เหล้าเสรี ยังไม่เสรี

โดย กมล กมลตระกูล   คอลัมน์ เดินคนละฟาก  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546  ปีที่ 26 ฉบับที่ 3456 (2656)

มติ ครม.เรื่องการเปิดเสรีเหล้ากลั่น เมื่อวันอังคารที่ 21 มกราคม 2546 นี้ ถือได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ในด้านการเคารพสิทธิในการประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 50 ที่กำหนดว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้"

คนไทยถูกกฎหมายเผด็จการบังคับซื้อเหล้าแพงที่ไร้คุณภาพมาเป็นเวลา 53 ปี โดย พ.ร.บ.สุรา 2493 ซึ่ง ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิก ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนี้ขัดกับหลักนิติธรรมสากลทุกประการ ขัดต่อรัฐธรรมนูญไทย และขัดต่อกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (ซึ่งมักจะชอบยกมาอ้างในเวลาจนปัญญา)

มติ ครม.ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับในอนาคต

พ.ร.บ.สุรา 2493 ฉบับที่ยังใช้อยู่นี้ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วถึง 36 ครั้ง ภายในระยะเวลา 41 ปี โดยนับถึงปี 2534 ใน 36 ครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคณะปฏิวัติ 7 ครั้ง

เนื้อหาของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ล้วนขัดกับหลักนิติธรรมสากล และขัดกับรัฐธรรมนูญดังที่จะวิเคราะห์ต่อไปนี้

พ.ร.บ.นี้มีอยู่ด้วยกัน 8 หมวด ซึ่งครอบคลุม ห้ามปรามทั้งด้านการทำ การขนส่ง การขาย การมีไว้ภายในครอบครอง รวมทั้งการห้ามการทำหรือการขายเชื้อสุรา (แป้งหมัก) การออกใบอนุญาต การเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และบทลงโทษ โดยมีมาตราที่สำคัญดังนี้

หมวด 1 มาตรา 5 : ห้ามมิให้ผู้ใดทำสุรา หรือมีภาชนะ หรือเครื่องกลั่นสำหรับทำสุราไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิต

หมวด 3 มาตร า 14 : ห้ามมิให้ผู้ใดทำการขนสุราตั้งแต่สิบลิตรขึ้นไป เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตขนสุราจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต

ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องนำใบอนุญาตขนสุรากำกับไปกับสุราที่ขนด้วย

หมวด 4 มาตรา 17 : ห้ามมิให้ผู้ใดขายสุราหรือนำสุราออกแสดงเพื่อขาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต

หมวด 5 มาตรา 24 : ห้ามมิให้ผู้ใดทำหรือขายเชื้อสุรา เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต

มาตรา 25 : ห้ามมิให้ผู้ใดมีเชื้อสุราไว้ในครอบครอง

หมวด 6 มาตรา 29 : เพื่อประโยชน์ในการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำความผิด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

หมวด 7 มาตรา 30, 31, 32 : กำหนดโทษทั้งผู้ทำ ผู้ขาย และผู้ซื้อ

ข้อห้ามดังกล่าวข้างต้นขัดกับมาตราต่างๆ ในหมวดที่ 3 ของรัฐธรรมนูญไทยในบทที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย เช่น มาตรา 6 มาตรา 36 มาตรา 46 มาตรา 50 มาตรา 57 เป็นต้น

ดังนั้น รัฐบาลของท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมี ส.ส.เสียงข้างมากอยู่ในรัฐสภาจึงสมควรจะเป็นผู้เสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.ที่ล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยฉบับนี้เสีย เพราะมีอายุมากกว่าท่านนายกฯเสียอีก และขัดกับรัฐธรรมนูญหลายมาตราข้างต้น

แม้ว่าสุราจะถูกมองว่าเป็นสินค้าอบายมุขอย่างหนึ่ง แต่กระนั้น รัฐธรรมนูญก็ไม่อนุญาตให้มีการเลือกปฏิบัติ หรือเลือกใช้กฎหมายบังคับอย่างไม่เท่าเทียมกัน หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

