ระดับที่เหมาะสมของการเรียนรู้

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์      กรุงเทพธุรกิจ   วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546

ดูเหมือนว่า แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นในระดับโรงเรียน การเรียนรู้ขององค์กร หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้ในระดับสังคม โดยเฉพาะการเรียนรู้ของทีมงานและบุคลากรภายในองค์กรที่พัฒนาจนกลายเป็นแนวคิดที่เราคุ้นเคยกันดีในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) 

ความตื่นตัวในเรื่องของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลานั้น เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกๆ ระดับต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา และในปัจจุบันได้เริ่มมีข้อถกเถียงกันมากขึ้นเกี่ยวกับระดับของการเรียนรู้ว่า ควรจะมีอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด มีผลการวิจัยที่ออกมาแล้วว่า การเรียนรู้ที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและตลอดเวลา

J.Stuart Bunderson อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Washington และ Kathleen M. Sutcliffe จาก Michigan ได้ร่วมกันทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทีมงานภายในองค์กรแห่งหนึ่ง โดยแบ่งกลุ่มในการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่หนึ่ง มีการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการทำงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้เรียนรู้และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ในขณะที่กลุ่มที่สองจะยึดมั่นอยู่กับการทำงานในรูปแบบเดิมไปเรื่อยๆ โดยถือคติว่าถ้าอะไรไม่แตกไม่พังก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่า ระดับของการเรียนรู้ที่แตกต่างของทั้งสองทีม ส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่แตกต่างกันหรือไม่

ผลวิจัยครั้งนี้ออกมาน่าสนใจและแตกต่างกับความเชื่อดั้งเดิมของเราพอสมควร ถ้าเป็นอดีตเราก็คิดว่า ผลของกลุ่มที่มีการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ควรที่จะมีผลการดำเนินงานดีกว่ากลุ่มที่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ เนื่องจากกลุ่มที่มุ่งเน้นการเรียนรู้และปรับตัว จะสามารถปรับตัวเองให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ปรากฏว่า ผลการทำงานของทั้งสองกลุ่มออกมาดีและบรรลุเป้าหมายทั้งคู่ ซึ่งขัดกับความเชื่อดั้งเดิม แสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่ม

ผลวิจัยครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มหรือทีมที่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา อาจจะทำให้สมาชิกในกลุ่มมีความมุ่งมั่นต่อการเรียนรู้ การทดลองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา จนทำให้สมาชิกภายในกลุ่มขาดสมาธิ ความมุ่งมั่น และทำให้ไขว้เขวจากเป้าหมายในการทำงานที่แท้จริง ในทีมที่มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และทดลองในสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะแตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้มุ่งเน้นในการเรียนรู้ ที่จะใช้วิธีการเดิมๆ ที่เคยประสบความสำเร็จมาทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ในงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ระบุไว้ว่า ผลการศึกษาที่พบนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการเรียนรู้ในระดับอื่น ที่ไม่ใช่การเรียนรู้ในระดับกลุ่มหรือทีมได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล องค์กร หรือสังคม ซึ่งก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกเหมือนกันว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างองค์กรที่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา กับองค์กรที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเรียนรู้ จะมีผลการดำเนินงานที่แตกต่างกันจริงหรือไม่

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ไม่ได้ต่อต้านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพียงแต่เสนอว่า ในการเรียนรู้ที่ดีนั้น ควรจะมีจุดที่เหมาะสม (Optimal Point) โดยก่อนที่จะถึงจุดที่เหมาะสมดังกล่าว ยิ่งเรียนรู้มากจะยิ่งส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่ม แต่ถ้าเลยจุดที่เหมาะสมแล้วยิ่งเรียนรู้มากขึ้น แทนที่จะทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น กลับจะส่งผลร้ายต่อการดำเนินงาน

จุดที่เหมาะสมก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละทีม โดยจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของแต่ละกลุ่ม ถ้าเป็นกลุ่มที่อ่อน ยิ่งมีการเรียนรู้มากจะยิ่งส่งผลที่ดีต่อกลุ่ม ทำให้จุดที่เหมาะสมอยู่ไกล แต่ในกลุ่มที่มีขีดความสามารถพร้อมอยู่แล้วนั้น อาจจะไม่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ที่มากนัก ทำให้จุดที่เหมาะสมอยู่ใกล้และต่ำกว่า

