|
ล็อตเตอรี่ขายเกินราคา
ปัญหาคลาสสิควัดใจรัฐบาล
"เปิดเสรี-พิมพ์เพิ่ม
หรือรื้อโควตา"
เศรษฐกิจ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 หน้า 22 สังคมไทยเป็นสังคมที่ผูกพันกับการพนันอย่างใกล้ชิด และการพนันที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียวที่เป็นที่แพร่หลายที่สุด คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าล็อตเตอรี่ นั่นเอง ปัจจุบันสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พิมพ์สลากออกจำหน่ายงวดละ 36 ล้านฉบับ ราคาขายฉบับละ 40 บาท แต่ละงวดสำนักงานจะจำหน่ายสลากให้กับตัวแทนจำหน่าย รับไปจำหน่ายต่อให้กับประชาชน เท่ากับว่าแต่ละงวดจะมีเม็ดเงินหมุนเวียน 1,440 ล้านบาท สำหรับรายได้ที่ได้มาจากการขายสลากฉบับละ 40 บาทนั้น จะแบ่งเป็น 1.เงินรางวัล 60% หรือฉบับละ 24 บาท 2.รายได้แผ่นดิน 28% หรือฉบับละ 11.20 บาท 3.ส่วนลดผู้ค้า 7% หรือฉบับละ 2.80 บาท 4.ส่วนลดองค์กรช่วยจำหน่าย 2% หรือฉบับละ 0.80 บาท และ 5.เป็นค่าใช้จ่ายบริหารงาน 3% หรือ 1.20 บาท จะเห็นได้ว่าเรื่องราวของการพนันเกี่ยวพันกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งผู้ค้า ผู้ซื้อ และรายได้ของรัฐบาล ดังนั้น เมื่อจะมีการขยับนโยบายในด้านนี้ครั้งใด จะเกิดขบวนการในการกดดันทางการเมืองในทุกๆ รูปแบบออกมาทุกครั้ง ล่าสุดปัญหาโควตาสลากกลายเป็นเรื่องบานปลาย ที่ทำให้ม็อบเดินสายเข้ากรุงมาประท้วง สาเหตุมาจากช่วงปลายปี 2545 รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคา และความต้องการที่มีมากกว่าปริมาณสลากที่ออกจำหน่าย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จึงได้ให้สำนักงานสลากฯ ไปหางแก้ไขและเสนอมาภายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยตั้งเป้าจะปรับระบบการจัดจำหน่ายและปริมาณสลากให้เหมาะสมภายในช่วงกลางปี 2546 และเพื่อแก้ปัญหาระหว่างนี้ ก็ให้มีการพิมพ์สลากเพิ่มอีกงวดละ 4 ล้านฉบับเป็น 40 ล้านฉบับ จำนวน 3 งวด ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2546 นี้ แต่แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา สลากที่พิมพ์เพิ่มครั้งนี้กลับกลายเป็นชนวน ให้อุณหภูมิปัญหาโควตา สลาก ร้อนแรงขึ้นเมื่อใกล้จะหมดงวดเดือนกุมภาพันธ์ เพราะผู้ที่เคยได้รับโควตาสลากขัดตาทัพจำนวน 4 ล้านฉบับ เริ่มงอแงเพราะกำลังจะสูญเสียสิทธิดังกล่าวไป จึงออกมากดดันเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไว้ นอกจากนี้ แนวคิดการเปิดเสรีสลากกินแบ่ง ที่อนุญาตให้ประชาชนทุกคนสามารถแสดงความจำนงเข้ามาเท่าไหร่ก็ได้ โดยให้มีเงินวางค้ำประกันเพียง 10% ของมูลค่าสลาก ซึ่งสำนักงานสลากฯ คิดค้นขึ้น โดยหวังว่าจะให้ตลาดมีการปรับตัวเองและแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาในระยะยาว ก็สร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา เพราะปรากฏว่ามีผู้แจ้งความจำนงในการขอจำหน่ายสลากสูงเกือบ 200 ล้านฉบับ ขณะที่สำนักงานสลากฯ คาดว่าจะขอเพิ่มเป็น 50 ล้านฉบับเท่านั้น ผลสำรวจดังกล่าวทำให้การเปิดเสรีการจำหน่ายสลาก่ต้องตกไป เพราะฝ่ายการเมืองเกรงว่าจะถูกโจมตีเรื่องมอมเมาประชาชน และที่สำคัญจำนวนดังกล่าวจะต้องเกินความต้องการของตลาดอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ข่าวการพับแผนการเปิดเสรีจำหน่ายสลาก ได้ลอยลมเข้าหูของกลุ่มแกนนำม็อบทั้งหลาย และม็อบจัดตั้งดังกล่าวก็เดินทางมายังกระทรวงการคลังเพื่อขอรับฟังความชัดเจนด้านนโยบาย เพราะถือว่าที่ผ่านมาได้มีการตกลงที่จะเพิ่มโควตาสลากไปแล้ว ตามผลการสำรวจในโครงการเปิดเสรีในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สุดท้ายผลการเผชิญหน้ากับม็อบหวย ก็มาออกที่ นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ ที่ยืนยันชัดเจนว่า จะไม่มีการเพิ่มสลากให้กลุ่มใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าสำนักงานสลากฯ จะสำรวจระบบจัดจำหน่ายในปัจจุบัน และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสลากขายเกินราคา ให้ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแล้วเท่านั้น ระหว่างนี้ก็จะกลับไปพิมพ์สลากแค่ 36 ล้านฉบับต่องวดเหมือนเดิม รวมทั้งประกาศห้ามไม่ให้จำหน่ายสลากเกิน 40 บาทต่อฉบับ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป หากใครฝ่าฝืนจะดำเนินการเด็ดขาด ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวในการแก้ปัญหาสลากขายเกินราคา และเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง สำนักงานสลากฯ จะส่งหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขอความร่วมมือในการจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคาทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นไป โดยผู้ที่จับกุมจะได้รางวัลนำจับ 1,000 บาท จากค่าปรับ 2,000 บาท และหากตรวจสอบพบว่าสลากนั้นเป็นโควตาของใคร จะถูกยกเลิกโควตาทันที นายชัยวัฒน์ พสกภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ระบุว่าสำนักงานสลากฯ จะใช้เวลา 2 เดือนในการตรวจสอบระบบโควตาเดิมว่ามีจุดบกพร่องอย่างไรที่ทำให้เกิดการขายสลากเกินราคา โดยจะตรวจสอบถึงผู้ที่มารับสลากจากองค์กรที่ได้รับโควตาไปว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ หรือถ้ามีก็จะดูแลไม่ให้มีการซ้ำซ้อนกัน โดยคาดว่าเดือนมิถุนายนนี้จะสามารถสรุปแนวทางในการจัดสรรโควตาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะตลาดในขณะนี้ต้องยอมรับว่าสลากจำนวน 36 ล้านฉบับไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้น ในข้อเสนอแนะคงจะต้องมีการเสนอให้พิมพ์สลากเพิ่มให้เพียงพอความต้องการของตลาด ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบโควตาด้วย แต่แม้ปริมาณจะไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดการขายสลากเกินราคาได้ เพราะสำนักงานสลากฯ ได้จัดส่วนลดไว้ให้ผู้รับสลากไปขายมีกำไรอยู่แล้ว