ในด้านผลกระทบทางสังคม ฝ่ายที่ต่อต้านการดื่มเหล้าก็ วิพากษ์ว่าจะทำให้คนเมากันทั้งเมือง และนำไปสู่อุบัติเหตุและปัญหาอาชญากรรม

ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าเหล้าที่มีอยู่ในท้องตลาด ในสต็อกของผู้ผลิต และเหล้าที่สั่งเข้ามานั้นมีมากกว่าผู้ดื่มหลายเท่า และหาซื้อได้ 24 ชั่วโมง ในขณะที่หลายๆ ประเทศ เช่น อเมริกาและยุโรป ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 21 ซื้อและดื่ม รวมทั้งมีการจำกัดเวลาขายไม่เกิน 4 ทุ่ม ดังนั้น สถานการณ์ของประเทศไทยที่ดำรงอยู่ ถ้าจะมีผู้ดื่มเหล้าเพิ่มก็มีเหล้าเหลือเฟือ

การเปิดเสรีเป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิในการประกอบอาชีพของคนอีกจำนวนมากที่ถูกปิดกั้น รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถูกตอนมาตลอดระยะเวลา 53 ปี

ดังนั้น การเปิดเสรีจึงเป็นการแบ่งส่วนแบ่งจากตลาดกลับไปสู่เศรษฐกิจชุมชน แทนที่เงินจะถูกดูดมาเข้ากระเป๋าคน 2-3 ตระกูล

ส่วนความเมาและปัญหาอาชญากรรมนั้น ผลการวิจัยทุกแห่งระบุว่าสาเหตุหลักมาจากความยากจน ดังนั้น เมื่อคนยากจนมีอาชีพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ความเครียดก็จะน้อยลง การดื่มเพื่อให้เมา เพื่อให้ลืมความทุกข์ก็จะน้อยลงไปโดยปริยาย

มติของ ครม.ที่ออกมาก็ยังไม่ครอบคลุมถึงลูกแป้ง หรือยีสต์ทำสุรายังถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าหากว่ามีไว้ในครอบครองโดยไม่ขออนุญาต ซึ่งเป็นการขัดขวางการพัฒนาทดลองคิดค้นของชาวบ้าน และประชาชนทั่วไป

ดังนั้น ในเฉพาะหน้านี้ ซึ่ง พ.ร.บ.สุรา 2493 ยังไม่ถูกยกเลิก รัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่เอี่ยมอ่อง ที่มีชื่อว่า ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ ซึ่งท่านเป็นประธานของคณะอนุกรรมการพิจารณาการแก้ไข พ.ร.บ.สุรา 2493 อยู่ด้วยจึงควรจะแก้ไขคำสั่งของกระทรวงการคลังให้เสรีจริงๆ อย่างไม่มีการหมกเม็ดโดยกำหนดให้ประชาชนมีลูกแป้ง ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพื่อจะได้ส่งเสริมการทดลองค้นคว้าพัฒนาเหล้าพื้นบ้านไทย เหล้าสมุนไพรไทยและบรั่นดีผลไม้ไทยให้มีคุณภาพ และมีศักยภาพที่จะสามารถส่งออกแข่งขันในตลาดโลกสู้กับจีน เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามมาลดหนี้ต่างประเทศที่ยังมีอยู่ก้อนใหญ่มหาศาล สูงถึงร้อยละ 55 ของจีดีพี

นอกจากนี้ ในคำสั่งว่าด้วยระเบียบการบริหารสุราก็ควรจะระบุให้ชัดเจนว่าการผลิตเพื่อการบริโภคในบ้าน หรือเพื่อการค้นคว้าวิจัยทดลองสูตรก็สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายด้วย แต่อาจจะกำหนดให้ต้องขออนุญาตและจ่ายค่าธรรมเนียมอีกต่างหาก โดยการจำกัดปริมาณการผลิตให้แน่นอน

นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ภาษีของไวน์องุ่นซึ่งปัจจุบันเก็บอยู่ที่ร้อยละ 60 นั้น ควรจะลดลงเหลือร้อยละ 10-20 เป็นอย่างมากเพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไวน์ได้แจ้งเกิด แม้กรมสรรพสามิตจะแย้งว่าต้องเก็บเท่าไวน์สั่งเข้าตามเกณฑ์การปฏิบัติเยี่ยงชาติขององค์การการค้าโลก ซึ่งสามารถนำมาเจรจาต่อรองได้ เพราะอุตสาหกรรมไวน์องุ่นบ้านเราเพิ่งเกิด

หรือจะยอมเจ็บเนื้อในช่วงแรกก็ยังได้ เพราะไวน์ที่สั่งเข้าก็มีเพียงปีละ 3-4 ร้อยล้านบาท ถ้าต้องลดให้ด้วยก็ไม่กระทบรายได้ของรัฐมาก แต่รัฐอาจจะได้มากกว่าเมื่อผู้ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อแข่งขันกับไวน์โลกใหม่ และส่งออก

ศักยภาพของไวน์ไทยอาจจะพัฒนาขึ้นมาสู้กับไวน์ของโลกใหม่ได้ เมื่อดูจากไร่องุ่นที่มีอยู่มากมายแถวปากช่อง ทางภาคเหนือ และภาคอีสานบางจังหวัด ซึ่งสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยวแบบหุบเขา Napa ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียภาคเหนือ ของสหรัฐอเมริกา ถ้ารัฐยอมลดภาษีเพื่อให้ผลิตผลราคาถูกจนผู้บริโภคมีกำลังซื้อไหว ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ให้แจ้งเกิดได้

เมื่อเปรียบเทียบราคาไวน์ของยุโรปและอเมริกาที่ขายในประเทศของเขา ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำเขาจ่ายเป็นชั่วโมงละ 7 เหรียญ วันละ 56 เหรียญ แต่ไวน์คุณภาพระดับกลางของเขาขายในราคาประมาณ 10 เหรียญ ถ้าไวน์คุณภาพต่ำก็ราคา 3-4 เหรียญก็หาซื้อได้

ดังนั้น คนงานอเมริกันทำงาน 1 วัน ก็สามารถซื้อไวน์ได้ 5-10 ขวด เป็นอย่างน้อย แต่ราคาไวน์ที่ผลิตในประเทศไทยกลับขายอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ซึ่งเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ ของคนงาน 2 วันครึ่ง และแพงกว่าไวน์ที่สั่งเข้ามาด้วยซ้ำ

ดังนั้น โอกาสที่ไวน์ไทยจะได้แจ้งเกิดจึงเป็นไปไม่ได้ถ้าหากว่าจะต้องจ่ายภาษีร้อยละ 60 อย่างในปัจจุบัน เพราะประชาชนทั่วไปไม่มีกำลังจะซื้อ โรงงานก็จะไม่มีโอกาสได้พัฒนา

ในด้านภาษีสาโทซึ่งเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันเพราะวิธีการเก็บภาษีที่ไร้มาตรฐานสากล เพราะใช้ดีกรีของแอลกอฮอล์เป็นตัวชี้วัดอัตราภาษี เป็นการเพิ่มงานของกรมสรรพสามิต และเปิดช่องให้ผู้ผลิตแจ้งดีกรีแอลกอฮอล์ต่ำๆ โดยส่งตัวอย่างในขณะที่กระบวนการที่ยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอ ฮอล์อยู่ในขั้นเริ่มต้น จึงเกิดความขัดแย้งและ ประท้วงกันอยู่ในขณะนี้

หนทางแก้จึงน่าจะใช้ปริมาณเป็นตัวชี้วัดถ้าเป็นสุราแช่ที่มีดีกรีไม่เกิน 15 ดีกรี ก็เสียเท่ากันหมดในอัตราลิตรลิตรละตามที่ผู้ผลิตและกรมสรรพสามิตเห็นร่วมกัน

ขอฝากการบ้านทั้งหมดนี้ (ในเวลานอกประชุม) ให้กับท่านรัฐมนตรีคลัง ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ และท่านอธิบดีกรมสรรพสามิต สถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการแก้ไข พ.ร.บ. สุรา 2493 ในชุดของท่านด้วยครับ 

 

กลับหน้าแรก