ท่านผู้อ่านอาจจะลองไปดูในกลุ่มหรือองค์กรที่ท่านอยู่ดูซิครับว่า จุดที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของกลุ่มท่านอยู่ ณ จุดไหน ซึ่งถ้าสามารถหาจุดที่เหมาะสมได้ ก็ย่อมวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ในการเรียนรู้ที่เหมาะสมได้

แนวคิดนี้ไม่ได้มองว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพียงแต่ระดับของความต่อเนื่องในการเรียนรู้ย่อมอาจจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของแต่ละกลุ่ม

พอได้อ่านงานวิจัยชิ้นนี้แล้วพบว่า มีข้อแนะนำที่น่าสนใจบางประการสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่เหมาะสม ได้แก่

1) ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ การทดลอง และการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ดี แต่ผู้บริหารก็ไม่ควรที่จะปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายหรือรุนแรงในสิ่งที่ยังสามารถทำงานได้ดีอยู่ การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ควรจะเป็นไปในลักษณะเล็กๆ น้อยๆ ให้เหมาะสมกับสภาวะที่เปลี่ยนไปมากกว่า

มีกรณีศึกษาหลายประการในกลุ่มที่มีการทำงานที่ดีอยู่แล้ว และมีการปรับเปลี่ยนอย่างมโหฬารอันเป็นผลมาจากการเรียนรู้ แทนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่ม กลับส่งผลในทางลบ ดังนั้น เราพอจะสรุปได้ว่า ในสิ่งที่ดีอยู่แล้วนั้น การเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ควรจะให้เป็นไปในระดับที่เหมาะสมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร

2) ในขณะเดียวกัน ในกรณีที่ผลการดำเนินงานของกลุ่มยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ถือเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มนั้น เนื่องจากผู้บริหารไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย ที่จะเพิ่มความสำคัญของการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนภายในกลุ่ม

จะสังเกตเห็นว่า ในกลุ่มที่ผลการดำเนินงานไม่ดี จะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างเด่นชัด ถ้ามุ่งเน้นในเรื่องของการเรียนรู้ ก็พอจะสรุปได้ว่า สำหรับกลุ่มที่ผลงานยังไม่ดี การเรียนรู้ถือเป็นทางออกที่สำคัญประการหนึ่ง ที่จะทำให้กลุ่มได้มีโอกาสพัฒนาให้เท่าเทียมกับกลุ่มอื่น

3) สุดท้ายตัวผู้นำของแต่ละกลุ่มเอง จะต้องกำหนดทิศทางในการเรียนรู้ที่ดีและชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างการเรียนรู้ นวัตกรรม และการทดลองใหม่ๆ กับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การเรียนรู้และพัฒนาเพียงอย่างเดียวจนทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ผู้นำของแต่ละกลุ่มจะต้องสามารถแสวงหาจุดที่เหมาะสม (Optimal Point) ในการเรียนรู้ของกลุ่มตนเองให้ได้ ไม่ใช่มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เพียงอย่างเดียว จนลืมประสิทธิภาพในการทำงานของกลุ่ม

วันนี้พอจะสรุปได้ว่า การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ในการเรียนรู้ ควรจะต้องพิจารณาสถานภาพของแต่ละกลุ่มก่อนว่าปัจจุบันอยู่ในระดับใด เนื่องจากในกลุ่มแต่ละกลุ่มนั้น มีระดับของจุดที่เหมาะสมในการเรียนรู้แตกต่างกัน ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อที่น่าคิดเหมือนกันว่า แนวคิดดังกล่าวจะสามารถนำมาปรับใช้กับการเรียนรู้ขององค์กรได้หรือไม่

แต่ในความเห็นของผมแล้ว การนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในระดับองค์กรนั้น อาจจะไม่เหมาะสมเท่าที่ควร เนื่องจากขนาดที่ใหญ่เกินไปและองค์กรเองมีความหลากหลายที่มากกว่าระดับกลุ่ม

 

กลับหน้าแรก