง

ไม่ต้องเล่น "บทกร้าว" ชอบพูดจาท้าทายทำบรรยากาศ ที่กำลังจะดีขึ้นขุ่นมัวลงไปไย ไปเกรี้ยวกราด กับคนชั่วคนคอร์รัปชั่นโกงชาติ โกงแผ่นดินดีกว่า ไม่ใช่มาดุดันกับคนไทยที่คิดดีทำดีเพื่อบ้านเมือง การเป็นผู้นำที่ดีควรใช้หลักขันติธรรม ข่มอกข่มใจบ้าง หัดใช้ความนุ่มนวลบ้าง ชาติไม่ใช่บรรษัท จะใช้วิธีและสำนึกบริหารงานแบบ "ประธานบรรษัท" คงไม่ได้ ประสิทธิภาพการบริหารชาติต้องมาพร้อมกับความโปร่งใส และความเป็นธรรมเสมอ อีกทั้งคนในชาติไม่ใช่ลูกน้องบรรษัทเอกชน

การทำอะไรที่มักอ้างว่าคนส่วนใหญ่ไม่ขัด จึงจะเดินหน้าโครงการต่อนั้น อย่าลืมว่าประชาธิปไตยในโลกยุคใหม่ เขาให้ความสนใจกับข้อเรียกร้องความเดือดร้อนของกลุ่มต่างๆ มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคนเหล่านั้น จะเป็นเพียงส่วนน้อยของสังคมก็ตาม ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 คนจากทุกมุมโลกทุกหมู่เหล่าหลายสาขาอาชีพ คนจน คนรวย นักบวช อาจารย์ เอ็นจีโอ ฯลฯ ร่วมแสนคน เดินขบวนประท้วงองค์การการค้าโลก เปิดเวทีการพัฒนาแนวทางประชาชนขึ้นที่เมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา กล่าวขานกันว่าเป็น "การประท้วงแห่งศตวรรษ" ส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวง ด้วยคนเรือนแสนแสดงพลังหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของพลโลก (6 พันล้านคน) เสียด้วยซ้ำ

นักการเมืองแบบเก่ามักอวดอ้างว่าคนนับหลายสิบล้านเลือกตน มักอ้างโดยนับนิ้วมือจำนวนเสียงในสภา หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์จะเห็นว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็ดีหรือเดือนพฤษภา 2535 ก็ดี ด้วยผู้ชุมนุมจิ๊บจ๊อยแค่เรือนแสนเท่านั้นเอง ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของคนไทยทั้งประเทศ (63 ล้านคน)

ควรรับฟังเหตุผลความเดือดร้อนเป็นสำคัญ มากกว่าจะสรุปสุดท้ายและตัดบทว่าเป็นแค่เสียงส่วนน้อย โลกในศตวรรษที่ 21 ประชาธิปไตยแบบเสียงส่วนน้อยจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น พลังแห่งเหตุผลจะขับเคลื่อนประชาธิปไตยแบบนี้

ทางออก ประเทศไทยสามารถแสวงหาพลังงานในรูปแบบใหม่ได้ ยังมีอีกหลายแนวทางมิใช่หรือ? ผมได้เสนอใน "ปาฐกถา 14 ตุลา" เมื่อ 14 ตุลาคม 45 ว่า

"เรื่องพลังงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากเรื่องหนึ่งในสังคมไทย หากรัฐยังใช้แนวทางเก่าต่อไป ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนอย่างกรณีบ่อนอก หินกรูด ท่อก๊าซที่สงขลา จะเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด เพราะลึกลงไปคือความขัดแย้ง เรื่องแนวทางการพัฒนาประเทศ จึงต้องรื้อกระบวนคิดเรื่องพลังงานใหม่ ในกรอบการพัฒนาแบบยั่งยืน ปฏิรูปโครงสร้างความคิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พลังงานทั้งหมด สังคายนากฎหมายเกี่ยวกับพลังงานทั้งหมด กิจกรรมที่มีผลกระทบต่อชุมชน ต้องฟังเสียงชาวบ้านในชุมชนเป็นอย่างดี กระบวนการตัดสินใจนโยบายและโครงการพลังงานต้องทำแบบชุมชนมีส่วนร่วมแท้จริง การวิเคราะห์และประเมินโครงการรัฐควรใช้กระบวนวิธีการในกรอบใหม่เชิงบูรณาการ" (ยุทธศาสตร์ใหม่ของชาติกับเศรษฐกิจการเมืองภาคประชาชนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ หน้า 58)

