|
เศรษฐศาสตร์หนุ่ม
"มาร์ค"
วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ต้องอธิบายความในแบบเศรษฐศาสตร์ อธิบายแบบบัญชีไม่ได้ คุณมาร์คอาจจะต้องการชี้ให้เห็นปัญหาการก่อหนี้ แต่ในฐานะอาจารย์เก่า ท่านสามารถใช้การอธิบายที่เหมาะสมกว่านี้ได้ ในพรรคประชาธิปัตย์ คนที่มีความสนใจติดตามเรื่องนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนมากที่สุดคนหนึ่งคงจะหนีไม่พ้น "คุณมาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างน้อยที่สุด ผมก็เคยเห็นท่านไปนั่งฟังเลคเชอร์ ของซินเญอร์เฮอร์นันโด เดอ โซโต้ เมื่อครั้งที่นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรูท่านนี้ เดินทางมาเมืองไทยเมื่อปลายปีก่อน ดังนั้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อคุณมาร์ค ก็ได้แสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ในการกล่าวปิดสัมมนาพรรค ผมก็จึงต้องให้ความสนใจอย่างเอกอุ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2546 ลงข่าวนี้ในหน้าหนึ่งไปแล้ว แต่เพื่อความเป็นธรรมกับคุณอภิสิทธิ์เอง ผมจึงไปดึงข้อความตอนหนึ่งซึ่งเห็นเป็นประเด็นมาจากเวบไซต์ของพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงดังนี้ .....นายอภิสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่างนโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุน โดยนายอภิสิทธิ์ ระบุว่า นายกฯ ได้กล่าวว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นคำตอบสำหรับอนาคต จริงๆ แล้วนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นแนวคิดของนักวิชาการที่เห็นว่ามีคนจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหลักได้ แต่คนเหล่านี้มีทุนอยู่มาก แต่ทุนส่วนนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจได้ จึงมีข้อเสนอว่า ให้แปลงสินทรัพย์เหล่านี้เป็นทุน แต่บังเอิญนายกฯ เข้าใจความหมายในเรื่องนี้ผิด "ท่านเข้าใจแคบๆ แค่ว่า ทุน แปลว่า เงิน แล้วท่านก็ใช้ประสบการณ์ทางธุรกิจของท่าน คือว่า เสี่ยง กู้มา ถ้าล้มเหลวก็กู้ให้มันมากขึ้น ถ้าล้มเหลวอีกก็กู้ให้มันมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ที่ทำมามันบังเอิญเงินส่วนตัวท่าน แต่นี่ท่านกำลังทำกับเงินและสินทรัพย์ของประเทศ ท่านไปเข้าใจว่า ทุนคือเงิน และเข้าใจว่า ทุนคือการกู้เงิน เพราะฉะนั้นนโยบายขณะนี้มันไม่ได้แปลงสินทรัพย์เป็นทุน มันกำลังแปลงสินทรัพย์เป็นหนี้" . ก่อนหน้าที่คุณอภิสิทธิ์ จะลงมาสมัคร ส.ส. ท่านเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาสอนคือ เศรษฐศาสตร์การเมือง อย่างไรก็ตามมีอดีตนักศึกษาบางท่านเห็นว่า อาจารย์อภิสิทธิ์ มีจุดยืนในเชิงเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหรือ นีโอคลาสสิกมากกว่า เรื่องแบบนี้ได้ยินเขาเล่ากันมา ไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไร จนกระทั่งได้ยินคุณมาร์คมาวิพากษ์ "คุณแม้ว" ทักษิณ ชินวัตร คราวนี้ คำว่า "ท่านเข้าใจแคบๆ แค่ว่า ทุน แปลว่า เงิน" ฟังเผินๆ เหมือนเป็นโวหารเสียดสีในแบบที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ใช้กันเป็นกิจวัตร แต่พวกสำนักนีโอคลาสสิก ได้ฟังก็สะดุ้งโหยงกันเป็นแถว เพราะนี่เป็นคำที่พวกสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ใช้ด่าพวกสำนักนีโอคลาสสิก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คุณมาร์ค สวมวิญญาณสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ด่าคุณแม้ว ว่าเป็นพวกนีโอคลาสสิก ซึ่งออกจะเข้าใจยากในสองสถาน สถานที่หนึ่ง จู่ๆ คุณมาร์ค เกิดให้ความสำคัญกับแนวความคิดด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองขึ้นมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์น่าจะถือเป็นนีโอคลาสสิกมากกว่า และภาพของคุณมาร์คก็เป็นนีโอคลาสสิก สถานที่สอง แนวความคิดในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองเข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับกลายเป็นว่า แคนดิเดทหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใช้กรอบความคิดแบบไทยรักไทย (เศรษฐศาสตร์การเมือง) ไปด่าหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ว่าคิดแบบพรรคประชาธิปัตย์ (นีโอคลาสสิก) นอกจากคุณมาร์ค จะสังกัดสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้ว คุณมาร์คยังเป็นนักบัญชีเสียยิ่งกว่านักเศรษฐศาสตร์อีก เมื่อท่านบอกว่า นโยบายขณะนี้ไม่ได้แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แต่เป็นการแปลงสินทรัพย์เป็นหนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักไหน เขาก็จะนิยามว่า ทุน (Capital) คืออะไรบางอย่างที่ไปขับเคลื่อนให้ปัจจัยการผลิต เกิดเป็นผลผลิต มูลค่าส่วนเกิน ถ้าท่านกางงบดุลออกมา ทางซ้ายมือของท่านก็คือ สินทรัพย์ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิต ส่วนขวามือคือทุน นั่นคือในความหมายของทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในความหมายของนักบัญชี คำว่าทุนจะหมายถึงสิ่งที่มาจากเจ้าของ ที่เรียกว่า Shareholders Equity หรือส่วนของเจ้าของ (เช่น ทุนเรือนหุ้น ,ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น,กำไรสะสม) แต่ส่วนที่มาจากผู้อื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าของกิจการจึงจะถูกเรียกว่า หนี้ (Liability) นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ต้องอธิบายความในแบบเศรษฐศาสตร์ (ซึ่งควบรวมระหว่างEquity และ/หรือ Liability ไปแแล้ว) จะไปอธิบายแบบบัญชีไม่ได้ คุณมาร์คอาจจะต้องการชี้ให้เห็นปัญหาการก่อหนี้ แต่ในฐานะ อาจารย์เก่า ท่านสามารถใช้การอธิบายที่เหมาะสมกว่านี้ได้ คือ ไม่ควรจะทำให้คนที่รู้ทันเขาเห็นว่าท่านตกม้าตาย กล่าวโดยสรุปถ้อยแถลงของคุณมาร์ค ในทางการเมืองก็อาจจะพอไปได้ พูดให้วงสัมมนาสาขาพรรคฟังได้ ลงเป็นข่าวประเด็นการเมืองได้ แต่จะให้ผู้ที่มีความรู้พื้นฐานในทางเศรษฐศาสตร์ และวิชาบัญชียอมรับ หรือแม้กระทั่งไปปรากฏอยู่ในหน้าข่าวเศรษฐกิจก็คงยังไม่ได้
|
| กลับหน้าแรก |