โดยราคาที่ขายให้ผู้ขายรายย่อยอยู่ที่ 37.20 บาทต่อฉบับ ส่วนองค์กรการกุศลจะคิดแค่ 36.40 บาทต่อฉบับ โดยสลาก 36 ล้านฉบับนั้น ผู้ขายรายย่อยจะได้โควตา 10 ล้านฉบับ บริษัทที่ได้รับสัมปทาน 5 บริษัท ได้บริษัทละ 1 ล้านฉบับ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 6 ล้านฉบับ คลังจังหวัด 3 ล้านฉบับ องค์กรการกุศล 6 ล้านฉบับ คนพิการ 6 ล้านฉบับ แต่เมื่อสาวลึกไปถึงสาเหตุของการขายสลากเกินราคา ก็พบว่า 1.ปริมาณสลากในท้องตลาดมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ 2.จำนวนสลากที่มีไม่เพียงพอต่อผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพจำหน่ายสลาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีผู้ต้องการประกอบอาชีพจำหน่ายสลากมากขึ้น เพราะคิดว่าจำหน่ายได้ง่าย 3.ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการจัดสรรสลากไปจำหน่าย ไม่ได้จำหน่ายสลากดังกล่าวเอง แต่กลับไปจำหน่ายต่อให้กับพ่อค้าคนกลาง 4.การนำไปรวมชุดเพื่อจำหน่าย เนื่องจากการเสนอข่าวเกี่ยวกับผู้ที่ถูกรางวัลเป็นจำนวนมากจากการซื้อ สลากหลายฉบับที่มีเลขเหมือนกัน ทำให้เกิดกระแสนิยมในเรื่องเลขชุด ผู้จำหน่ายที่ต้องการเก็งกำไร จึงเสาะแสวงหาสลากที่มีตัวเลขเหมือนกันมาจำหน่าย และเรียกราคาสูงกว่าที่กำหนดไว้มาก 5.การเก็งตัวเลขและบอกใบ้เลขเด็ด ในวาระสำคัญๆ หรือเกิดเหตุการณ์พิเศษ ตัวเลขที่ได้รับการเก็ง หรือเป็นที่ต้องการมาก จะมีราคาสูงเป็นพิเศษ 6.การขาดอำนาจในการจับกุม ต้องขอรับการสนับสนุนกำลังในการจับกุมปราบปรามจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้การจับกุมในทางปฏิบัติเป็นไปได้น้อย รวมทั้งการซื้อขายสลากเกินราคา ส่วนใหญ่เกิดจากความสมยอมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จึงไม่อาจหาหลักฐานที่เข้มแข็งและรัดกุมพอที่จะเข้าสู่การ ดำเนินคดีได้ และ 7.ผู้ค้าสลากต้องรับภาระสลากที่จำหน่ายไม่หมด ดังนั้น การที่รัฐบาลตั้งใจที่จะพยาพยามหาแนวทางที่สมดุลที่สุดในการแก้ปัญหาสลากเกินราคาอย่างเบ็ดเสร็จครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าจะตอบโจทย์ทั้ง 7 ข้อนี้ได้หรือไม่ ไม่ว่าจะวิธีการพิมพ์สลากเพิ่ม การเปิดเสรีสลาก หรือการรื้อระบบโควตาเพื่อให้ถึงมือผู้ค้าอย่างแท้จริง และประเด็นสำคัญที่สุดที่จะต้องคำนึงถึง คือ ประโยชน์ของผู้ซื้อสลากทั่วประเทศที่ต้องทนรับภาระซื้อสลากเกินราคามาเป็นแรมปี โดยไม่รู้ว่าใครได้เงินส่วนเกินนี้ไป หรือเพื่ออะไร ซึ่งก็หวังว่าหลังจากเดือนมิถุนายนนี้ ประชาชนที่ควักเงินจ่ายค่าสลากฉบับละ 40 บาทออกไป จะพอสบายใจได้บ้างว่านอกจากมีโอกาสเสี่ยงโชคตามอัตภาพแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้รัฐเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินครบถ้วน ได้ "ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม" ตามสโลแกนสำนักงานสลากฯ โดยไม่ต้องมีกลุ่มเหลือบ ริ้น ไร คอยสูบเลือดตามรายทาง
|
| กลับหน้าแรก |