ก่อนหน้านี้ ในฐานะนักวิชาการตัวเล็กๆ เป็นเพียงเสียงนกเสียงกา ผมก็เคยได้เสนอแนะต่อรัฐบาลถึง 5 ประเด็น เพื่อพัฒนาพลังงานในกรอบแนวทางใหม่ขึ้นมา นโยบายพลังงานนั้นเป็นนโยบายสาธารณะ สมควรเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลรอบด้าน และเคารพความคิดเห็นของคนในชุมชน (โปรดดู "บ่อนอก หินกรูด ท่อก๊าซ:กรอบคิดที่ขัดแย้งกันสองแนวทาง" มติชนรายวัน 24 เม.ย.2545 หน้า 6)

"เหตุการณ์ 20 ธันวา 2545" ที่เกิดขึ้น หากจะเป็นการเข้าใจผิด ผิดพลาด ทำโดยไม่ได้เจตนาจะรุนแรง หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ควรสรุปบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ดร.ฟิลลิพ แอนนีซ์ (Philippe Annez) อดีตผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เป็นผู้ใหญ่ที่เคยสนับสนุนโครงการเขื่อนปากมูล ตอนหลังพอรู้ว่าตัวเองอนุมัติผิดพลาด ก็หาหนทางช่วยเหลือ โดยเข้าร่วมกับองค์การคณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commissions on Dams หรือ WCD) เขาเห็นว่าธนาคารโลกควรจะมาขอโทษเพราะเป็นองค์การเงินกู้ที่สนับสนุนโครงการนี้ (เดลินิวส์ 23 ธ.ค.2545 หน้า 4) จากการศึกษาวิจัยเรื่อง Thailand:Pak Mun Dam and Mekong/Mun River Basins โดย ดร.ฟิลลิพ และ WCD พบว่าไม่ควรก่อสร้างเขื่อนปากมูลตั้งแต่แรก เพราะไม่เหมาะสมทั้งทางเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทน การผลิตไฟฟ้า สังคม สิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชาวบ้าน น่าชมเชยน้ำใจมนุษย์คนหนึ่งที่ยอมรับความผิดพลาด หันมาทำงานหาทางแก้ไขในสิ่งที่ผิด คำนึงถึงมนุษย์ร่วมโลกที่จะได้รับเคราะห์กรรมจากการกระทำของตนเอง แล้วคนไทยจะไม่มีน้ำใจ หรือคิดทำสิ่งดีๆ ให้กับคนไทยด้วยกันบ้างเชียวหรือครับ

การพัฒนาแบบยั่งยืน มักมีผู้คนพูดถึงคำว่า "ยั่งยืน" อยู่บ่อยๆ พูดตามกันจนเป็นแฟชั่นมากกว่าจะเข้าใจถึงที่มาที่ไป

การพัฒนาชาติที่ผ่านมา มันไม่ยั่งยืน เกิดวิกฤตการณ์ จึงต้องทำใน "กรอบใหม่" ให้ยั่งยืนโดยนิยาม "การพัฒนา" เสียใหม่ มีชุมชนและคนไทยเป็นตัวตั้ง เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา การสร้างความมั่งคั่งของชาติด้วยการเพิ่มผลิตภาพแท้จริง ที่ไม่เบียดเบียนทำลายสิ่งแวดล้อม มีการแบ่งปันดอกผลความมั่งคั่งของชาติด้วยการเพิ่มผลิตภาพแท้จริง ที่ไม่เบียดเบียนทำลายสิ่งแวดล้อม มีการแบ่งปันดอกผลความมั่งอย่างทั่วหน้า สร้างความเสมอภาคขึ้นโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในหลักประชาธิปไตย และการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและของชาติ เพื่อขับเคลื่อนดอกผลการพัฒนากระจายกว้างขวาง

การผสานทุกมิติข้างต้นอย่างบูรณาการเป็นองค์รวม คือแนวทางพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ.2540 มาตรา 46 (ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน) มาตรา 76 และ 78 (รัฐต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง) มาตรา 79 (รัฐต้องส่งเสริมการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล) และมาตรา 83 (รัฐต้องดำเนินการให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม)

หากปิดกั้นการมีส่วนร่วม เปิดทางการพัฒนาแบบเบียดเบียนผู้คน ละเลยเสียงของชุมชน ปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมถูกเซ่นสังเวยในนาม "เสรีนิยมใหม่-โลกาภิวัตน์" แล้วล่ะก้อ

โครงการหรืออะไรต่อมิอะไรที่รัฐพร่ำพูดถึงว่า จะพัฒนาแบบยั่งยืน มันจะกลายเป็นย่ำยีไป สิครับ

 

กลับหน้าแรก